ชงชื่อนายก ได้พรรคละ3 ถ้าซ้ำหมดสิทธิ์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ชงชื่อนายก ได้พรรคละ3 ถ้าซ้ำหมดสิทธิ์

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:45
2,513 ครั้ง


ใครแพ้โหวตโน มาลงใหม่ไม่ได้ สกัดสภาผัวเมีย

กมธ.ปิดประตูล็อกตายสภาผัว-เมีย “นรชิต” พลิ้ว ไม่ห้ามพ่อแม่ ลูกเมีย ส.ว. ลงสมัคร ส.ส. แต่วางกฎเหล็กตัดวงจรเครือญาติ หากบุคคลนั้นได้รับเลือกเป็น ส.ส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น จะส่งผลให้ขาดคุณสมบัติเป็น ส.ว.ทันที ตีกรอบเข้มผู้สมัคร ส.ส.แพ้โหวตโนหมดสิทธิ์ลงล้างตา ขีดเส้นพรรคการเมืองส่ง 3 ชื่อชิงเก้าอี้นายกฯ ชื่อใครโผล่ซ้ำสองพรรคเป็นโมฆะ ส.ส.ตุกติกโยกงบฯเข้าพื้นที่โดนยื่นถอดถอน “มีชัย” โต้ออกแบบระบบเลือกตั้งทุบการเมืองอ่อนแอ ปัดประเคนอำนาจศาล รธน.เป็นซุปเปอร์องค์กร เล็งวาระจาก 9 เหลือ 7 ปี ยืดอายุตัวตุลาการศาล รธน.อยู่ถึง 75 ปี “ปึ้ง” สับทีมยกร่างเล่นละครตบตาผลาญเงินแผ่นดิน “นิพิฏฐ์” ฉะเนื้อหาแย่กว่าชุด “บวรศักดิ์” สวนทางไม่ตอบโจทย์การเมือง 15 ม.ค. “ยิ่งลักษณ์” ไปแน่ศาลฯไต่สวนนัดแรกคดีจำนำข้าว

จากกรณีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่ จ.เพชรบุรี เพื่อพิจารณา เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ผ่านไปได้ครึ่งทาง นอกจากได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญจนถูกมองเป็นซุปเปอร์องค์กรแล้ว ล่าสุดในการพิจารณาหมวดของรัฐสภาว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร กรธ.ได้กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ทุกรายที่ได้ คะแนนน้อยกว่าคะแนนผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนน หรือโหวตโน จะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่อีก

“มีชัย” โต้วางเกมทำการเมืองอ่อนแอ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ม.ค. ที่โรงแรมเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟคลับ ชะอำ จ.เพชรบุรี มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเป็นวันที่ 4 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นประธานการประชุม โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า กรธ.ยืนยันในหลักการที่ให้เลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเหมือนเดิม ยืนยันว่าไม่ได้ทำให้การเมืองแตกแยกหรืออ่อนแอ และจะไม่มีความรุนแรง ส่วนสาเหตุที่ กรธ.เห็นชอบกับการไม่ให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากฝ่ายค้าน เพราะเห็นว่าการเลือกประธานสภาฯเป็นเรื่องของ ส.ส. ถ้าไปกำหนดเป็นการเฉพาะไว้อย่างนั้น จะขัดกับหลักการทั่วไป ประกอบกับการเอาฝ่ายค้านไปเป็นรองประธานฯจะเกิดการทะเลาะกันข้างบน ส่งผลให้องค์กรนี้ที่แย่อยู่แล้วต้องแย่ลงไปอีก คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับกรธ.ไม่ได้กำหนดว่าฝ่ายค้านต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญในสภาฯที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต เพราะต้องไปกำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมสภาฯที่ไปตกลงกันเองในอนาคต กรธ.กำหนดเพียงว่าการตั้งคณะ กมธ.ในสภาฯต้องคำนึงถึงทุกพรรค

อัพเกรดองค์กรอิสระมาตรฐานสูง

นายมีชัยกล่าวว่า สำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการการสรรหาคณะกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กรธ.ไม่ได้มุ่งเน้นเปลี่ยนแปลงเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะเปลี่ยนแปลงทุกองค์กร ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด กำหนดคุณสมบัติให้สูงขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอย่างที่มีคนตั้งข้อสังเกต เดิมทีศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจชี้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว แต่มี กรธ.กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีภารกิจมากขึ้นด้วย เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญถูกผลักให้เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง บางฝ่ายไม่ยอมรับคำวินิจฉัย นายมีชัยกล่าวว่า ในอดีตเราใช้คนที่มีคุณสมบัติทางกว้าง แต่ตอนนี้พยายามกำหนดคุณสมบัติที่เน้นว่าต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้เชิงวิชาการเพิ่มมากขึ้น องคาพยพขององค์กรอิสระจะเปลี่ยนไป ยกมาตรฐานสูงขึ้น ให้มั่นใจว่าในอนาคตจะไม่มีข้อกังขาพื้นความรู้ โดยเฉพาะกระบวนการสรรหาจะให้ไกลจากการเมืองให้มากที่สุด อย่างศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.เห็นด้วยในหลักการว่าควรให้ศาสตราจารย์ทางวิชาการที่ดำรงตำแหน่งมาแล้วหลายปีเข้ามาทำหน้าที่ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีความรู้ความชำนาญจริง

ปัดศาล รธน.ซุปเปอร์องค์กรเบ็ดเสร็จ

ประธาน กรธ.กล่าวว่า ส่วนการให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือรัฐธรรมนูญมาตรา 7 เพราะเห็นว่า ที่ผ่านมาแม้จะกำหนดเอาไว้แต่รัฐธรรมนูญในอดีตไม่เคยบอกว่าจะให้องค์กรไหนทำหน้าที่วินิจฉัย ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัย เห็นว่าถูกต้อง จึงนำมาบัญญัติไว้ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญว่าถ้าไม่มีบทบัญญัติที่จะใช้บังคับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง เมื่อถามว่า การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 7 จะทำให้กลายเป็นซุปเปอร์องค์กรหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า ตามรัฐ-ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มันไม่มีทางเลี่ยง จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจ เพียงแต่เขียนให้ชัดเจนเท่านั้น ทุกอย่างจะได้จบ และเมื่อมองดูแล้วไม่มีองค์กรไหนจะชี้ขาดได้เหมาะสมเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญ

เล็งหั่นวาระเหลือ 7 ปีต่ออายุถึง 75

นายมีชัยกล่าวอีกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังคงมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี แต่กำลังหารือกันอยู่ว่าจะลดลงมาที่ 7 ปีได้หรือไม่ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เดิมทีให้ตุลาการศาลปกครองมาทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะทราบกันดีว่าจะได้คนที่ไม่ค่อยเด่นดังในศาลปกครองมาทำหน้าที่ เราเลยคิดว่า ถ้ามาดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญอาจจะอยู่ในตำแหน่งได้ถึงอายุ 75 ปี อาจทำให้คนเก่งๆ ให้ความสนใจมากขึ้น

แจงไม่ได้ยึดคลื่นความถี่คืนรัฐ

นายมีชัยยังกล่าวถึงกรณีการปรับบทบัญญัติว่า ด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่จากเดิมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ มาเป็นทรัพยากรของรัฐว่า กรธ.ไม่ได้ให้รัฐมีสิทธิเข้าดำเนินการรื้อระบบสารสนเทศ หรือระบบการใช้คลื่นความถี่ปัจจุบัน แต่ต้องการสื่อให้เห็นว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของคนไทยทุกคน เพราะคำว่ารัฐหมายถึงประชาชน อธิปไตยและอาณาเขตที่อยู่ภายในรัฐ ไม่ได้หมายถึงรัฐที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ส่วนกรณีที่กำหนดให้รัฐพึงมีองค์กรที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ต้องการสื่อไปยัง กสทช.ว่า การบริหารจัดการคลื่นความถี่ไม่ใช่ให้สิทธิขาดดูแลหรือจัดการคลื่นหรือนำคลื่นไปดำเนินการใดๆได้ตามใจชอบ ถือเสมือนว่าคลื่นความถี่นั้นเป็นของ กสทช. การดูแลและการบริหารจัดการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การปรับบทบัญญัติดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเขียนเพื่อให้รองรับกับการบังคับใช้ร่างกฎหมายดิจิตอล ส่วนการเขียนให้ครอบคลุมถึงวงโคจรด้วยนั้น เพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์ว่าวงโคจรเป็นสาธารณะสมบัติของประเทศ แม้เอกชนจะได้สัมปทานจากรัฐ แต่ไม่อาจถือเป็นสมบัติของเอกชน ดังนั้น ผู้ใดที่ได้รับสัมปทานไปแล้วต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะด้วยเช่นกันจะทำอะไรก็ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐ

กรธ.เคาะพรรคเสนอ 3 ชื่อชิงนายกฯ

ต่อมาเวลา 10.00 น. นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ.แถลงว่า กรธ.เห็นชอบให้สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน ส.ส. 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม กำหนดให้การประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี ส.ส.ครบ 95% หรือ 475 คน โดยเมื่อพรรคการเมืองได้ ส.ส.ตามสัดส่วนของคะแนนความนิยมแล้วจะไม่มีสิทธิได้ ส.ส.เพิ่ม ทั้งให้สภาฯมีอายุ 4 ปี และระหว่างอายุของสภาฯพรรคการเมืองจะควบรวมกันไม่ได้ แต่เป็นพันธมิตรกันได้ นอกจากนี้กำหนดให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ 3 คน จากเดิม 5 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนวันปิดรับสมัครเลือกตั้งและ กกต.ต้องประกาศรายชื่อให้ประชาชนทราบ โดยพรรคการเมืองจะไม่เสนอชื่อคนที่เป็นนายกฯก็ได้ แต่จะไม่มีสิทธิเสนอชื่อได้อีกเมื่อถึงเวลาเลือก และพรรคที่เสนอชื่อต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ ต้องไม่ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และถ้ามีชื่อบุคคลใดซ้ำกันสองพรรคจะถือว่าบุคคลนั้นไม่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา และการลงมติเลือกนายกฯในสภาฯจะต้องมาจากรายชื่อที่เสนอมาให้ กกต.ก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น จะไปเลือกนอกเหนือไปจากบัญชีรายชื่อดังกล่าวไม่ได้

แพ้โหวตโนห้ามลงซ้ำหาคนใหม่แทน

นายนรชิตกล่าวว่า พรรคการเมืองมีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองดังกล่าวส่งผู้สมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัคร ส.ส.เขต ที่สำคัญการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม ต้องคำนึงถึงสัดส่วนในแต่ละภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชาย ส่วนกรณีถ้าเกิดผู้สมัคร ส.ส.คนใดได้คะแนนเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนของผู้ประสงค์ไม่ลงคะแนนหรือโหวตโน ผู้สมัคร ส.ส.คนนั้นจะไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.และจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และผู้สมัครทุกรายที่ได้คะแนนน้อยกว่าคะแนนโหวตโนจะไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ กล่าวคือ ถ้าพรรค ก พรรค ข และพรรค ค ส่งผู้สมัคร ส.ส.แต่แพ้คะแนนโหวตโน พรรคการเมืองดังกล่าวทั้งหมดจะต้องไปหาผู้สมัครคนใหม่มาสมัครแทน

ใส่ข้อห้ามแบบกำนัน-ผญบ.กำกับเพิ่ม

นายนรชิตกล่าวว่า ถ้าเกิดกรณีที่การเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จทุกเขต ด้วยเหตุของการทุจริตเลือกตั้งจนต้องสั่งเลือกตั้งใหม่ กรธ.จึงกำหนดว่า การคำนวณคะแนนเลือกตั้งเพื่อหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะนับเฉพาะเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้งเสร็จแล้วไปก่อน ถ้าต่อมานับคะแนนครบทุกเขตแล้วเกิดมีพรรคการเมืองได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อลดลง ให้ถือว่าผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับสุดท้ายของพรรคการเมืองนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป ถ้าภายหลัง 1 ปีจากการเลือกตั้ง และต่อมาจะต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ใหม่ในบางเขตเลือกตั้ง เพราะพบการทุจริตเลือกตั้ง กรธ.กำหนดว่า คะแนนในการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้จะไม่ถูกนำไปคำนวณเพื่อหา ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก ขณะที่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ส่วนใหญ่ยังยืนยันตามหลักการเดิม แต่เพิ่มเติมคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามแบบใหม่เข้าไป ได้แก่ บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษมาแล้วไม่ถึง 10 ปี จะไม่มีสิทธิสมัคร ส.ส. เว้นแต่เป็นความผิดโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และนำลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่มาใส่ไว้ในคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ส.ด้วย เช่น ความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ การบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ยาเสพติด เป็นต้น

ไม่ขวาง “ปู” ลงสมัครถ้าพ้นโทษแบน

เมื่อถามว่า บุคคลที่เคยถูกถอดถอนให้ออกจากตำแหน่งอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หากรับโทษการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งครบ 5 ปีแล้ว จะลงสมัครได้หรือไม่ นายนรชิตกล่าวว่า ไม่ได้อยู่ในข้อห้าม แต่ถ้ามาถูกถอดถอนภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ที่เราไม่ใช้คำว่าถอดถอน แต่ใช้คำว่าต้องคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ให้พ้นจากตำแหน่งจะถือว่าไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ “ต้องมองไปข้างหน้า เราไม่ได้ไปตัดสิทธิ อย่ามาบอกว่าพวกเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อกันใคร เขาถูกจำกัดสิทธิจากสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีตและยังไม่พ้น 5 ปี แต่ถ้าพ้น 5 ปีแล้วมีการเลือกตั้งและไม่ขาดคุณสมบัติย่อมลงสมัครได้” นายนรชิตกล่าว

ปิดประตูล็อกสภาผัว-เมีย

จากนั้นเวลา 15.00 น. นายนรชิตแถลงอีกครั้ง ชี้แจงกรณีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.กรณีห้ามผู้ที่มีบุพการี คู่สมรส และบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ในคราวเดียวกัน ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ว่า กรธ.ขอชี้แจงว่า ไม่ได้เขียนห้ามลงสมัคร ส.ส. แต่หากบุคคลนั้นได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น จะส่งผลให้ ส.ว.ผู้นั้นขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ว.และต้องพ้นจากตำแหน่งทันที กรณีนี้เคยมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของ กกต.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ว.สรรหาของคนหนึ่งที่มีบุตรชายไปดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลหนึ่ง โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ส.ว. ผู้นั้นพ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ว.ทันที

ส.ส.แปรญัตติโยกงบโดนยื่นสอย

นายนรชิตกล่าวว่า ส่วนการพิจารณาในส่วนที่ 4 ว่าด้วยบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองนั้น ส่วนใหญ่ กรธ.คงหลักการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ปรับการเขียนถ้อยคำให้สั้น กระชับ เข้าใจง่ายมากขึ้น โดยกำหนดบทบัญญัติเพิ่มเติมประเด็นการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ คือ ส.ส.และ ส.ว. ต้องไม่กระทำการที่ทำให้ตนมีส่วนร่วมในการใช้เงินงบประมาณหรือให้ความเห็นชอบในการจัดทำโครงการใดของหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่เป็นการดำเนินงานของรัฐสภา หมายถึงห้ามแปรญัตติโยกงบประมาณเพื่อประโยชน์ของตนเอง หากฝ่าฝืนจะโดนยื่นถอดถอนได้ อย่างไรก็ตาม การประชุม กรธ.วันที่ 15 ม.ค. จะเข้าสู่การพิจารณาหมวดองค์กรอิสระ เบื้องต้นมีแนวโน้มจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมรับฟังการพิจารณาด้วย

“เสรี” จี้ รธน.ต้องตอบโจทย์ 10 ข้อ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องตอบโจทก์ 10 ข้อ ดังนี้ 1.สร้างรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ 2.มีกลไกแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน 3.จัดกระบวนการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม แก้ปัญหาธุรกิจการเมือง 4.ป้องกันความขัดแย้ง สร้างให้คนไทยรู้รักสามัคคี มีมาตรการป้องกันไม่ให้นักการเมืองสร้างความแตกแยก 5.มีกลไกหาทางออกให้ประเทศ เมื่อเกิดวิกฤติ 6.มีกระบวนการกฎหมายขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 7.วางโครงสร้างการศึกษา ท่ีมีมาตรฐาน สร้างประชาชนให้ได้เรียนรู้สูงสุด 8.วางหลักการสำคัญให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทุกระดับ 9.วางหลักการสำคัญให้งานราชการดูแลให้บริการประชาชนอย่างแท้จริง 10.กำหนดนโยบายของรัฐที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน และมีมาตรการป้องกันนโยบายที่สร้างความหายนะให้กับประเทศ

“ปึ้ง” อัดเล่นละครผลาญเงินแผ่นดิน

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รองนายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ติดตามการทำงานของกรธ. พอจะสรุปได้ว่า กรธ.จะยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ตามที่ กรธ.ต้องการ เพราะเห็นแล้วว่ากรธ.จะใช้วิธีอ้างว่าได้ไปทำโพลถามประชาชนมาแล้ว ประชาชนไม่เอา ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทุกวันนี้ กรธ.ต้องยกโขยงไปประชุมกันถึงชายทะเล และแถลงข่าวทุกวันให้ดูเหมือนกับว่าได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆมาแล้ว แต่ที่จริงเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาตามที่ตนเองต้องการไว้เรียบร้อยแล้วแล้วมาประชุมเล่นละครกัน สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน แต่ในที่สุดประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะรับร่างฯหรือไม่ และอยากให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.รีบปรึกษากับหัวหน้า คสช.ว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร จะซื้อเวลาต่อเพื่อให้ได้อยู่ในตำแหน่งนานๆกันต่อไปอย่างไร

“นิพิฏฐ์” สับคนร่างไม่ยึดความจริง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างนี้จะไม่ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอลงว่า ติดตามตลอดและเป็นห่วงหลายเรื่องจะมีผลตรงกันข้ามกับที่นายมีชัยกล่าว จึงเห็นต่างโดยเฉพาะการวางหลักเกณฑ์ระบบเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงที่มานายกรัฐมนตรี ที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวถือว่าไม่ตอบโจทย์ คือไม่สามารถสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนได้ ไม่ได้คิดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางการเมือง เช่น ที่กำหนดให้แต่ละพรรคเสนอชื่อว่าที่นายกฯได้ถึง 3 คน หากพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดส่งชื่อทั้ง 3 คน แต่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและสุขภาพหรืออุบัติเหตุทั้ง 3 คน ถามว่าจะหมดสิทธ์ิเสนอชื่อคนอื่นๆในพรรคที่จะเป็นนายกฯเลยหรือ ทั้งที่ประเทศไทยเดินมาไกลจนสังคมเรารู้แล้วว่าพรรคไหนได้เสียงข้างมากสุด หัวหน้าพรรคนั้นควรเป็นนายกฯ

เหน็บถอยหลังยิ่งกว่าชุด“บวรศักดิ์”

นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า อย่าอ้างแค่การประหยัดว่าใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนได้ตามที่ กรธ.บอก ควรใช้บัตร 2 ใบแบบเดิม ส่วนนายกฯปล่อยตามธรรมชาติพรรคชนะมากสุดก็มีสิทธิ์ก่อนตามระบบประชาธิปไตย หรือกรณีเลือก ส.ว.ผ่านกลุ่มอาชีพระดับอำเภอและเป็นการเลือกไขว้ยุ่งยากซับซ้อนจะเกิดปัญหาลักลั่นในการปฏิบัติ ทำให้ได้ ส.ว.กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ เช่น กทม. อาจได้ตัวแทนอาชีพต่างๆมากถึง 30 คน ทำไมไม่ให้เลือกจังหวัดละ 1 คน แบบเดิม การเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้ไม่ก้าวหน้า แค่เปรียบเทียบกับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังถือว่าถอยหลังกว่า ขอให้ กรธ.รับฟังและมองความเป็นจริงในการปฏิบัติด้วย ที่สำคัญอย่าปักธงว่าเมื่อกำหนดไว้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก จะมีปัญหาตามมาอีกมาก


สนช.รับหลักการตั้งศาลคดีทุจริต

อีกด้าน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ...ที่ ครม. เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเข้าชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า การทุจริต ประพฤติมิชอบถือเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วน เป็นวาระแห่งชาติ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ มีคดีขึ้นสู่ศาลมากขึ้น บ่อยครั้งคดีล่าช้า จึงสมควรตั้งศาลดังกล่าวขึ้น จากนั้นที่ประชุมลงมติรับหลักการวาระแรก 174 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 5 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว 15 คน

วิป สปท.ตั้ง กก.ประสานงานปฏิรูป

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิปสปท.) แถลงผลการประชุมวิป สปท.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการเสนอรายละเอียดร่างแผนการปฏิรูปประเทศ 1 ปีครึ่งของรัฐบาล และอีก 20 ปีข้างหน้า ของคณะ กมธ. แต่ละด้าน มีมติให้ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นผู้รวบรวมแผนของ กมธ.ทุกด้าน เพื่อจัดทำเป็นแผนการปฏิรูปของสภาต่อไป และที่ประชุมยังแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 เป็นประธาน เพื่อประสานงานกับทุกภาคส่วนสอดคล้องกับการทำงานของคณะกรรมการประสานงานร่วม 3 ฝ่าย

นัดถกปฏิรูปตำรวจ-สื่อ-ศก.

นายคำนูณกล่าวว่า วันที่ 18-19 ม.ค. จะมีระเบียบวาระการประชุม สปท. 3 เรื่อง คือ 1.แผนการปฏิรูปของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เรื่องเศรษฐกิจการเงินฐานราก 2.แผนการปฏิรูป กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เกี่ยวกับแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ 3.แผนการปฏิรูปของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจาการโทรคมนาคม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...

ชี้คู่ขัดแย้งไม่ร่วมปรองดองก็จบ

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่ สนช.จะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างสันติสุข เป็นความเห็นของ สนช.กลุ่มหนึ่งที่รับความคิดปรองดองมาจากคนบางกลุ่ม ถ้ากลุ่มที่เคยขัดแย้งกันปฏิเสธไม่เอาด้วยก็ไร้ความหมาย หรืออาจไปร่วมในนามส่วนตัว ไม่มีน้ำหนักจะพูดคุยสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง อยากให้รอเวลาหรือรับฟังความเห็นให้ครบถ้วนก่อน จริงๆการปรองดองน่าจะเกิดก่อนวันยึดอำนาจ แต่นักการเมืองบางฝ่ายใช้เสียงข้างมากลากปรองดองกลางซอยไปสุดซอยจนเกิดวิกฤติ

“มาร์ค” ขอนิรโทษฯแค่ต้นซอย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ สนช.เสนอตั้งคณะ กมธ.วิสามัญสร้างสังคมสันติสุขว่า ที่ผ่านมามีคณะทำงานเช่นนี้หลายชุดแล้ว ต้องยอมรับว่ามาตรการไม่ได้รับการตอบสนอง ความขัดแย้งในสังคมถ้ามองเป็นเรื่องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเราจะหลงทาง ถ้าจะทำเรื่องปรองดองอยากให้ความสำคัญกับการวางกฎ กติกาสำหรับอนาคตดีที่สุด และการปฏิรูปคือหัวใจ เช่น การปฏิรูปสื่อ จะทำอย่างไรให้สื่อมีบทบาทลดความขัดแย้งเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ส่วนคดีความต่างๆ อยากเห็นรัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรม “ต้นซอย” คือประชาชนที่ไปชุมนุมโดยสุจริตมีความผิดเล็กน้อย ส่วนคนอื่นให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในอนาคตอาจต้องมาพิจารณาการอภัยโทษหรือไม่อย่างไรว่าไปตามกระบวนการน่าจะดีที่สุด

นายกฯเก็บตัวเงียบสะสางงาน

สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางเข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ตามปกติ โดยเวลา 09.30 น. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าหารือก่อนที่ พล.อ.ฉัตรชัย จะไปร่วมการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพาราประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาตรวจเอกสาร เซ็นงานเก็บตัวเงียบอยู่บนห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยไม่มีวาระงานหรือภารกิจใดๆ กระทั่งเวลา 17.20 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยเดินลงจากห้องทำงานไปขึ้นรถด้วยสีหน้าไร้รอยยิ้ม

ให้คนไทยเป็นปลาว่ายทวนน้ำ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำจดหมายข่าวรัฐบาล เพื่อประชาชน ฉบับที่ 18 มาแจกจ่ายสื่อมวลชน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เขียนข้อความตอนหนึ่งในคอลัมน์จากใจนายกรัฐมนตรี ว่า เราไม่อาจหยุดโลกไม่ให้หมุนได้ฉันใด เราก็ไม่อาจสามารถห้ามการเปลี่ยนแปลงได้ฉันนั้น ที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้ง ทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ และการก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในปี 59 เป็นการเปลี่ยนแปลงบนพื้นฐานความสมัครใจของประชาคมทั้ง 10 ประเทศ จึงหวังคนไทยตระหนักการเปลี่ยนแปลง รู้เท่าทัน ไม่หยุดนิ่ง เดินเข้าหาแหล่งวิชาการ ความร่วมมือ เหมือน “ปลาเป็น ที่ต้องว่ายทวนน้ำ” แทนการนั่งรอโอกาส

“ณรงค์ชัย” ไขก๊อกทิ้งกุนซือ คสช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี ลาออกจากที่ปรึกษา คสช. ว่า เขามาลาออก โดยให้เหตุผลว่าไปทำงานส่วนตัวที่ต่างประเทศ และตอนนี้ยังไม่ได้แต่งตั้งใครขึ้นมาแทน

“ประวิตร” เชื่อมั่นมีลุ้นหลุดเทียร์ 3

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึง ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้หลุดจากเทียร์ 3 ว่า จะหลุดหรือไม่ ตนไม่ทราบ แต่รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทุกอย่างตามที่เขาบอกให้หมดทุกเรื่อง ซึ่งรัฐบาลทำทุกเรื่อง นายกฯและหัวหน้า คสช.เองก็คิดและสั่งการทุกเรื่องเช่นกัน เราต้องทำทุกอย่างให้ดีขึ้นและเป็นไปตามหลักสากล เรื่องค้ามนุษย์และการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) เราพยายามทำ แต่จะขยับหลุดจากเทียร์ 3 ได้หรือไม่ เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ตนเชื่อว่าจะทำได้ ไม่มีปัญหา รัฐบาลสู้ทุกอย่าง

ศปมผ.ร่ายผลงานแก้ประมง

ช่วงบ่าย ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะ ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) นำตัวแทนส่วนข้าราชการต่างๆใน ศปมผ.แถลงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา หลังสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองไทย โดย พล.ร.ท.จุมพล กล่าวว่า รัฐบาลและ คสช.ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นสากล ควบคุมปริมาณและขึ้นทะเบียนเรือ 41,753 ลำ ควบคุมเครื่องมือประมง ระยะเวลาการออกเรือ เพื่อรักษาทรัพยากรทางทะเล ออกกฎหมายบังคับใช้แล้วกว่า 100 ฉบับ จัดตั้งศูนย์ติดตามเรือ 28 แห่งเพื่อสังเกตการณ์ ขึ้นทะเบียนแรงงาน 22,443 คน ช่วยเหลือแรงงานประมงที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในขบวนการค้ามนุษย์ เป็นการแก้ไขตามข้อทักท้วงของอียู ส่วนผลประเมินจะออกมาเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้ และต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

สถิติค้ามนุษย์ในไทยยังพุ่ง

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวถึง การดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ว่า สถิติปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ และมีการรื้อคดีได้กว่า 300 คดี ซึ่งฟ้องไปหมดแล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีการคุ้มครองดูแลพยานเต็มที่ในทุกคดี

“วัฒนา” ไล่ “วรงค์” ไปหาความรู้ใหม่

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้กรณี นพ.วรงค์ เดช– กิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามผ่านสื่อ 9 ข้อว่าไม่เห็นมีคำถามเกี่ยวกับการโต้แย้งเรื่องนโยบายเลย ขอให้ไปหาหนังสือเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะมาอ่าน การเรียนรู้ยังไม่สาย ส่วนที่มีข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริตหลังจากนั้น เป็นขั้นตอนนำนโยบายไปปฏิบัติ ที่เราปกป้องคือตัวโครงการรับจำนำข้าวและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ไม่ได้ทำอะไรผิด เป็นเพียงผู้กำกับนโยบาย ส่วนที่กล่าวหาว่าโครงการรับจำนำข้าวรอบสุดท้ายขาดสภาพคล่องจ่ายเงินให้ชาวนาไม่ได้จนทำให้ชาวนาต้องฆ่าตัวตายนั้น ไม่ได้เกิดจากขาดสภาพคล่องหรือรัฐบาลไม่สามารถขอกู้เงินมาจ่าย แต่เพราะมีคนไปล้อมเป่านกหวีดที่สถาบันการเงิน เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารยึดอำนาจ เป็นคนละกรณีกับเหตุการณ์ในวันนี้ที่ชาวสวนยางภาคใต้ต้องผูกคอตายเนื่องจากราคายางตกต่ำ สาเหตุมาจากรัฐบาลที่พวกเค้าสนับสนุนและคนที่ไปชวนพวกเค้ามาล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่มีมาตรการช่วยเหลือทิ้งพวกเค้าไป

ทนายยัน “ยิ่งลักษณ์” ไปศาลแน่

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความพร้อมคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานอัยการโจทก์นัดแรก ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบโครงการจำนำข้าว วันที่ 15 ม.ค. เวลา 09.30 น. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปร่วมกระบวนพิจารณาคดีตามนัดแน่นอน ตนจัดเตรียมส่งคำถามต่อศาล เพื่อซักถามพยานทั้งหมดของโจทก์ โดยจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพยานของฝ่ายอัยการโจทก์ 4 ปาก ตามบัญชีนัด จะนำเข้าไต่สวนนัดแรก ประกอบด้วย นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ นายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นต้น คาดว่าจะพิจารณาคดีตลอดทั้งวัน

ป.ป.ช.แย้งคำวินิจฉัยศาล ปค.

เย็นวันเดียวกัน นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.แถลงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยในข้อพิพาทระหว่างนายสมปอง คงศิริ ถูกชี้มูลความผิดคดีเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ในฐานะผู้ฟ้องคดีกับอธิบดีกรมที่ดิน ระบุ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่ใช่ความผิดทุจริตต่อหน้าที่ จึงไม่มีผลผูกพันให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีต้องลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ป.ป.ช.มีอำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยเฉพาะฐานทุจริตต่อหน้าที่ ส่วนความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เป็นมูลความผิดทางอาญานั้น จึงเป็นการคลาดเคลื่อนกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ระบุการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม อาจเป็นความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยด้วยก็ได้

ส่ง ครม.ยื่นศาล รธน.ชี้ขาด

นายสรรเสริญกล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 158/2551) ได้วินิจฉัยว่า “มูลความผิดทางวินัยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มิได้มีความหมายเฉพาะความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เท่านั้น” และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดง ที่ อม.5/2552 เคยพิพากษาสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ ซึ่งไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นการกระทำโดยชอบแล้ว ป.ป.ช.จึงไม่อาจเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และมีมติส่งเรื่องให้ ครม.เพื่อพิจารณาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดและให้ยื่นคำขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีดังกล่าวใหม่

ทหารบุกค้นบ้านล่าตัว “จ่านิว”

ส่วนความคืบหน้ากลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรม 6 คน นำโดยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ที่ถูกศาลทหารออกหมายจับ หลังไม่เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีมั่วสุมเกิน 5 คน ขัดประกาศ คสช.ฉบับที่ 3/2558 จากกรณีรวมตัวขึ้นรถไฟไปตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์

เมื่อเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ทหาร 6 นาย เดินทางไปตามหานายสิรวิชญ์ ที่บ้านย่านคลองสามวา แต่ไม่พบตัว มีเพียงนางอัมพร ลีเลาะ ผู้เป็นยายอยู่เฝ้าบ้าน ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามนายสิรวิชญ์ ได้รับการเปิดเผยว่า ทหารคงมาบ้านเพื่อตามจับตน แต่ไม่แสดงหมายจับหรือหมายค้น ถ้าต้องการจับก็มาที่หอพักใน ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จะยอมให้จับโดยดี ไม่ใช้สิทธิ์ประกันตัว เพราะไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ชุมนุม แค่จะไปตรวจสอบความไม่โปร่งใส ไม่เข้าใจทำไมถึงต้องถูกกระทำแบบนี้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    14.7%
  • ไม่ชอบ
    78.3%
  • สนุก
    1.3%
  • ประหลาดใจ
    3.0%
  • เสียใจ
    2.7%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement