ซื้อยางแสนตัน ภาคใต้กก.ละ 45 อีสานเริ่มฮึ่ม-ตั้งโต๊ะแถลงข่าว - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ซื้อยางแสนตัน ภาคใต้กก.ละ 45 อีสานเริ่มฮึ่ม-ตั้งโต๊ะแถลงข่าว

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:55
2,501 ครั้ง


รัฐบาลเคาะตัวเลขรับซื้อยางพาราแผ่นดิบลงตัวที่ กก.ละ 45 บาท 1 แสนตัน “ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ยันเป็นราคาที่ทุกคนพอใจ มอบหมาย คสช. อคส. และ กยท.บูรณาการร่วมกัน เริ่มดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ก่อน

ขณะที่ชาวสวนยางสุราษฎร์ธานียังไม่ปลื้มแผนรับซื้อยางราคานำตลาด ชี้กลุ่มได้ประโยชน์โดยตรงไม่ใช่คนกรีดยาง แต่เป็นนายทุน ด้านเกษตรกรปลูกยาง 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกร้องให้รัฐใช้มาตรการช่วยเหลือเท่าเทียมกัน ยันคนอีสานก็เดือดร้อนภาระหนี้สินเหมือนกัน

แม้รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการเสนอรับซื้อยางแผ่นดิบเบื้องต้น 1 แสนตัน ในราคานำตลาดด้วยการกำหนดเพดานไว้สูงสุดที่กก.ละ 60 บาท แต่ก็ยังมีชาวสวนยางบางส่วนยังไม่พอใจ เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกษตรกรชาวสวนโดยตรง โดยเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 ม.ค. นายกิตติศักดิ์ วิโรจน์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับนายสมปราชญ์ วุฒิจันทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และนายเด่นเดช เดชมณี เลขาธิการสมาคมชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพิชิต ตู้บรรเทิง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลนำไปแก้ปัญหา

จากนั้นนายกิตติศักดิ์ อ่านแถลงการณ์ว่าหลัง ครม.มีมติรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรงจำนวน 100,000 ตันในราคาสูงกว่าท้องตลาด ปัจจุบันราคายางแผ่นอยู่ที่ กก.ละ 35 บาท แต่สมาคมฯเห็นว่าแนวทางนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง เพราะชาวสวนยางพื้นที่ภาคใต้มีพฤติกรรมการขายผลผลิตยางพาราเป็นเศษยาง (ขี้ยาง) และ น้ำยางพาราเป็นส่วนใหญ่ แต่กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากมติ ครม.มีเพียง 3 กลุ่มคือสถาบันเกษตรกรพื้นที่ต่างๆ กลุ่มนายทุนที่มีโรงรมควันยางพารา และกลุ่ม 5 เสือยางพาราในประเทศไทย ส่วนเกษตรกรรายย่อยจะกลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์น้อยมากหรืออาจไม่ได้เลย
นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เพื่อแก้ปัญหาตรงจุด จึงเสนอแนวทางเพิ่มเติม 4 ข้อคือ 1.รัฐบาลควรเป็นผู้เปลี่ยนแนวทางการมุ่งเน้นการรับซื้อเฉพาะยางแผ่นมาเป็นเศษยาง (ขี้ยาง) และน้ำยางพาราแทนเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อย 2.รัฐบาลควรกำหนดราคารับซื้อยางแผ่นดิบ กก.ละ 60 บาทเพราะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลกับราคาต้นทุนเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มปลูกอยู่ที่ 64.21 บาทต่อ กก. นอกจากนี้ รัฐบาลควรปรับขึ้นราคาน้ำยาง และเศษยางตามระดับราคาที่เหมาะสมกัน โดยกำหนดราคาน้ำยางอยู่ที่ 55 บาท และราคาเศษยาง 30 ถึง 32 บาท

3.รัฐบาลควรเพิ่มหน่วยงานรับซื้อยางพาราที่กระจายไปยังอำเภอต่างๆ โดยไม่ระบุเฉพาะตลาดกลางเพียงแห่งเดียว เพื่อสร้างช่องทางให้กับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการและเพื่อเกิดความโปร่งใสในกระบวนการรับซื้อยางพารา นอกจากนี้ ควรระบุระยะเวลาในการได้รับเงินไม่ให้เกิน 7 วันหลังการรับซื้อ ทั้งนี้ไม่ควรจำกัดผู้มีสิทธิ์ขายยางพาราว่าต้องเป็นผู้มีเอกสารสิทธิเท่านั้น และ4.รัฐบาลควรกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร สถาบันอุดมการศึกษา และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรร่วมกับชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ในการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็นและเป็นรูปธรรม

ขณะที่นายสมุทร เดชอรัญ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง จ.นครศรีธรรมราช และจ.ตรัง เปิดเผยว่า ในฐานะเกษตรกรมีความเห็นที่ต่างออกไปในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องราคา และแนวทางที่รัฐให้ไว้ ประเด็นเรื่องราคาการแทรกแซง ราคาของรัฐเป็นไปได้ทำให้ราคาสูงขึ้นบ้างในช่วงนี้ แต่เกษตรกรก็ยังเดือดร้อน ถามว่าราคายางจะขึ้น นายทุนสต๊อกยางไว้เท่าไหร่แล้ว รัฐจะแก้ได้แค่ไหนในจุดนี้ แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นประเทศของเราหรืออาเซียนต้องผลิตหรือแปรรูปยางเองแล้วขายเองขายไปให้ทั่วโลกจะดีกว่า ดังนั้นพวกเราให้เวลารัฐบาล 1 เดือน หากราคาไม่ปรับขึ้นตามที่น่าจะเป็นก็จะกำหนดแนวทางกันอีกที ขณะนี้บอกตรงๆ ยังไม่ปลื้มราคา

ส่วนบรรยากาศการซื้อขายยางพาราที่ตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช วันนี้ไม่คึกคักมากนัก เพราะชาวสวนยางส่วนใหญ่เก็บยางเอาไว้ เพื่อรอดูทิศทางในช่วงนี้ แม้ภาครัฐจะประกาศรับซื้อราคาสูงขึ้นในช่วงสิ้นเดือนนี้ แต่ราคาวันนี้ปรับขึ้น เล็กน้อย ทั้งนี้นายสุธี อินทรสกุล ผอ.สำนักงานตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช กล่าวว่า ราคายาง ที่นครศรีธรรมราช วันนี้ขยับขึ้น กก.ละ 33 บาท เป็นไปตามกลไกตลาดคือมีผู้ซื้อมาแข่งขันราคากัน ราคาที่สูงที่สุดคือราคาที่ประมูลได้ สำหรับราคาที่รัฐกำหนดจะรับซื้อช่วงสิ้นเดือนนี้ ถือว่าเกษตรกรได้รับอานิสงส์ชัดเจน แต่มีความกังวลว่าหลังการรับซื้อตามปริมาณที่กำหนดไว้ สถานการณ์ราคาอาจแปรปรวนผันผวนอีกครั้งจะเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา หลังการประกันราคา หรือการแทรกแซงราคาแต่ละครั้ง หลังสิ้นสุดโครงการหรือโครงการสิ้นสุดลง ราคายางก็จะกลับลงมาสู่ธรรมชาติคือราคาเหมือนเดิม

ที่หน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สายวันเดียวกัน ตัวแทนเครือข่ายผู้ปลูกยางพาราประจวบคีรีขันธ์ เข้ายื่นหนังสือเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางผ่าน ผวจ.ประจวบฯ ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี โดยมี พ.อ.สุรวุฒิ ชุติวิทย์ รอง ผอ.รมน. เป็นตัวแทนผวจ.รับหนังสือดังนี้ 1.ขอให้ดำเนินการสรรหาผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้เสร็จภายใน 15วัน 2.สนับสนุนมาตรการให้องค์การคลังสินค้ารับซื้อในราคาชี้นำเพื่อให้ส่วนราชการนำไปใช้ภายในประเทศ 3.เห็นด้วยกับนโยบาย SME เกษตรของรัฐบาล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 4.เร่งรัดมาตรการตามนโยบาย 16 ข้อของรัฐบาลอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม

5.ให้นำยางในสต๊อกมาใช้ในประเทศทั้งหมด 6. เกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ให้รัฐบาลรับรองสิทธิ์เพื่อให้ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยได้ 7.เร่งรัดจัดตั้งจังหวัดประจวบฯเป็นกยท.จังหวัด 8.เร่งรัดให้จ่ายเงินค่าชดเชยให้เกษตรกรไร่ละ 1,500 บาทไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน ด้านนายนันทปรีชา คำทอง เลขาธิการสมาคมชาวสวนยางประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ทิศทางของสมาคมจะไม่ชุมนุมปิดถนน และไม่อยากเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับกลุ่มใด สมาคมเห็นด้วยกับมาตรการ 16 ข้อของรัฐบาล แต่อย่าเลือกปฏิบัติ เพราะชาวสวนยาง ประจวบฯไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้กว่า 100,000 ไร่ ทำให้ไม่สิทธิประโยชน์ในกลุ่ม กยท. จึงขอให้รัฐบาลมีทางออกให้กับกลุ่มนี้ด้วย

ที่ จ.พัทลุง แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางพาราจาก ต.ปันแต อ.ควนขนุน ประมาณ 30 คนเดินทาง ไปที่ศาลากลางจังหวัดพัทลุงหลังใหม่ ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อขอให้บังคับใช้ ม.44 ในการพักหนี้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2559 มีนายวินัย บัว-ประดิษฐ์ ผวจ.พัทลุง ลงมารับหนังสือ โดยนายปรีชา ขาวสังข์ 1 ในแกนนำ กล่าวว่า ขณะนี้เห็นว่าการแก้ปัญหาราคายางรัฐบาลน่าจะพักหนี้เกษตรกรของ ธ.ก.ส.ควบคู่ไปด้วย เพราะจะได้นำรายได้จากยางพารามาเลี้ยงครอบครัว

ส่วนความเคลื่อนไหวเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราภาคอีสาน ที่ จ.นครพนม นายวิชิต สมรฤทธิ์ ประธานเครือข่ายยางพาราภาคอีสาน เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน 4 จังหวัด มีนครพนม มุกดาหาร สกลนคร และกาฬสินธุ์ กว่า 2 แสนรายยืนยันว่ามติการช่วยเหลือยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากไม่ชัดเจนเรื่องราคารับซื้อและกังวลว่าจะล่าช้า สิ่งที่ตามมาคือประโยชน์จะตกอยู่ที่พ่อค้าคนกลางหรือกลุ่มสต๊อกยางในมือ แต่ไม่ได้กับเกษตรกรโดยตรง และต้องการให้ช่วยเหลือเท่าเทียมกัน ไม่ว่าชาวสวนยางภาคใต้หรืออีสานเพราะเดือดร้อนภาระหนี้สินเหมือนกัน แต่หากล่าช้าเครือข่ายสวนยางภาคอีสานพร้อมจะเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐบาล โดยไม่ได้ต้องการเงินชดเชย แต่ต้องการแก้ไขเรื่องราคายางแบบถาวรที่จะเป็นการแก้ไขระยะยาว

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย เข้าร่วม ภายหลังประชุม พล.อ.ประวิตร เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติรับซื้อยางแผ่นดิบไม่รมควันในราคา กก.ละ 45 บาท เบื้องต้น 1 แสนตัน ใช้เงิน งบประมาณจากกองทุนการยางแห่งประเทศไทย ตัวเลขนี้ ยืนยันทุกฝ่ายพอใจ ส่วนกรณีที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯเกิดน้อยใจและเปรยว่าจะลาออก หลังรัฐบาลให้ส่วนอื่นๆเข้ามาแก้ปัญหาราคายางนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า จะน้อยใจได้อย่างไร มาช่วยกันระยะสั้น และตนก็ไม่ได้ไปเป็น รมว.เกษตรฯ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิธีการที่รัฐบาลจะเข้าไปรับซื้อยางพาราในราคานำตลาดที่ กก.ละ 45 บาท โดยมี 3หน่วยงานบูรณาการกันเข้าไปรับซื้อยางพารา ได้แก่องค์การคลังสินค้า (อสค.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นมาตรการระยะสั้น รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการมาตรการ ระยะกลางและระยะยาวด้วย ได้แก่ การเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ โดยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราและโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้ ในพื้นที่ชนบทใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงการลงทุนด้านการท่องเที่ยวด้วย กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน (บีโอไอ) อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการจูงใจคาดว่าจะประกาศมาตรการดังกล่าวได้ในเวลาไม่นานนี้

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า มาตรการรับซื้อยางจะซื้อจากเกษตรกรโดยตรงจะเริ่มใช้กับเกษตรกรในภาคใต้ก่อน ส่วนจำนวนเกษตรกรที่รัฐบาลจะเข้าไปรับซื้อมีกี่รายนั้น ยังไม่ทราบ แต่เอาจำนวนที่จะซื้อ 1 แสนตันเป็นตัวตั้ง และจะซื้อยางทุกชนิดจากเกษตรกร เมื่อถามว่าที่ประชุมมีมติรับซื้อยางราคา 45 บาท จากที่เกษตรกร ขอมา 60 บาท อีก 15 บาท ทำให้ไม่ได้ตามที่เรียกร้อง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่คณะกรรมการไปดำเนินการมาและพอใจในราคา 45 บาท ส่วนมหาดไทยจะซื้อวัสดุสำเร็จรูปจากยางจะไม่นำไปใช้ทำถนน เพราะต้อง การซื้อแผ่นยางปูพื้นสำหรับศูนย์เด็กเล็ก ลานกีฬา และพื้นที่อื่นๆในท้องถิ่น ซึ่งมีปริมาณความต้องการใช้จำนวนมาก คาดใช้วงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวจะลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนายกฯมอบหมายให้หลายหน่วยงานแก้ปัญหาราคายางพารา ทั้งที่เป็นงานหลักของกระทรวงเกษตรฯว่า ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ตนเป็นทหาร เมื่อ ได้รับภารกิจก็ต้องดูแลต่อไปให้สำเร็จ ได้บอกข้าราชการในกระทรวงเองด้วยซ้ำว่า พวกเราจะน้อยใจ ไม่ได้ ท้อไม่ได้ การที่นายกฯสั่งให้ 8 กระทรวงมาช่วยรับซื้อยาง ก็เพราะหวังดีให้กระทรวงเหล่านั้นมาช่วยเรา เมื่อถามว่า อยากให้นายกฯเพิ่มตำแหน่งรมช.มาช่วยงานหรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ไม่เป็นไร มีอะไรนายกฯจะพิจารณาเอง สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรจะทำทั้งเรื่องเฉพาะหน้า ยั่งยืน และวางรากฐานในอนาคต บางมาตรการติดขัดที่เงื่อนไข อย่างเช่น ธนาคารออมสิน ที่มีมาตรฐานในการกู้เงินค่อนข้างเข้มแข็ง จึงได้หารือกันว่าอาจต้องเปลี่ยนเป็นธนาคารพาณิชย์อื่น เพราะธนาคารพาณิชย์เหล่านี้มีความชำนาญในการกู้เงินมากกว่าและจะนำมาตรการเหล่านี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันที่ 19 ม.ค.นี้

นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ กยท. แต่ละจังหวัดเร่งตรวจสอบสิทธิ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวสวนยาง เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือตามที่ ครม.ให้ดำเนินให้เร็วที่สุด ดังนั้น เกษตรกรเจ้าของสวนยางหรือผู้เช่าสวนยาง และคนกรีดยางที่ประสงค์ขอรับเงินช่วยเหลือต้องแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ ณ สำนักงาน กยท.ในพื้นที่ ภายในวันที่ 29 ก.พ.นี้ มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ จะเรียกร้องสิทธิ์ในภายหลังไม่ได้ ส่วนเงินช่วยเหลือได้รับเฉพาะที่เปิดกรีดแล้วรายละไม่เกิน 15 ไร่จำนวน 1,500 บาทต่อไร่ แบ่งเป็นเงินช่วยเหลือเจ้าของสวนหรือผู้เช่า 900 บาท อีก 600 บาทให้คนกรีดยาง ทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนไว้แล้วกับกรมส่งเสริมการเกษตรปี 2557/ 2558 จำนวน 850,000 ครัวเรือนเท่านั้น

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางการนำยางพาราแปรรูปทางอุตสาหกรรมว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 3 มาตรการคือ 1.ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้แก่ ออมสิน และ ธ.ก.ส.เป็นแหล่งเงินกู้ให้ อคส. และ กยท. คิดอัตราดอกเบี้ย 0% โดยคาดว่าการรับซื้อยางจะใช้เงินประมาณ 4,500 ล้าน บาท เนื่องจากกำหนดราคารับซื้อเบื้องต้น กก.ละ 45 บาท 2.ให้ธนาคารเฉพาะกิจ 4 แห่ง ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. กรุงไทยและเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อให้เอกชนผู้มีสัญญาจ้างจากส่วนราชการนำมาใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินเพื่อนำยางไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ 3.ส่งเสริมให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อให้เอกชนรับซื้อยางมาเก็บไว้ในสต๊อกเพิ่มเติม เพื่อดึงราคาให้สูงขึ้น และ4.ให้ธนาคารเฉพาะกิจออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องรอรัฐบาลสั่งให้ดำเนินการ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    61.5%
  • ไม่ชอบ
    38.5%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement