บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยง 'ละคร-ดาราไทย' ใจสู้! ลุยตลาดอาเซียนเองไม่ง้อภาครัฐ

สัปดาห์ที่แล้ว รายงานพิเศษ โดยทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ พาไปเจาะตลาดอาเซียน สัปดาห์นี้เราจะมาเจาะให้ลึกเข้าไปอีกเกี่ยวกับวงการละครของบ้านเรา ว่าจะสามารถไปเจาะตลาดบันเทิงเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนได้หรือไม่ เพราะขณะนี้บางประเทศก็มีนักแสดงไทยบางคนได้ไปโด่งดังมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนที่นั้นไม่น้อย และเมื่อมีการเปิด ประชาคมอาเซียน "ประเทศไทย" จะใช้ช่องทางนี้เข้าไปสร้างเม็ดเงินหารายได้เข้าประเทศได้หรือไม่

ทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ ป้อน นิพนธ์ ผิวเณร ผู้อำนวยการสายงานการผลิตละคร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด และ 2 นักแสดงไทยที่ไปเจาะตลาดละครประเทศเพื่อนบ้านได้อย่าง ไมค์ พิรัช นิธิไพศาลกุล และ ออม สุชาร์ มานะยิ่ง

จากมุมมองของผู้ผลิตและนักแสดง การเปิดตลาดอาเซียนในครั้งนี้ วงการบันเทิงจะสามารถโกยเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้หรือไม่ ไปฟังกันเลย เริ่มกันที่หัวเรือใหญ่ละครค่ายเอ็กแซ็กท์ ป้อน นิพนธ์

นโยบายของทางช่อง มีความคิดที่จะบุกตลาดอาเซียนมั้ย?
“มีอยู่แล้ว แต่จุดเริ่มต้นการตีตลาดต่างประเทศของเราคือจีน และตอนนี้เราส่งนักแสดงไปเล่น มีการร่วมงานทุนมีแนวโน้มสูง และอาจจะมีของเกาหลีด้วย แต่ไม่ใช่รุกแค่ตลาดอาเซียนเพราะเกาหลีไม่ได้อยู่ในอาเซียน แต่จะมีการร่วมทุนกับเกาหลีทำละคร ส่วนในอาเซียน เรามีคุยกับอินโดนีเซีย สิงคโปร์ อยู่พอสมควร มันมีหลายโมเดลมาก มีทั้งเอาของเราไป ร่วมทุน ตั้งบริษัท มันมีหลายโมเดลต้องดูว่าอะไรมันลงตัวที่สุด เอาละครไปฉายเปล่าๆ อันนี้เราทำอยู่แล้ว แต่การร่วมทุนเป็นสิ่งใหม่ที่เราต้องมีการคุยกันเยอะ เพราะว่าตลาดของเขาและตลาดของเราไม่เหมือนกัน มันจะคุยกันว่าใครเป็นเจ้ามืออันนี้เป็นสิ่งที่ยาก เพราะว่าถ้าเกิดว่าเป็นตลาดของเรา ของเขาอาจจะไม่ขาย ตลาดของเขาของเราอาจจะไม่ขาย วัฒนธรรมไม่เหมือนกัน มันต้องดูจุดลงตัวว่าจะเอาอย่างไร”

ตีตลาดอาเซียน 10 ประเทศเพื่อนบ้าน เน้นที่ใด?
“ตอนนี้เรากำลังเล็งกันไว้ แต่ถ้าคุยแล้วมีของเกาหลีที่คุยอยู่ และของอินโดนีเซียที่คุยกันไปแล้ว 1 รอบ กำลังจะคุยรอบที่ 2 ว่าวิธีคิดของเขา และละครของเขากับของเรายังไม่ค่อยใกล้เคียงกัน กำลังหาจุดลงตัวอยู่ว่ามันจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะละครบ้านเขาเป็นละคร 100 ตอน เป็นละครไปเรื่อยๆ และข้อห้ามของเขาเยอะ เพราะมันเป็นเรื่องของศาสนา มีห้ามยิงกัน ห้ามเลือด ห้ามผี คือข้อจำกัดเค้าเยอะมันก็มันเริ่มยาก ก็เลยต้องมาคุยกันเพื่อหาจุดลงตัว ถ้าได้ก็จะดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ส่วนที่เวียดนามเราไปคุยแต่เป็นเรื่องหนัง ไม่ใช่ละคร ทางเขาจะมาขอนักแสดงเราไปเล่น ตอนนี้พรมแดนเปิดเยอะมาก มันไม่ใช่อยู่แค่ว่าเราจะทำละครเรื่องอะไร มันต้องทำหลายอย่างหนักมาก พอเป็นช่อง พอเป็นดิจิตอลมากขึ้น วัฒนธรรมมันไหลไปไหลมาข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็วมาก แป๊บเดียวเอง ป้อง ณวัฒน์ ไปเล่นที่เมืองจีน 3 วีค ปังมากกลับมาถ่ายพิษสวาท ทุกอย่างมันเร็วและง่ายมาก เดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรยากเกิน”

มีวิธีการเจาะอย่างไร และประเทศใดเปิดรับ ประเทศไหนเจาะยาก?
“เราจะมีฝ่ายต่างประเทศของเรา และของเขามาคุยกัน นัดประชุมกัน คือทุกคนต้องหาคอนเทนต์แปลกใหม่ ต่างคนต่างหาพาร์ทเนอร์ที่แตกต่าง เราก็เหมือนกัน มันเป็นยุคของคอนเทนต์ อย่างที่อินโดนีเซีย เรื่องข้อจำกัดของเขาเยอะ เราก็ต้องคิดแล้วว่าถ้าไม่มียิงกัน ไม่มีผี ห้ามกะเทย ละครจะเป็นแนวทางแบบไหน เราก็ต้องดูว่ารสชาติที่เขาชอบแบบไหน ถ้าเขาชอบแบบครอบครัวดราม่ารึเปล่า มีเมียน้อย มีหลวง ก็ต้องคุยกัน และก็ต้องดูว่าเราจะสามารถทำตรงนั้นได้รึเปล่า เขาอยากจะมาลงทุนแล้วก็เอาไปฉายหรือโมเดลเป็นแบบไหน หรือลงทุนร่วมกัน 50-50 มันเป็นเรื่องของขั้นตอนธุรกิจ ก็ต้องดูว่ามันไปได้มั้ย ถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ แค่นั้นเอง

ส่วนกัมพูชา เมียนมา ลาว การโคโปรดักชั่นคงจะยาก เพราะว่าเขามักจะเอาของเราไปฉายมากกว่า เพราะว่าค่าเงินยังไม่เท่ากัน ค่าโฆษณาของเขายังต่ำกว่าเรา เพราะฉะนั้นยังเป็นไปไม่ได้ที่จะไปร่วมทุนกัน ส่วนมาเลเซียเราเคยไปคุย แต่ก็จบไป เพราะว่าไม่ลงตัว คือส่วนใหญ่ที่ไม่ลงตัวเพราะเรื่องของวัฒนธรรม การดูละครของเขาและของเราไม่เหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่เป็นด่านที่ยากที่สุด เพราะเมื่อลงทุนแล้ว ฉายที่ไหนเป็นเรื่องใหญ่ ฉายที่นี่ได้ตังค์เยอะมาก แต่ไปฉายที่นู่นเขาเจ๊งก็ไม่ได้

วัฒนธรรมร่วมทั้ง 2 ประเทศเป็นสิ่งที่หายากมากที่จะหาจุดลงตัว มันเหมือนดาราของเราไม่ได้ดังในเมืองเขา ดาราของเขาบ้านเราก็ไม่รู้จัก เพราะมันเป็นอย่างนี้ มันเลยยาก นางเอกเขาดังมาก มาบ้านเราคนไม่รู้จัก ของเราดังมาก ไปฉายที่นู่นเขาถามว่าเป็นใคร มันไม่ใช่ อย่างของป้อง ณวัฒน์ ที่เขาดังได้ เพราะเส้นทางของเขามันเริ่มต้นจากละคร คือต้องไปดังที่นู่นก่อนแล้วค่อยไปมีผลงานที่นั่นได้ ผมมองว่าป้องเป็นคนแรกเลย พระเอกละครเดี่ยวในจีนที่รายล้อมไปด้วยนักแสดงจีน ผมภูมิใจมาก”

ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหา สไตล์ให้เข้ากับกรอบประเทศเพื่อนบ้านอย่างไรบ้าง?
“เรื่องการปรับสำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมา อาจจะไม่ต้องปรับมาก และเพื่อนบ้านของเราที่ว่ามาจะเน้นซื้อไปฉาย เสพละครของเราได้ เพราะวัฒนธรรมมันใกล้เคียงกัน ส่วนที่อินโดนีเซียเขาดูแต่ก็จะเลือกดูเพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของศาสนาละความเชื่ออยู่พอสมควร”

ความสามารถในการส่งออกละครของภาพเอกชนไทยมีมากแค่ไหน สามารถทำเองได้หรือต้องพึ่งทางการ?
“เราสามารถทำละครส่งออกได้เองนะ โดยที่ไม่ต้องผ่านทางการ เพราะถ้าต้องมารอทางการมันจะช้า มันมีหลายขั้นตอน มันไม่ทัน อย่างที่เราทำส่งไปจีนเราก็ทำเองมาหลายสิบปีแล้ว มันถึงเกิดคอนเนกชั่นขึ้น อันนี้คือเราทำเองหมด ถ้าจะทำให้ละครของเราบูม รัฐบาลจะต้องดูเกาหลีเป็นตัวอย่าง คือทำให้การทำละครเป็นนโยบายแห่งชาติ ทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้า เป็นเอเชี่ยนฮอลลีวูด คือรัฐบาลสนับสนุนทุกเรื่อง ทั้งเรื่องภาษีการทำละคร หนัง มีสตูดิโอ มีทุกอย่าง จนดังขนาดนี้เพราะรัฐบาลของเกาหลีเขาใช้เงินสนับสนุน บ้านเราไม่มี

ทุกวันนี้ยังเก็บภาษีค่ากล้องแพงอยู่เลย เท่าที่ทำอยู่ตอนนี้ยังไม่เห็นการสนับสนุนจากทางการนะ มีแต่เกี่ยวกับ ททท. ถ่ายโปรโมตเกี่ยวกับการท่องเที่ยว มุมมองของรัฐบาลไม่ได้มองว่าวัฒนธรรมไทยเป็นสินค้า นั่นคือสิ่งที่ทำให้วงการละครบ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าคนได้เห็นว่าสินค้าคือการท่องเที่ยว แค่ชวนให้คนมาเที่ยวตามภาคต่างๆ ก็จบ เขาไม่ได้เอาวัฒนธรรมของคนไทยที่มันยิ้ม ที่มันไนซ์ ที่เป็นคนดี คนโอบอ้อมอารี ผมว่าอันนี้คือจุดขายมากกว่า สภาพภูมิประเทศมันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ที่อื่นก็มีเหมือนกัน แต่คนคือตัวที่ทำให้วัฒนธรรมมันต่าง เพราะวัฒนธรรมต่างจากคน ซึ่งไม่มีใครเห็นตรงนี้ ดูจากซีรีส์ของจีนที่มาถ่ายที่เมืองไทยสิ มันดังมาก และคนจีนมาตามรอยที่ไทย ถ้าเราทำแบบนั้นบ้าง คนจะมาเยอะมาก เศรษฐกิจเราจะดีกว่านี้แน่”

ความเป็นไปได้ที่ไทยจะก้าวสู่ประเทศที่เป็นผู้นำด้านบันเทิงในตลาดอาเซียนมีแค่ไหน?

“เป็นไปได้ ถ้ารัฐบาลให้การสนับสนุน ละครเกาหลีใช้เงิน 180 ล้านต่อเรื่อง เยอะมากสำหรับซีรีส์เรื่องนึง ค่าตัวนักแสดงเกาหลี 3 ล้านต่อตอนนะ ถือว่าถูกแล้วนะ เรื่องละ 20 ตอน เล่นเรื่องนึงได้ 60 ล้าน ทำไมเขาทำแบบนั้นได้ เพราะตลาดเขาใหญ่มาก มันคือการลงทุนไปในตลาดเอเซีย จนมันดังแล้วมันได้ ถามว่าก่อนหน้านี้มันตอนละ 3 ล้านเหรอ ไม่ใช่ ก็ราคาบ้านเรา แต่เขาทำจนมันกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่ตีตลาดอาเซียน มันถึงมีมูลค่า มีโอกาสถ้ารัฐบาลสนับสนุน เอกชนมาร่วมมือกันทำเองก็ไม่ได้ จะไปเอาเงินทุน 180 ล้านจากใครต่อเรื่องมาลงทุน ละครต่อเรื่องของไทยเฉลี่ยโดยประมาณ 50-60 ล้าน ของเขามัน 4 เท่าของเรา จะเอาเงินจากไหน แล้วใครจะจ่ายเงินคืน พวกเราในฐานะคนทำละคร คนทำหนัง อย่างให้เรื่องนี้มันเกิดเพื่อประเทศชาติ แต่ไม่มีที่ให้เราทำ อยากให้มีกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปะ แล้วทำสิ่งนี้ให้เป็นสินค้าส่งออก มันน่าจะมีคนเคยทำ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจกันก่อน”

ขณะที่นักแสดงไทยที่ลุยเจาะกลุ่มตลาดอาเซียน อย่าง ไมค์ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล และ ออม สุชาร์ มานะยิ่ง ก็ได้เปิดมุมมองถึงความเป็นไปได้ที่ไทยจะก้าวเข้าไปไปเปิดตลาดวงการบันเทิงในแถบเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา

ไมค์ : “มันเป็นเรื่องของตลาดที่มันเปิดกว้างขึ้น นอกจากโลกของทีวี ทุกวันนี้มันยังมีออนไลน์อีก ทุกอย่างมันเร็ว ทุกคนมีมือถือ อยากดูเรื่องอะไรมันดูได้หมด ในสายตาผม ผมมองว่าละครบ้านเรามันมีสเน่ห์ คนต่างชาติเขาจะชอบกัน ความเป็นธรรมชาติบางอย่าง วัฒนธรรมบางอย่างที่คนต่างชาติเขาเห็นแล้วรู้สึกว่ามันน่ารักดี ทำให้คนต่างชาติหรือประเทศจีนเขามาสนใจนักแสดงไทย และสนใจละครไทยหนังไทยต่างๆ นานา แต่ละประเทศจะมีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง พอดูแม้จะปิดเสียง เราก็รู้ว่ามันเป็นละครของญี่ปุ่น ของเกาหลี ของจีน ละครของเราก็เหมือนกัน มันมีซิกเนเจอร์ที่คนดูแล้วรู้ว่านี่คือละครของประเทศไทย”

ตอนนี้ไมค์และออม สามารถเจาะตลาดบันเทิงของประเทศไหนได้บ้าง?
ออม : “หลักๆ ก็คือจีน จีนเป็นตลาดที่ใหญ่สุดแล้ว คือจีนรวมไต้หวัน ฮ่องกง ด้วย และตอนนี้เริ่มมีแฟนคลับที่อินโดนีเซีย ซึ่งเยอะมาก เยอะจนรู้สึกประหลาดใจค่ะ ที่มาเลเซียเราก็มีแฟนคลับ และล่าสุด เราไปเมียนมากัน เราจะไปไหว้พระกับหนังสือเล่มนึง ไมค์ ออม ก็ไปด้วยกัน ซึ่งเราไม่รู้มาก่อนว่ามีแฟนคลับที่เมียนมา แล้ว บก.หนังสือที่ไปด้วย เขาถ่ายรูปแล้วอัพอินสตาแกรมและเช็กอินไปด้วย แฟนๆ เขารู้ก็เลยไปดักรอ พวกเราตกใจเลย มาเต็มวัด ตอนแรกคิดว่ามีประมาณนึง แต่พอมากันจริงๆ เยอะมาก (ยิ้ม)”

ไมค์ : “ผมมองว่าแถบอาเซียน เราเริ่มเจาะที่เวียดนามได้แล้วและแฟนละครเยอะมาก และนอกจากโซนอาเซียนก็มีแฟนคลับรัสเซีย แบบรวมตัวกันแล้วติดแฮชแท็กมาให้เรา 2 คน และมีโซนยุโรปนิดๆ หน่อยๆ”

ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศของเราจะมีข้อจำกัดของละครที่จะดู แล้วทำไมละครที่ไมค์-ออม เล่น ถึงได้ไปโด่งดังที่นั้นได้?
ไมค์ : “ทุกที่ๆ มีคนรู้จักเรา ส่วนใหญ่เขาจะดูละครของเราทางออนไลน์ คือจากที่ผมไปสัมผัสมา มันจะมีทีมทำซับเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ อย่างเรื่องคิสมี (รักล้นใจนายแกล้งจุ๊บ) ก็ได้ไปลงในเว็บของหนังอินเตอร์ของเอเชียหรือซีรีส์ที่มันป๊อปปูล่าในบ้านเขา”
ออม : “บางประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่เขาจะมีข้อจำกัดพวกละครที่จะฉาย แต่เราก็ไปมีชื่อเสียงที่นั้นได้เพราะแฟนๆ เขาดูทางออนไลน์ส่วนใหญ่ มันเข้าถึงง่าย มีโทรศัพท์ก็ดูง่าย และอีกอย่างซีรีส์ที่เราเล่นมันง่ายต่อการเสพ พอเราเล่นเรื่องแรกคู่กัน เรื่องฟูลเฮาส์ คนรู้จักเราแล้ว พอเรื่องต่อมาคนก็ตามดูเวอร์ชั่นของเราต่อ เขาก็ตามงานต่างๆ ของเราเรื่อยๆ “


ในกลุ่มประเทศอาเซียนมีงานติดต่อเข้ามาบ้างรึยัง?
ไมค์ : “ถ้าในโซนบ้านเรายังมีเป็นพวกแฟนมีตติ้ง หรือพวกอีเวนต์ งานโชว์ตัวมากกว่า ไม่ได้มีติดต่อไปเล่นหนังหรือละคร”
ออม : “ถ้าถามเรื่องเนื้องาน ออมยังไม่มีโปรดักส์ชั่นในจีน แต่ไมค์ไปถ่ายแล้ว ออมยังติดละครที่ไทย ยังถ่ายไม่เสร็จ ถ้าไปก็ไปงานอีเวนต์ แฟนมีตติ้งหรืออะไรสั้นๆ อย่างที่ผ่านมา แต่พลังที่เราได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ มันเป็นอะไรที่เกินคาด ยังมีคนที่รักเราอยู่เรื่อยๆ สนับสนุนทุกๆ งานที่เราทำ เหมือนเรามีตัวตนสำหรับเขามากๆ จีนเป็นประเทศที่ใหญ่ มีดาราเยอะ แล้วการที่เขามาชอบเรามันรู้สึกดีใจนะคะ แต่ถ้าเป็นงานของเพื่อนบ้านเราก็จะเป็นแบบแฟนมีตติ้งค่ะ ยังไม่มีแบบเป็นงานละครหรือหนังเท่าไหร่ แต่ถ้าพวกหนังละครซีรีส์ก็จะเป็นที่จีนมากกว่า”

ไมค์-ออม มีการเตรียมตัวอย่างไรกับการเจาะตลาดบันเทิงอาเซียน?
ออม : “ออมมองเรื่องภาษานะ เพราะภาษาสำคัญมากเลย ออมกับไมค์ต้องเรียนภาษาจีนเพิ่มขึ้น นอกจากจะใช้สื่อสารทั่วไปแล้ว มันต้องขั้นแอดวานซ์ขึ้นมาหน่อย และตอนนี้ไมค์ถ่ายละครก็ต้องพูดภาษาที่เป็นคาราโอเกะ อาจจะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด”
ไมค์ : “ใช่เรื่องภาษาสำคัญมาก การจำภาษาคาราโอเกะ มันก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง บางครั้งเราไม่อินกับบทก็มี เพราะการที่จะเล่นหนัง หรือละคร เราต้องฟังแล้วเข้าใจในภาษาเข้า และต้องเข้าใจในวัฒนธรรม เพราะการที่แสดงละครเราจะมาพูดอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องเข้าใจในบทที่เรากำลังเล่นด้วย”


ในฐานะเป็นนักแสดงไทยกลุ่มแรกๆ ที่มีผลงานไปฉายในหลายประเทศจนมีแฟนคลับกลุ่มใหญ่ รู้สึกอย่างไร?
ไมค์ : “ผมมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและใหม่สำหรับดารานักแสดงสมัยนี้ เหมือนได้ไปเจออะไรใหม่ๆ ไปลุ้นว่าเราจะเจออะไร เราจะสื่อสารกับเขารู้เรื่องมั้ย มันเป็นอะไรที่ใหม่ทุกครั้งที่เราได้เจอ”
ออม : “ออมมองว่าออมเป็นตัวนำทาง เป็นเหมือนฟันเฟืองให้เขารู้จักโปรดักชั่นไทย ทำให้เขารู้จักวงการบันเทิงไทยทำให้รู้จักผู้กำกับไทย ผลงานของคนไทย ซีรีส์ของคนไทยทำได้ขนาดนี้เหรอ ละครของคนไทยเป็นแบบนี้เหรอ อาจจะตามมาดูบางส่วนในผลงานของเรา ทำให้ได้รู้จักนักแสดงคนอื่นๆ และมันก็ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว มันจะไปส่งผลถึงส่วนอื่นของประเทศเราในเรื่องที่ดีนะ อย่างสถานที่ท่องเที่ยว ออม ไมค์ เคยไปที่นี่ เขาก็จะตามรอยคิสมี ฟูลเฮาส์”

ในมุมมองของนักแสดงทั้งคู่มองเห็นโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นตลาดบันเทิงในอาเซียนที่ใหญ่เหมือนเกาหลีทำได้ในเอเซียหรือไม่?
ไมค์ : “ผมมองว่าจริงๆ มันทำได้นะ คนไทยเก่งๆ เยอะแยะมากๆ แต่จะมีใครที่จะกล้าลงทุนรึเปล่า กล้าที่จะบุกรึเปล่า”
ออม : “ในระยะแรกๆ อาจจะยาก แต่ตอนนี้เริ่มมีการร่วมทุนเข้ามาเยอะ จากเกาหลีมาร่วมทุนกับหนังไทย โปรดักชั่นจากจีน ไทย มาร่วมทุนทำโปรดักชั่นด้วยกันเพื่อเอามาต่อยอด ยกตัวอย่างเรื่องคิสมี เราเอาเวอร์ชั่นที่เราทำไปให้ต้นฉบับเค้าดู เขายังรู้สึกทึ่งว่าคนไทยทำได้ขนาดนี้ เขาคาดไม่ถึงพอได้เห็นก็เริ่มมองมากกว่าว่างานของไทยเป็นอย่างไร เขารู้สึกชื่นชมและเริ่มเปลี่ยนมุมมองใหม่”

นอกจากตลาดอาเซียน ไมค์-ออม อยากไปเจาะตลาดที่ไหนบ้าง?
ออม : "ออมสนใจอยากไปญี่ปุ่นกับเกาหลีค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มมีติดต่อเข้ามาบ้าง เพราะมันมีงานที่ใช้ทั้งนักแสดงไทยและนักแสดงเกาหลี แต่เรื่องเวลาและคิวมันเป็นปัญหาของพวกเราค่ะ เพราะระบบการทำงานของเมืองไทยมันไม่เหมือนต่างประเทศ ทำให้นักแสดงไทยไปร่วมงานกับต่างประเทศค่อนข้างยาก”
ไมค์ : “ผมก็มีคุยๆ กับญี่ปุ่นอยู่ น่าสนใจ ส่วนเกาหลีก็น่าสน แต่ด้วยความที่อุตสาหกรรมบันเทิงเขาใหญ่มากไม่รู้จะเข้าไปสู้ยังไง เขาทำแบบจริงจังทั้งประเทศ อย่างตอนที่ไมค์ไปจีน ระบบการถ่ายทำมันต่างกันมาก ของเราจะถ่ายวันเว้นวัน แต่ของเค้าจะเริ่มทีละโปรเจกต์ จะหยุดก็ต่อเมื่อวันจบเท่านั้น คือถ่ายทุกวัน นี่คือเหตุผลที่เราไม่สามารถไปทำงานที่นู้นได้อย่างเต็มตัว”

แม้หนทางอาจจะยังโรยด้วยก้อนกรวดแทนดอกกุหลาบ แต่ด้วยศักยภาพของละครและดาราไทยที่เริ่มปรากฏชัดในเวทีเอเชีย แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่เชื่อว่ากำแพงอาเซียนคงไม่ยากเกินไปที่ไทยจะไปถึง ขึ้นอยู่กับว่า "ภาครัฐ" พร้อมจะเข้ามาลุยหรือเปล่าเพื่อไปด้วยกันทุกภาคส่วนหรือไม่ หรือจะปล่อยเอกชนลุยเอง โด่งดังติดตลาดเอเซียและอาเซียนขึ้นมาก็ค่อยมาร่วมกระโดดฮุบชิ้นปลามัน?

รายงานพิเศษสัปดาห์หน้าตามไปเจาะลึกตลาดหนังไทยกับความเป็นไปในวงการภาพยนตร์อาเซียน รู้หรือไม่ อีกไม่นาน หนังเวียดนามจะยกระดับขึ้นมาหายใจรดต้นคอหนังไทย!