ช่วยแพะ! โดนขังมา5ปี คดีอาญา - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ช่วยแพะ! โดนขังมา5ปี คดีอาญา

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:50
3,211 ครั้ง


ไฟแนนซ์ยึดรถ แต่ไม่เปลี่ยนชื่อ เอาไปชิงทรัพย์


รองปลัดฯยุติธรรม นำ ทีมทนายความและเจ้าของรถ จยย.ตัวจริง บุกเรือนจำกลางสมุทรปราการ ชี้ ยืนยันคนร้ายตัวจริงที่ขโมยรถ จยย.ไปจากบ้าน หวังใช้เป็นหลักฐานใหม่ยื่นต่อศาลอาญา รื้อฟื้นคดีหนุ่มเคราะห์ร้ายตกเป็นแพะถูกขังฟรีมาแล้ว 5 ปี เพราะมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ จยย.คันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์เจ็บสาหัส พ่อเหยื่อระบุรถถูกไฟแนนซ์ยึดคืนไปนานแล้ว แต่ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครอง ทำให้ลูกชายต้องมาตกเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ไม่ได้ทำผิด

รองปลัดฯยุติธรรม นำพยานชี้ตัวผู้ต้องหาลัก จยย. เพื่อนำไปประกอบสำนวนช่วยเหลือแพะติดคุกฟรี 5 ปี เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 ม.ค. พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมทนายความศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กระทรวงยุติธรรม เดินทางมาที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นำนายสวัสดิ์ จันทะรัตน์ อายุ 56 ปี ผู้ครอบครองรถ จยย.คนสุดท้ายมาชี้ตัวคนร้าย ที่ขโมยรถ จยย.ของนายสวัสดิ์ ไปก่อเหตุชิงทรัพย์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นมาพิจารณาใหม่ หลังมีผู้ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ กรณีลูกชายถูกจับเป็นผู้ต้องหาผิดตัว คดีใช้รถ จยย.ไปชิงทรัพย์ในพื้นที่ สน.บางนาเมื่อปี 2551 ถูกจำคุกมาแล้ว 5 ปี โดยมีนายไพศาล สุวรรณรักษา ผบ.เรือนจำกลางสมุทรปราการ พ.ต.อ.สุนทร ชื่นชิด พงส.ผทค.สภ.คลองด่าน ร่วมเป็นพยานการในชี้ตัว

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายชัยฤทธิ์ ขานฤทธี อายุ 57 ปี ร้องขอความเป็นธรรมให้กับนายกนกพรหม ขานฤทธี อายุ 28 ปี บุตรชาย ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายในคดีชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์เจ็บสาหัส โดยใช้รถ จยย.ทะเบียน ขพล 893 กรุงเทพมหานคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ส.ค.51 เวลากลางคืน บริเวณหน้า รพ.บางนา 1 เขตบางนา กรุงเทพฯ และถูกศาลตัดสินจำคุก 23 ปี ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาแล้ว 5 ปี แต่ในข้อเท็จจริงมีหลักฐานยืนยันได้ว่านายกนกพรหมไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด เนื่องจากรถ จยย.คันดังกล่าว ซึ่งเคยมีชื่อนายกนกพรหมเป็นผู้ครอบครอง ได้ถูกบริษัทไฟแนนซ์ยึดคืนไปเมื่อปี 2546 แต่ยัง ไม่ได้โอนเปลี่ยนชื่อ ต่อมามีผู้ครอบครองรถคนสุดท้ายก่อนเกิดเหตุคือนายสวัสดิ์ จันทะรัตน์ และเป็นผู้ไปแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้เมื่อวันที่ 4 ส.ค.51 ว่ารถ จยย.ทะเบียนดังกล่าว ถูกนายนิกร หรือสิงห์ ไหมวงศ์ อายุ 33 ปี ขโมยไปจากบ้านใน อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า หลังจากตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆอย่างละเอียดแล้ว พบว่า นายกนกพรหมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีชิงทรัพย์ อีกทั้งไม่เคยรู้จักหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ครอบครองรถ จยย.คนสุดท้าย ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และเพื่อชี้ให้ชัดเจนต่อศาลอาญา รัชดา ว่า นายกนกพรหมไม่ใช่ผู้ครอบครองรถ จยย.คันที่ใช้ก่อเหตุ จึงต้องนำตัวนายสวัสดิ์ ผู้ครอบครองรถ จยย.ตัวจริงมาชี้ตัวยืนยันว่า นายนิกร หรือสิงห์ ไหมวงศ์ ซึ่งขณะนี้ต้องโทษคดีรับของโจรและครอบครองยาเสพติด อยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ เป็นคนลักรถ จยย.ไปจากบ้านได้เพียง 1 วัน ก่อนจะเกิดเหตุชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์ ที่หน้า รพ.บางนา 1

พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าวต่อไปว่า จะนำหลักฐานชิ้นนี้ไปประกอบสำนวนยื่นต่อศาลฯ ขอรื้อฟื้นคดีชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัสของ สน.บางนา ขึ้นมาใหม่ เพื่อตามหาคนร้ายตัวจริงมาดำเนินคดี ส่วนนายสิงห์จะใช่ผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน สน.บางนา สืบสวนสอบสวนอีกครั้ง พร้อมกันนี้จะยื่นขอประกันตัวนายกนกพรหม ซึ่งไม่มีความผิดและถือว่าเป็นแพะในคดีนี้ ให้พ้นออกมาจากการคุมขัง ได้รับอิสรภาพต่อไป คาดว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน ส่วนการเยียวยา นายกนกพรหมต้องยื่นเรื่องต่อสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

ด้าน นายชัยฤทธิ์ ขานฤทธี อายุ 57 ปี บิดาของนายกนกพรหม กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องปี 51 บุตรชายให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากวันที่เกิดเหตุบุตรชายอยู่บ้านเลี้ยงลูก อีกทั้งยังมีหลักฐานว่ารถ จยย.ที่คนร้ายนำไปใช้ก่อเหตุ บริษัทไฟแนนซ์ยึดคืนไปตั้งแต่ปี 46 แต่ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครอง ทางครอบครัวยื่นหลักฐานสู้คดีมาตลอด โดยหลังจากศาลตัดสินจำคุก 23 ปี ทำให้หมดกำลังใจและไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป กระทั่งมีคนแนะนำให้ไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กระทรวงยุติธรรมอีกครั้ง จึงลองไปยื่นดูเพราะในใจลึกๆ ยังเชื่อว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง จนวันนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุตรชายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวรู้สึกดีใจมากและต้องขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันสืบหา ความจริง จนช่วยเหลือบุตรชายที่ต้องตกเป็นแพะทั้งที่ไม่ได้ทำความผิดให้พ้นจากความทุกข์ทรมานที่ถูกคุมขังในเรือนจำได้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    35.3%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    1.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    1.0%
  • ให้กำลังใจ
    62.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement