ตุกติก-ไปทั้งครม. ยาแรง! ห้ามรมต.โยกงบฯ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ตุกติก-ไปทั้งครม. ยาแรง! ห้ามรมต.โยกงบฯ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ม.ค. 2559 06:20
3,895 ครั้ง


ป้องกันปย.ทับซ้อน-ดึงลงพื้นที่ ฟันส.ส.-ส.ว.ตลอดชีพ-ชดใช้ด้วย ‘บิ๊กตู่’เสียงอ่อยยอมขอโทษสสส.

“มีชัย” ย้ำหลักการต้องห้ามสภาผัว-เมีย สามีภรรยาหย่าแต่ยังนอนด้วยกัน เข้าข่ายลวงโลก มีสิทธิ์ถูกร้องเรียนยึดเก้าอี้ กรธ.วางกฎเหล็กแปรญัตติงบประมาณ หากพบ ส.ส.-ส.ว.ตุกติกเล่นแร่แปรธาตุโยกงบเชิงประโยชน์ทับซ้อน เจอตัดสิทธิตลอดชีพ พ่วงชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคนเป็น รมต.ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แต่อาจต้องสะท้านทั้ง ครม. หลัง กรธ.ชี้ชัดอาจมีสิทธิ์ไปทั้งยวง กระเด็นจากตำแหน่งทั้ง ครม. พร้อมเปิดเวทีให้ฝ่ายค้านสาดน้ำลายเต็มที่ วางกฎห้ามเป็นนายกฯนานกว่า 8 ปี เผยสเปกกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ อีนุงตุงนังอยู่ในมุ้งเดียวกัน เพิ่มอำนาจผู้ตรวจฯ-ป.ป.ช.กว้างขวาง ล้วงลึก พท.สุดเซ็ง กรธ. ทำ ปชต.เอียงกะเท่เร่ ปชป.ยังราวีใช้บัตรใบเดียว นายกฯขอโทษผู้บริหาร สสส. ยันเจตนาดี ลั่น 18 ม.ค. กลไกทำงานเดินได้ ย้ำปรองดองยังไม่ถึงเวลา จะทำก็ต่อเมื่อเห็นสัญญาณที่เป็นไปได้เท่านั้น “ยิ่งลักษณ์” มาเองไต่สวนพยานคดีจำนำข้าวนัดแรก กองเชียร์กุหลาบแดงพรึบ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังคงประชุมนอกสถานที่เป็นวันที่ 5 เพื่อพิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตอกย้ำประเด็นแหลมคมให้สาธารณะฮือฮาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประธาน กรธ.ย้ำเงื่อนไขหลักการต้องห้ามสภาผัวเมีย แม้หย่าขาดแต่นอนด้วยกันเข้าข่ายถูกร้องเรียนริบตำแหน่ง พร้อมวางกฎเกณฑ์สุดเข้มงวดกรณีมีส่วนได้ส่วนเสียการแปรญัตติงบประมาณ

“มีชัย” ย้ำหลักต้องห้ามสภาผัวเมีย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ม.ค. ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา วันที่ 5 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม พิจารณาหมวดองค์กรอิสระและศาล

นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมถึงการกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ว. ที่ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้ ส.ว.ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง ดังนั้น เมื่อผู้ใดได้รับตำแหน่ง ส.ว.แล้ว แต่พบว่ามีบุพการี คู่สมรส หรือบุตร เป็น ส.ส. บุคคลที่เป็น ส.ว.ผู้นั้นต้องลาออกจากตำแหน่ง ส.ว. หรือพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ขัดกับลักษณะต้องห้าม เราไม่ต้องการให้ ส.ว.ตกอยู่ภายใต้อาณัติของคนการเมือง ส่วนข้อกังวลอาจเกิดการกลั่นแกล้งกรณีที่คนในครอบครัวไม่ถูกกันนั้น พวกเขาต้องไปจัดการให้ได้ หากจัดการเรื่องภายในครอบครัวไม่ได้จะมาจัดการกับประเทศได้อย่างไร ส่วนกรณีที่สามีหย่าขาดกับภรรยาเพื่อมาลงสมัคร ส.ส. หรือ ส.ว. แต่พบว่ายังอยู่ด้วยกัน ที่ผ่านมาเคยมีคำวินิจฉัยของศาลระบุว่า แม้สามีภรรยาจะหย่าขาดกัน แต่ยังพบว่าพวกเขานอนด้วยกัน ศาลถือว่าไม่ได้หย่าขาดกันจริง ดังนั้นสามารถโต้แย้งและร้องไปยังศาลให้พิจารณาได้

วางกรอบกระบวนการตรา พ.ร.บ.

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.แถลงผลการพิจารณาบทบัญญัติในหมวด 7 รัฐสภา ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทที่ใช้แก่สภาและการประชุมร่วมกันของรัฐสภา รวมทั้งการพิจารณาบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี ว่า กระบวนการการตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ กรธ.กำหนดว่าเมื่อรัฐสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแล้วให้นายกฯส่งให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ตรวจสอบการขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปัญหาในการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีการตราขึ้นด้วย และถ้าหากองค์กรที่เกี่ยวข้องนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามีปัญหาสามารถส่งเรื่องให้นายกฯเพื่อส่งต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเห็นตามที่องค์กรนั้นเสนอความเห็นก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญส่ง พ.ร.บ.กลับไปให้นายกฯเพื่อตีกลับให้รัฐสภาพิจารณาร่วมกันว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.นั้นอย่างไร ก่อนที่จะนำเสนอให้นายกฯดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ตุกติกแปรญัตติตำแหน่งกระเด็น

นายอุดมกล่าวว่า สำหรับการพิจารณาเกี่ยวกับ การจ่ายเงินแผ่นดิน กรธ.ได้เห็นชอบหลักการโดยให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปตามกฎหมายงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนงบประมาณและกฎหมายเงินคงคลังเป็นหลัก โดยกรณีนี้เป็นการอุดช่องว่างเพื่อป้องกันการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปในทางที่เสียหายต่อประเทศ โดยการพิจารณาการเงินของแผ่นดินต้องมีการกำหนดแบบแผนปฏิบัติที่ชัดเจน ขณะเดียวกันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี กรธ.เล็งเห็นความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการแปรญัตติ ป้องกันไม่ให้ ส.ส. ส.ว. กรรมาธิการ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาใช้จ่ายเงินงบประมาณ มีส่วนในการกำหนดโครงการหรือให้ความเห็นชอบต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพราะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น กรธ.จึงกำหนดว่าหากบุคคลใดก็ตาม รวมทั้ง ครม. รู้เห็นเป็นใจต่อการแปรญัตติเพื่อให้นักการเมือง ส.ส. ส.ว.มีส่วน ได้ส่วนเสียต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ บุคคลเหล่านั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง และชดใช้เงินที่นำไปใช้ในโครงการต่างๆด้วย

รมต.ทำผิด ครม.มีสิทธิ์ปิ๋วทั้งคณะ

“กรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นยาแรง เป็นการป้องกันการครอบงำการใช้จ่ายงบประมาณของ ส.ส. และ ส.ว.ด้วยกันเอง และให้รัฐสภาตรวจสอบสมาชิกรัฐสภาด้วยการเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรวจสอบหากพบว่ามี ส.ส. ส.ว. คนใดกระทำผิดก็จะตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เช่นเดียวกัน หากเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกตัดสิทธิลงสมัครเลือกตั้งด้วย อาจจะเฉพาะตัวบุคคลหรือทำให้พ้นไปทั้ง ครม. ที่ผ่านมาช่องว่างตรงนี้เป็นช่องว่างที่ใหญ่มากของการนำงบประมาณของประเทศไปใช้โดยไม่คำนึงถึงแบบแผนที่รัฐบาลวางไว้” นายอุดม กล่าวและว่า ส่วนการตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ปกติที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาจะมีปัญหาการขอให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น กรธ.จึงกำหนดให้นายกฯรอเวลานำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเป็นระยะเวลา 5 วัน เปิดโอกาสให้ ส.ส. ส.ว.ทักท้วงกรณีเห็นว่ามีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

เปิดเวทีฝ่ายค้านอภิปรายเต็มเหนี่ยว

นายอุดมกล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบฝ่ายบริหารกรณีที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน มีจำนวนไม่ถึง 1 ใน 5 ในการยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น กรธ.ได้เปิดช่องให้ขอเปิดอภิปรายได้โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการยื่นอภิปรายเพื่อให้ ครม.หรือนายกฯได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและชี้แจงปัญหา เช่นเดียวกัน ส.ว.ก็มีสิทธิยื่นเปิดอภิปรายเพื่อให้ ครม.ชี้แจงได้เหมือนกัน นอกจากนี้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎรสามารถยื่นขอให้เปิดประชุมรัฐสภานัดพิเศษเพื่ออภิปรายกรณีปัญหาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ เพื่อหารือแก้ไขปัญหาร่วมกันของรัฐสภา และ ครม.ด้วย

ออกกฎห้ามเป็นนายกฯเกิน 8 ปี

นายอุดมกล่าวด้วยว่า ส่วนการพิจารณาบทบัญญัติในหมวดคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรธ.กำหนดองค์ประกอบของนายกฯและรัฐมนตรี จำนวนไม่เกิน 35 คน โดยนายกฯจะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองในช่วงการเลือกตั้งและจะต้องเป็นรายชื่อของพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 โดยบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯนั้นจะต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ทั้งนี้ นายกฯจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งติดต่อกัน เป็นลักษณะแบบสะสมไมล์ ขณะที่คุณสมบัติของนายกฯและ ครม.นั้น หลักการจะมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ ส.ส. แต่จะต้องเป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี และจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี และหากเป็นบุคคลที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติจากกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง หรือความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ต้องเว้นวรรคการเป็นรัฐมนตรีเป็นระยะเวลา 2 ปี ส่วนการกำหนดนโยบายของ ครม. จะต้องมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติในหมวดหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติและสถานะทางการเงินการคลังของรัฐด้วย

วางสเปก กก.สรรหาองค์กรอิสระ

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงอีกครั้งว่า กรธ.ได้พิจารณาหมวด 9 องค์กรอิสระ โดยวางหลักการเกี่ยวกับองค์ประกอบของกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ยกเว้นกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสิ้น 10 คน ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตุลาการศาลปกครองที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 1 คน ซึ่งเลือกจากที่ประชุมศาลปกครองสูงสุด และอีก 5 คน มาจากบุคคลที่กรรมการองค์กรอิสระเลือก ประกอบด้วย กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สตง. และ กสม. รวมกับอีก 1 คนจากการคัดเลือกของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเมื่อสรรหาเสร็จแล้วจะต้องให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบ นอกจากนั้นได้กำหนดหน้าที่สำคัญกับองค์กรอิสระทุกองค์กร จัดทำมาตรฐานจริยธรรมเพื่อบังคับใช้กับทุกองค์กรอิสระ รวมถึงผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยงานธุรการขององค์กร และมีผลให้ใช้บังคับกับ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ทั้งนี้ กำหนดด้วยว่าการจัดทำมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องรับฟังความเห็นของ ส.ส. ส.ว. และ ครม. ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องกำหนดลักษณะของการฝ่าฝืนจริยธรรมที่ร้ายแรงไว้ด้วยเพื่อป้องกันปัญหาการตีความ อย่างไรก็ตาม ในบทบัญญัติได้เปิดช่องให้ ส.ส. ส.ว.และ ครม. สามารถกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ด้วย

เพิ่ม กกต.เป็น 7 คนให้ใบแดงได้

นายอุดมกล่าวว่า ส่วนบทบัญญัติว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรธ.พิจารณาองค์ประกอบ ให้มี 7 คน จากเดิมที่มี 5 คน โดยต้องประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะใช้ในการบริหารจัดการ การควบคุมการเลือกตั้ง จำนวน 5 คนที่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา และอีก 2 คน มาจากผู้พิพากษาระดับหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์หรือระดับอธิบดี อัยการ โดยให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก และให้ดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียว 7 ปีดังเดิม ส่วนหน้าที่และอำนาจ กำหนดให้ทำหน้าที่ดูแลการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังต้องดูแลการตรวจสอบกรณีมีเหตุสงสัยกระทำการทุจริตเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามกฎ กติกา ดูแลเรื่องออกเสียง ยังมีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง และกำหนดเลื่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกำหนดให้ชัดเจนจากเดิมที่ให้ กกต.ร่วมกับฝ่ายบริหาร กกต.ยังมีอำนาจที่สำคัญ คือ ตัดสิทธิ์ในการลงสมัครเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการระงับชั่วคราวในการเลือกตั้งครั้งนั้นๆ แต่ถ้าเป็นการระงับถาวรยังต้องอาศัยกระบวนการทางศาล การให้ กกต.ให้ใบแดงกับบุคคลโดยเด็ดขาดหรือลงโทษโดยเด็ดขาดอาจไม่เหมาะสม กกต.จะระงับใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้ใบแดงเฉพาะครั้งนั้น ไม่ถึงกับตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

กรธ.จัดเต็มเพิ่มอำนาจผู้ตรวจฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม กรธ.ได้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีจำนวน 3 คน วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี มีอำนาจหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ได้รับความเดือดร้อนไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือนอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ พร้อมเสนอแนะหน่วยงานของรัฐปรับปรุงกฎหมายที่สร้างภาระให้กับประชาชน นอกจากนี้ กรธ.ยังบัญญัติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอต่อ ครม.ให้ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหน้าที่ของรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และหากหน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถส่งเรื่องไปยัง ครม.ทราบเพื่อพิจารณาสั่งการตามที่ ครม.เห็นสมควร แต่หากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ดำเนินการต่อไป

ประเคนดาบ ป.ป.ช.ฟันจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในภาพรวม กรธ.ยังยืนยันในหลักการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คือ ไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และการฝ่าฝืนจริยธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ กรธ.เพิ่มขึ้นมาใหม่ โดยประเด็นสำคัญที่สุดที่ กรธ.บัญญัติขึ้นมาอยู่ที่การกำหนดกรอบเวลาในการทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่ง กรธ.เขียนเป็นหลักการว่าหาก ป.ป.ช.รับคำร้องจะมีเวลาพิจารณาไต่สวน 1 ปี แต่สามารถขยายเวลาการทำงานได้ครั้งละ 4 เดือน รวมกันไม่เกิน 2 ปี

พระจี้ถามเรื่องศาสนาประจำชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 16.20 น. ที่หน้าห้องประชุม กรธ. โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อพช.) นำโดยพระสิทธิศักดิ์ สิรินันโท รองประธาน อพช. เข้ายื่นหนังสือต่อ กรธ. โดยมีนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ.เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือ โดยพระสิทธิศักดิ์กล่าวว่า อพช.ต้องการเรียกร้องให้ กรธ.ออกมาชี้แจง พร้อมหลักฐานว่าการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นภัยในระยะยาวอย่างไร เช่นจะเป็นภัยต่อการปกครอง เป็นภัยต่อเศรษฐกิจ และเป็นภัยต่อการพัฒนาชาติอย่างไร พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะ กรธ.ถอนคำพูดต่อกรณีดังกล่าว และขอโทษต่อประชาชนภายใน 7 วัน

พท.อัด กรธ.ทำ ปชต.เสียสมดุล

นายคณิน บุญสุวรรณ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.ร. กล่าวว่า ความสมดุลของโครงสร้างทางอำนาจในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าขาดความสมดุลของโครงสร้างทางอำนาจดังกล่าว โดยที่ฝ่ายประจำ กองทัพ ศาล องค์กรที่มาจากการแต่งตั้ง มีอำนาจมากกว่าฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างเหลือล้น ก็จะเปรียบเหมือนรัฐนาวาที่ต้องลอยลำอยู่นิ่งๆ เคลื่อนไหวไม่ได้ เคลื่อนเป็นจม โครงสร้างทางอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเลวร้ายกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เพราะนอกจากบรรดาองค์กรอิสระอย่าง กกต. ป.ป.ช. คตง. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงไม่ยึดโยงกับประชาชน และมีอำนาจมากขึ้นแล้ว ยังได้กำหนดให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด รวมทั้งการที่นายกฯไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ยิ่งจะทำให้โครงสร้างทางอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไร้สมดุลและเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก

ปชป.ชี้บัตรใบเดียวก่อวงจรอุบาทว์

นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยังติดใจกรณีที่ กรธ.ยืนยันว่า จะต้องใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงในการใช้สิทธิลงคะแนนของประชาชน เพราะ กรธ. กำหนดให้มี ส.ส. 2 ระบบคือ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากจะใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวก็ควรกำหนดให้มีแต่ ส.ส.เขตเท่านั้น แต่ถ้าจะให้มี ส.ส. 2 ระบบก็ต้องแยกใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ดังนั้น กรธ.อย่าปักธงในการเขียนรัฐธรรมนูญแต่มีผลลักลั่นในทางปฏิบัติ เพราะการใช้บัตรใบเดียวจะทำให้การตัดสินใจของประชาชนลำบาก จะมีการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างมโหฬารเพราะซื้อ 1 ได้ถึง 2 ดังนั้นกรธ.ตั้งใจจะแก้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ทุจริตเลือกตั้งหรือจะส่งเสริมการซื้อสิทธิขายเสียงแบบบูรณาการกันแน่

“คนไทย” ฉะจ้องคุมเข้มนักการเมือง

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณี กรธ.กำหนดที่มา ส.ว. ในลักษณะสรรหากันเองของกลุ่มอาชีพต่างๆว่า กรธ.ไม่ควรใช้วิธีการมโนว่าทำเช่นนั้นเช่นนี้แล้วจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตได้ แต่จะกลายเป็นเข้าข่ายวางกลไกเพื่อผูกขาดอำนาจให้แก่คนบางกลุ่ม ย้อนยุคไปสู่ ส.ว.ลากตั้งมากกว่าจะเป็นพัฒนาการทางการเมือง กรธ.ต้องทบทวนตัวเอง ร่างทำรัฐธรรมนูญให้เป็นสากล ส่วนที่กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว.เพื่อป้องกันสภาผัวเมีย เป็นสิ่งที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.พยายามยัดเยียดลงไปในรัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อควบคุมนักการเมืองมากกว่าที่จะสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง จะบ่มเพาะเชื้อแห่งความขัดแย้งในอนาคตหากมีการนำมาบังคับใช้จริงอย่างแน่นอน

นายกฯชี้ปมขัดแย้งระบาดทุกวงการ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) โดยมีนายสมคิด จาตุศรี-พิทักษ์ รองนายกฯ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผช.ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมด้วย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดประชุมว่า การแก้ปัญหาการทุจริตมีความก้าวหน้าโดยลำดับ ขณะนี้มีปัญหาขัดแย้งกันทั้งสงฆ์ ฆราวาส การเมือง ฝ่าย กฎหมายต้องช่วยกันหาแนวทางแบ่งเบาภาระ การปฏิบัติตามกฎหมายมีขั้นตอนอยู่แล้ว ขณะเดียวกันเรากำลังขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่ทำได้ ก็ให้เดินหน้าต่อไป แต่อะไรที่เป็นปัญหาหรือมีข้อสังเกตที่ต้องแก้ไขก็ต้องสอบสวน และดำเนินการต่อไปให้ได้ในเรื่องที่ไม่ร้ายแรง

“บิ๊กตู่” ปลื้มเด็กวัดนวลฯเติมพลัง

วันเดียวกัน เวลา 13.45 น. ที่บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ครูอาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ ชั้น ม.1 ม.4 และ 5 จำนวน 200 คน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่เป็นศิษย์เก่า พร้อมนำสบู่และคุกกี้มามอบให้เป็นที่ระลึกเพื่อให้กำลังใจแก่นายกฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวทักทายว่า ใครอยากเป็นนายกฯบ้างมาเอาไปเลย กำลังยุ่งๆเลย วันนี้เรากำลังสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต่อไปนี้ทุกคนก็เรียนจากไอซีทีของลุง ของนายกฯ เพิ่มจากครูกู (กูเกิล) แต่ครูกูก็สู้ครูที่สอนเราไม่ได้ เพราะครูกูตอบแค่สองบรรทัด ทั้งนี้ สมัยเด็กๆจำได้ว่าโรงเรียนวัดนวลนรดิศ สอนตนมาเยอะเรื่องการเรียนรู้ วันนี้เย็บผ้า ซ่อมกระดุม รีดผ้า อ๊อกเหล็ก เลื่อยไม้ แกะสลักก็เป็น พ่อแม่อยากให้เป็นวิศวกรแต่อยากเป็นทหารชะตาชีวิตก็เป็นแบบนี้ บางอย่างเราฝืนชะตาชีวิตได้ อยู่ที่ตัวเองทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือเด็กรุ่นหลังต้องคิดให้มันซับซ้อน ต้องคิดเป็นกระบวนการ ต้องไปดูให้มันลึกซึ้งจะได้รู้จักว่าจะใช้อะไร ไม่ใช่คิดแต่จะบอกพ่อว่าโทรศัพท์ไอโฟนเปลี่ยนรุ่นแล้วขอเงินซื้อหน่อย พ่อต้องไปกู้เป็นหนี้สิน

ปชต.เสียหายทหารต้องปกป้อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เรียนนายร้อย 7 ปีกว่าจะจบ เขาสอนจบมาให้เป็นทหารไม่ได้สอนให้เป็นนายกฯ แต่ที่ต้องเป็นเพราะบ้านเมืองเป็นแบบนี้ ลุงไม่ได้ว่าลุงดี ลุงเก่ง แต่เมื่อใดที่ประชาธิปไตยเสียหาย มีปัญหา ทหารเป็นอย่างเดียวเท่านั้นที่จะพิทักษ์ปกป้องได้ไม่ใช่ไปหวงความรับผิดชอบหรือความรักไว้ วันนี้ลุงทำงานเยอะมาก อย่าขัดแย้งกัน วันนี้เราต้องทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่ให้ลุงปฏิรูปคนเดียว เลือกตั้งไม่ได้ ประชามติไม่ผ่านก็โดนอีก ทั้งหมดกลับมาที่ลุงหมดเลย เข้ามาไม่ได้ต้องการเป็นวีรบุรุษ ไม่ใช่ดารา สิ่งที่วันนี้อยากได้คือความจริงใจ และความเข้าใจจากทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานภายหลังจากนายกฯ กล่าวให้โอวาทเสร็จ ได้ร่วมถ่ายรูปกับครูและเด็กนักเรียนอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับให้เด็กๆกล่าวคำขวัญวันเด็ก โดยนายกฯถามเด็กๆว่า เด็กดีคืออะไร ไปหามา รู้ไหม เด็กดีคือไม่ทำเลวไง ให้คำขวัญวันเด็กแล้วให้คำขวัญวันครูด้วย อะไรดีล่ะ “เด็กดี ครูดี มีคุณภาพ สู่อนาคต”

“บิ๊กตู่” ขอโทษพักงานผู้บริหาร สสส.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแห่งใหม่ ถนนรัชดาภิเษก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ไปเยี่ยมชมอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแห่งใหม่ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปบทบาทความสำคัญของตลาดทุนและแผนพัฒนาตลาดทุน พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่คณะผู้บริหารและผู้แทนองค์กรในสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงปัญหาสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ที่มีการออกคำสั่งพักงานผู้บริหารนั้นต้องกราบขอโทษจริงๆ ตนไม่ต้องการจะไปทำลายท่าน แต่วันนี้อยากสร้างการรับรู้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และสนับสนุนให้เดินหน้าเท่านั้นเอง โดยในวันที่ 18 ม.ค. จะออกคำสั่งให้ทุกอย่างเดินหน้าได้ เพราะเมื่อไปทบทวนแล้วบอร์ดไม่ครบทำให้ไม่สามารถประชุมได้ ทำไมไม่บอกตั้งแต่วันนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงออกคำสั่งให้บอร์ดที่เหลือสามารถอนุมัติงานได้ ส่วนที่บอกว่าคสช.จะไปครอบครอง สสส.นั้น จะไปแบกไว้ทำไม และบอกว่าจะแต่งตั้งคนนั้นคนนี้เพื่อผลประโยชน์ เพื่อบริษัทนั้น บริษัทนี้ ใครมาขอตนจะเล่นงาน

ย้ำไม่เคยบอกว่ามีการทุจริต

“เรื่องนี้ไม่ใช่ผมเป็นคนเริ่ม แต่ต้องเสียเวลากันหน่อยเพื่อทำให้ถูกต้อง พอผลตรวจสอบออกมาแล้วไม่มีการทุจริต ซึ่งผมไม่เคยบอกว่ามีทุจริตเลย ในคำสั่งที่เขียนก็ไม่มีคำว่าทุจริต เพียงแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ให้มีความชัดเจน เมื่อถึงเวลาคัดสรรบุคลากรก็ให้มาคัดสรรถือเป็นเรื่องของท่าน ผมจะไปเกี่ยวอะไรด้วย ฝากขอโทษด้วย ที่ทำให้อย่างอื่นเสียหาย แต่ที่ผมทำคือการสร้างความไว้ใจให้เกิดขึ้นกับพวกท่านและไม่ต้องการให้โครงการหยุดชะงัก ให้ทำตามวัตถุประสงค์ และตามกฎหมาย” นายกฯกล่าว

18 ม.ค. ออกคำสั่งให้ทำงานได้

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เรื่องนี้อยากจะทำความเข้าใจอีกครั้งและฝากขอโทษผู้อาวุโสทั้งหลายด้วย ขอโทษพี่หมอทุกคน ไม่ได้ต้องการจะทำลายท่านเลย แต่หวังสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่านสามารถเข้าไปใหม่ได้ ตนบอกว่าให้คัดสรรไม่ได้บอกว่าท่านทุจริต แต่บังเอิญคำสั่งนั้นไปรวมอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ นี่เป็นเพียงการหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ทำตามข้อสังเกต เพราะหากทุกคนยังอยู่ที่เดิมหมดก็จะขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่านอยู่ในระดับบน อย่างน้อยก็ร่วมมือกับเรา และอย่ามาทะเลาะกับตนอยู่เลย มันไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างไรก็ต้องเดินตามหลักการที่ถูกต้อง แต่จะทำอย่างไรให้เร็วขึ้น รัฐบาลจะรับผิดชอบอยู่แล้ว แม้จะล่าช้าไปบ้าง แต่อย่าไปปลุกปั่น ปลุกปั่นตนไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ขู่ แต่จะพยายามแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด โดยวันที่ 18 ม.ค.จะออกคำสั่งให้บอร์ดที่เหลือสามารถทำงานได้ตามปกติ เมื่อถามว่า หลังจากที่ออกคำสั่งแล้วจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ไปดูงบประมาณว่าจ่ายกันอย่างไร เดี๋ยวค่อยจ่ายสิ

บอร์ด สสส.กลับมาใหม่ได้

พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวถึงการแต่งตั้งรักษาการกรรมการ สสส. แทนบุคคลที่พ้นจากตำแหน่งว่า การประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เมื่อวันที่ 15 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.แจ้งว่า เรื่องนี้จะเป็นผู้ชี้แจงเอง เนื่องจากเป็นเรื่องนโยบาย ส่วนกระแสข่าวล็อกสเปกบุคคลที่จะมาเป็นบอร์ด สสส.นั้น

ขอยืนยันว่าการแต่งตั้งจะเป็นไปอย่างโปร่งใสและเปิดกว้าง บุคคลที่ถูกปลดก่อนหน้านี้ยังสามารถกลับมาสมัครใหม่ได้อีก นายกฯและ คสช.ไม่มีคนของตัวเองตามที่เป็นข่าว เมื่อถามว่า การชะลอโครงการของ สสส.ส่งผลเจ้าหน้าที่ สสส.จำนวนมากปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ พล.อ.ชาตอุดมตอบว่า นายกฯทราบแล้ว คาดว่าจะมีการสั่งการในเรื่องนี้ต่อไป

เครือข่ายจี้นายกฯหยุดคุกคาม

เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายสุขภาพคนชายขอบ จำนวน 20 คน นำโดยนายมัยตรี จงไกรจักร ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ผ่านทางเจ้าหน้าที่ ขอให้ทบทวนการแทรกแซง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และยกเลิกคำสั่งชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณสร้างสุขภาพ เพราะทำให้เครือข่ายไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ จึงอยากให้นายกฯสั่งการให้เบิกจ่ายงบฯโครงการที่ดำเนินการอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้การดำเนินโครงการต้องหยุดชะงัก ไม่เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งกรรมการ สสส. ขอให้เข้าใจว่า เครือข่ายที่ทำงานร่วมกับ สสส. ไม่ใช่ผู้รับจ้าง แต่ทำด้วยจิตอาสา จึงขอให้หยุดการคุกคามเรื่องภาษีและควรมีนโยบายการคลังเพื่อสังคม

จ่อร้องนายกฯทบทวนภาษีบุหรี่

ด้านนางวราภรณ์ นะมาตร์ ผอ.บริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่เตรียมขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ อีก จะส่งผลกระทบให้ผู้ทำการค้าที่ถือใบอนุญาตขายบุหรี่จากกรมสรรพสามิตทั้งค้าส่ง-ปลีก ราว 870,000 ราย ค้าขายยากลำบาก โดยเฉพาะร้านโชห่วย ที่ขณะนี้ต้องเผชิญสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี และต้องเผชิญต่อการไหลทะลักเข้ามาของบุหรี่เถื่อน-ปลอมอีกด้วย หากขึ้นภาษีสูงมากเกินไป บุหรี่หนีภาษีจะมีมากขึ้น รัฐต้องเสียรายได้ไปด้วย เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างภาษียาสูบจะเป็นภาษีที่เก็บจากบุหรี่โรงงาน (ที่ผลิตเป็นมวนสำเร็จ) สัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของผู้สูบทั้งหมด โดยที่เหลือเป็นกลุ่มที่ใช้ยาเส้นมวนเอง โดยตนจะยื่นหนังสือถึงนายกฯขอให้ทบทวนเรื่องนี้

ไม่เห็นสัญญาณไม่ทำปรองดอง

ค่ำวันเดียวกันเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ตอนหนึ่งว่า เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ เปิดประเด็นมาอีกแล้ว ตนเคยเรียนอยู่เสมอว่าอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย สิ่งแรกการปรองดองต้องเกิดจากใจของท่านเอง ไม่เอาพวกเอาฝ่าย ไม่เอาตัวตนไม่เอาการเมือง และบังคับให้รัฐบาล คสช.ทำให้มันเกิดขึ้น ตราบใดที่รัฐบาล และ คสช. ยังไม่เห็นการพัฒนาจากนักการเมือง กลุ่มการเมือง ภาพสังคม เอ็นจีโอ ที่แสดงให้เห็นว่าถ้าเราทำเรื่องการปรองดองจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ชัดเจน ก็คงไม่ใช่โครงการทำ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนไปปรับปรุงตัวเองด้วย ถ้าหากอยากจะปรองดองด้วยทั้งหมดทีเดียวก็เริ่มต้นให้ได้ ถ้าเริ่มต้นทะเลาะกันแล้ว ไม่ต้องไปตรงอื่น รัฐบาล คสช. ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง จะต้องลดความขัดแย้งก่อน วันนี้เริ่มสู่การปรองดอง จะไปนิรโทษ แล้วแต่กฎหมาย เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องประชามติ คนทั้งประเทศต้องออกมาลงประชามติ ต้อง มาลงเลือกตั้งทั้งหมดที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้นเสียหายเหมือนเดิม ไม่อยากให้คิดว่าเวลามีปัญหาแล้วทะเลาะ รัฐบาล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ปัญหาทุกอย่าง

เตือนแกมขู่ นศ.อย่าตกเป็นเหยื่อ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า บรรดานักวิชาการ นิสิต นักศึกษา นักเรียน ครู ช่วยกันปฏิรูปตัวเอง ปฏิรูปการเรียนการสอน ปฏิรูปตามคำสอน บางอาจารย์จะสอนเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยอยู่นั่นแหละขัดแย้ง ต้องคิดเห็นต่างทุกเรื่อง ไม่ได้บอกว่าเห็นต่างไม่ได้ แต่ต้องร่วมมือ เห็นต่างทุกเรื่อง ไปอย่างไร อย่า มาใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักศึกษารู้หรือเปล่าว่าเป็นเครื่องมือ หรือด้วยเหตุผลอื่นใด ก็ตาม ไม่ได้เป็นตายเวลานี้ ตัวคุณจะตายเองติดคุก และไม่มีอนาคต และมาโทษตนอีก กฎหมายมีไว้ทำไม ไว้จับใครสักคน เลือกจับได้ไหม เลือกขังได้ไหม ก็ผิดกฎหมายอันเดียวกันเรื่องของความเท่าเทียม เพราะ ฉะนั้นอย่าไปให้ประเทศเสียหาย กฎหมายเสียหาย การสร้างความไม่เท่าเทียมและโยนความผิดมาให้รัฐบาล คสช.รู้อยู่ว่าทำอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยเวลา มีคุณธรรมทุกคน สร้างองค์กรที่มีจริยธรรมที่ดีงามทั้งหมด มีวัฒนธรรม ขอร้องทุกคน

ไม่ต้องไล่ถึงเวลาไปทั้งยวง

“ใจผมนอนไม่หลับอยู่แล้วคิดทุกวัน รัฐมนตรีก็นอนไม่หลับ แถมจะมีคนไล่รัฐมนตรีอีก ไม่ต้องไล่ ถึงเวลาก็ไปกันหมด เหลือผมคนเดียว แทนที่เขาก็ทำเหน็ดเหนื่อยแสนเข็ญ ข้าราชการก็กำลังปรับตัวอยู่ วันนี้ต้องลืมของเก่า เริ่มต้นอนาคตใหม่ให้ได้ เราต้องฟันฝ่าอุปสรรคข้างหน้าไปร่วมกันให้ได้ เพราะฉะนั้นช่วยตัดสินใจหน่อย ที่ผมเข้ามาตัดสินใจถูกหรือผิด และจะสำเร็จหรือเปล่า จะเสียของหรือเปล่า ไม่ใช่คนเดียว ทุกคนต้องช่วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ไต่สวนพยานจำนำข้าวนัดแรกคึก

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการนัดสืบพยานไต่สวนนัดแรกในคดีโครงการรับจำนำข้าว พร้อมด้วยทีมทนายความ รวมถึงอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย เช่น นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต รมว.วิทยา– ศาสตร์ฯ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เข้าร่วมรับฟังการสอบพยานครั้งนี้ด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ฝ่ายเรามีความพร้อม โดยวันเดียวกันนี้ มีพยานปากใหม่ที่ยังไม่เคยให้การในชั้น ป.ป.ช.ซึ่งคงจะมีคำถามเพิ่มเติม ส่วนพยานเพิ่มเติมของฝ่ายโจทก์ที่ไม่เคยอยู่ในชั้น ป.ป.ช.จะทำให้กังวลหรือไม่นั้น เราจะพยายามทำอย่างเต็มที่และว่าไปตามเนื้อหา ซึ่งคงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้ในส่วนพยานฝ่ายตนทั้งหมด 43 ปาก รวมถึงตนด้วย พร้อมนำเสนอข้อมูลในเดือน เม.ย.นี้

กองเชียร์พรึบแห่ให้กุหลาบแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบศาล ฎีกาฯ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 1 กองร้อยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้มีมวลชนที่ไปคอยให้กำลังใจเป็นจำนวนมากส่งเสียงตะโกนว่า “นายกฯสู้ๆ” พร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงแก่อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงกลุ่มชาวนานำรวงข้าวมามอบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือไม่ให้ชูป้ายข้อความ ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์มีสีหน้าสดชื่นยิ้มแย้ม พูดคุยทักทายกับกองเชียร์ตลอดทาง

พยานชี้รับซื้อราคาสูงผิดหลักการ

ต่อมาเวลา 09.30 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท นัดนี้อัยการนำนายนพดล ทิพยวาน บก.ข่าวการเมืองและความมั่นคง ช่อง 7 และนายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นพยานฝ่ายโจทก์ โดยนายนิพนธ์เบิกความ ว่าหลักการรับจำนำข้าวในอดีตจะให้ราคาต่ำกว่าราคาตลาด แต่เมื่อถึงยุครัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร มีการปรับการรับซื้อราคาสูงกว่าราคาตลาด ไม่ถูกต้องตามหลักทฤษฎีจำนำข้าว

“ปู” ขอทำเต็มที่ยันไปศาลทุกครั้ง

จากนั้นเวลา 16.30 น. ศาลไต่สวนพยานอัยการโจทก์เสร็จสิ้น 2 ปาก นายนิพนธ์ อดีตประธานทีดีอาร์ไอ ได้ยื่นเอกสาร 2 ชุด พร้อมแผ่นซีดี 1 แผ่น ส่งศาลประกอบการไต่สวน โดยศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์ปากครั้งต่อไป ในวันที่ 17 ก.พ. เวลา 09.30 น. ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วันนี้ได้สืบพยานโจทก์ 2 ปาก จากนี้ไปต้องเดินทางมาศาลทุกเดือนเพื่อฟังการสืบพยาน เมื่อถามว่า รู้สึกห่วงหรือหนักใจกับการเบิกความของอัยการหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ยังไม่ขอให้ความคิดเห็นหรือพูดอะไร เพราะวันนี้ยังเป็นแค่ช่วงเริ่มต้น แต่ถือว่าทนายความทำทุกอย่างเต็มที่ โดยยังจะต้องเดินทางมาศาลสืบพยานอีก ในวันที่ 17 ก.พ. ต้องมาฟังการสืบพยานกำหนดนัดเดือนละ 2 ครั้ง เมื่อถามถึงการอุทธรณ์คดีที่ได้ยื่นฟ้องนายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด และคณะทำงานอัยการคดีจำนำข้าว ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบที่สรุปสำนวนฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แต่นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทีมทนายความตอบว่า ได้มีการยื่นอุทธรณ์คดีจริง หลังจากศาลอาญาไม่รับฟ้อง หลังจากนี้ต้องรอฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ว่าจะมีคำสั่งเมื่อใด และจะให้รับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ เมื่อถามว่ากำลังใจยังคงเต็มร้อยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้า

ทนายยันซักค้านให้เห็นข้อเท็จจริง

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ กล่าวว่า วันนี้ศาลนัดไต่สวนพยาน 4 ปาก แต่วันนี้สามารถไต่สวนพยานได้เพียง 2 ปาก ส่วนอีก 2 ปาก ศาลเลื่อนไปไต่สวนนัดอื่น ส่วนการไต่สวนพยานในวันที่ 17 ก.พ. ได้กำหนดพยานไว้ล่วงหน้าแล้ว ในส่วนของทีมทนายความถือว่าได้ทำหน้าที่ซักค้านอย่างดีที่สุด เพื่อทำให้ศาลเห็นถึงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การชั่งน้ำหนักในชั้นการพิจารณา ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับศาล ขณะนี้ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์อะไร เพราะอาจเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ตร.เดินหน้าไล่ล่าตัว “จ่านิว”

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างติดตามจับกุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา และพวกรวม 6 คน หลังถูกศาลทหารออกหมายจับข้อหา ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.การออกมาเคลื่อนไหวของจ่านิว กับพวกนั้นมีการเมืองแอบแฝง ซึ่งขัดต่อคำสั่งของ คสช.ต่างกับการเคลื่อนไหวของเกษตรชาวสวนยางพาราที่ออกมาเคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อมีแนวทางการช่วยเหลือจากทางรัฐบาล ก็ยุติการเคลื่อนไหว ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้จ่านิว เข้ามอบตัวกับทางพนักงานสอบสวน และหยุดสร้างความขัดแย้ง ความวุ่นวายในสังคม

แฉเจอบีบให้ปรักปรำ “ทักษิณ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธเนตร อนันตวงษ์ หรือตูน 1ใน 6 ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลทหาร ในคดีขัดประกาศ คสช.ฉบับที่ 3 และอยู่ระหว่างการประกันตัวในคดีแชร์ผังอุทยานราชภักดิ์ ความไม่ชอบมาพากล การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ให้สัมภาษณ์นายจอม เพชรประดับ ผ่านรายการไทยวอยซ์มีเดีย ที่ออกอากาศทางเว็บไซต์ยูทูบ ยอมรับว่า ขณะนี้ได้หลบหนีหมายจับออกมาอยู่ต่างประเทศแล้ว เพราะไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมในไทย อีกทั้ง ช่วงที่ถูกจับในคดีแชร์ผังอุทยานราชภักดิ์ ถูกนำไปควบคุมตัวอยู่ใน มทบ.11 อยู่ 6 วัน ก่อนจะปล่อยตัว ถูกทหารสั่งให้ทำงานเป็นสายลับให้ เพื่อสืบความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาว่ามีใครอยู่เบื้องหลัง ทั้งมีความพยายามที่จะเชื่อมโยงตนกับคนเสื้อแดงที่เคยรู้จัก เพื่อจะหาเรื่องไปจับกุมคนเหล่านั้น โดยมีการตั้งธงไว้ด้วยว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมดมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่เบื้องหลัง คิดว่าหากเป็นแบบนี้อยู่เมืองไทยต่อ จะต้องมีคนถูกจับอีกมาก จึงตัดสินใจหนี ขอย้ำว่าตนไม่ใช่แกนนำ ไม่มีศักยภาพที่จะรับเงินสนับสนุนจากใคร ที่เข้ามาร่วมมีหน้าที่แค่คอยซื้อของ เฝ้าของให้กลุ่มนักศึกษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้ประสานกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อขอลี้ภัย แค่ต้องการออกไปตั้งหลัก แล้วรอให้สถานการณ์ปกติจึงจะเดินทางกลับ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    60.1%
  • ไม่ชอบ
    9.8%
  • สนุก
    7.2%
  • ประหลาดใจ
    1.3%
  • เสียใจ
    1.3%
  • ให้กำลังใจ
    20.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement