ฆ่า'ครูเฒ่าญี่ปุ่น' ผัวติดตลอดชีวิต เมียเจอโทษ 20 ปี - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ฆ่า'ครูเฒ่าญี่ปุ่น' ผัวติดตลอดชีวิต เมียเจอโทษ 20 ปี

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 07:01
3,789 ครั้ง


ปิดคดีพิษรักแรงสวาทของคู่กาม รุ่นเดอะ ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตหนุ่มใหญ่ฆ่าครูญี่ปุ่นวัยดึกชู้รักของเมีย แล้วใช้มีดปลายแหลมแทงดับเพราะความหึงหวงกามโลกีย์ โดยลดมาจากโทษประหาร วินิจฉัยชัดเกิดเพราะเรื่องตัณหาราคะที่หึงหวงไม่ได้ฆ่าเพราะหวังเอาเงินทองเป็นหลัก พยานยันแน่นฆ่าแล้วหั่นเพื่ออำพรางแล้วเอาศพหมกทิ้งก่อนละโมบเอาบัตรไปกดเงินเกือบล้าน แต่บาปกรรมมีจริงดันทิ้งหลักฐานไว้เพียบทั้งเอทีเอ็มกับมืิอถือ ส่วนเมียโดนขังยาว 20 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา วันที่ 14 ม.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการ เป็นโจทก์ ฟ้องนายสมชาย แก้วบางยาง อายุ 48 ปี และนางพรชนก ไชยะปะ อายุ 48 ปี สองสามีภรรยา เป็นจำเลยฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา หน่วงเหนี่ยวกักขัง ซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย และข้อหาอื่นๆ จำเลยถูกคุมตัวมาศาลจากเรือนจำตีสีหน้าสลด

ศาลอ่านคำพิพากษาว่า โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 21 ก.ย.-13 ต.ค.57 จำเลยร่วมกันวางแผนใช้มีดยาว 15 นิ้ว แทงและฟันนายโยชิโนริ ชิมาโตะ อายุ 79 ปี ครูสอนภาษาชาวญี่ปุ่น จนตายภายในบ้านเลขที่ 201/237 หมู่บ้านออร์คิด วิลล่า ย่านบางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 2 แล้วหั่นชำแหละชิ้นส่วนอวัยวะเป็นชิ้นๆ ใส่ถุงปุ๋ยถ่วงด้วยทรายนำไปทิ้งที่คลองนางทิ้ม ย่านบางบ่อ จ.สมุทร-ปราการ จากนั้นจำเลยร่วมกันเอาทรัพย์สิน 41,500 บาท ของผู้ตายไป และยังใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตายไป กดเอาเงินไป 720,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าฆ่าผู้ตาย แต่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน กับรับข้อหาซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย และรับข้อหาลักโน้ตบุ๊ก สมุดเงินฝากธนาคาร กระเป๋า 3 ใบ เงินสด 3,000 บาท และทรัพย์สินอื่นๆ รวม 45,390 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ ขณะที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่าใช้บัตรเดบิตธนาคารกรุงเทพของผู้ตายไปใช้เพื่อไปถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม 15 ครั้ง รวม 720,000 บาท ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธทั้งสิ้น ศาลจึงให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ ส่วนจำเลยตั้งทนายซักค้านทำลายน้ำหนักพยานโจทก์

ศาลพิเคราะห์แล้ว คดีฟังได้ว่า ก่อนหน้านี้ นายเทตซึโอะ ชิมาโตะ บุตรของนายโยชิโนริ ผู้ตายร้องทุกข์ต่อตำรวจว่าไม่สามารถติดต่อบิดาได้ จากนั้นก็พาตำรวจไปยังห้องพักของบิดา เลขที่ 180 ชั้น 10 ศรีวรา แมนชั่น ย่านห้วยขวาง กทม. พบนางพรชนกจำเลยที่ 2 อยู่ภายในห้อง ตรวจค้นพบบัตรเอทีเอ็มของผู้ตายอยู่ในกระเป๋าจำเลยที่ 2 และการตรวจค้นรถกระบะอีซูซุของจำเลยที่ 2 พบโทรศัพท์ที่มีซิมการ์ด ของผู้ตาย ทางนำสืบพบว่า จำเลยทั้งสองอยู่กินกันเมื่อปี 2530 ก่อนแยกทางกัน แต่ยังคงมีความสัมพันธ์กันอยู่ถึงช่วงเกิดเหตุ ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับผู้ตาย ในวันที่ 21 ก.ย. 57 เวลา 16.00 น. จำเลยที่ 2 ขับรถกระบะพานายโยชิโนริ ไปพบแพทย์ที่ รพ.บางนา 2 เนื่องจากมีอาการแขนขาอ่อนแรง ซึ่งแพทย์มีความเห็นว่าควรนอนพักรักษาที่ โรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป จากนั้นเวลา 17.00 น. จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์พานายโยชิโนริ ออกจากโรงพยาบาลไปยังบ้านพักของจำเลยที่ 2 ในหมู่บ้านออร์คิด วิลล่า จากนั้นนายสมชายจำเลยที่ 1 ก็มาพบกัน และได้ฆ่าผู้ตาย กับได้ชำแหละศพผู้ตายนำชิ้นส่วนศพทิ้งไว้ในอ่างอาบน้ำชั้นบน ของบ้าน กระทั่งกลางคืนของวันที่ 21 ก.ย. 57 จำเลยที่ 1 นำชิ้นส่วนศพผู้ตายใส่ถุงปุ๋ย และถุงขยะพลาสติก สีดำนำไปทิ้ง

ศาลเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตาย น่าจะเกิดจากความหึงหวงที่จำเลยที่ 2 ที่คบหากับผู้ตาย จำเลยที่ 1 มีความโกรธเคืองที่รู้ว่าจำเลยที่ 2 มักถูกผู้ตายทำร้ายร่างกาย ส่วนการชำแหละศพ เชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่ถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำต่อศพของผู้ตายอย่างตั้งใจ โหดเหี้ยม และทารุณ แต่ไม่เป็นฆ่าผู้ตายโดยคิดไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งการชำแหละศพเกิดขึ้นหลังจากฆ่าผู้ตายแล้ว และเชื่อว่าการที่จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายไม่ได้เป็นการฆ่าเพื่อหวังทรัพย์สินมาแต่แรก เมื่อจำเลยที่ 1 นำทรัพย์สิน สิ่งของส่วนตัวของผู้ตายที่อยู่ในบ้านไปเผาและทำลายทิ้ง เชื่อว่า จำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายทันทีเพราะความหึงหวง ดังนั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมารับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่า อยู่ร่วมกันในบ้านขณะเหตุ พยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่จำเลยผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือทำลายศพ

ส่วนการประทุษร้ายต่อทรัพย์สินของผู้ตาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตายไปเบิกถอนเงินสด 15 ครั้ง รวมเป็นเงิน 720,000 บาท จึงมีความผิดฐานมีและนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายไปใช้ ในส่วนจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีความผิดในข้อหาลักทรัพย์ และเอาเอกสารของผู้ตายไปเผาทำลาย และเอาเงินสด 3,000 บาทของผู้ตายไป แต่จำเลยทั้งสองไม่ผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตาย

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันซ่อนเร้นทำลายศพ จำคุก 1 ปี และฐานลักทรัพย์และเอาไปซึ่งเอกสาร จำคุก 2 กระทง กระทงละ 2 ปี รวม 4ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานซ่อนเร้นทำลายศพ ให้จำคุก 1 ปี ฐานลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ จำคุก 2 ปี และฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ฯ ลงโทษจำคุก 15 กระทง กระทงละ 3 ปี รวม 45 ปี จำเลยทั้งสองรับสารภาพลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกนายสมชายจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ส่วนนางพรชนก จำเลยที่ 2 รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 24 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายให้จำคุกสูงสุดได้เพียง 20 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ลักไปรวม 45,390 บาท และนางพรชนก จำเลยที่ 2 คืนเงิน 720,000 บาท แก่ทายาทข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง


ภายหลังนายนิติรัฐ วังออมทรัพย์ ทนายความของนายสมชาย กล่าวว่า ศาลไม่ได้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นข้อหาหนัก และศาลยังได้ลดโทษให้กึ่งหนึ่งจากโทษประหารชีวิตเหลือจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งค่อนข้างสมเหตุสมผล รู้สึกพอใจกับผลคำพิพากษา ส่วนนายอนุสร รุ่งเรือง ทนายความของนางพรชนก กล่าวว่า จำเลยรับสารภาพในข้อหาใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตายตั้งแต่แรก ผลคำพิพากษาของศาลที่ออกมาในครั้งนี้จึงพอใจแล้ว แต่อัยการคงยื่นอุทธรณ์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement