ชาวสวนยางสตูล-นครศรีฯ เฮ! ราคาปรับขึ้น ฝั่งอีสาน ไม่สมใจ จ่อเคลื่อนไหว - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ชาวสวนยางสตูล-นครศรีฯ เฮ! ราคาปรับขึ้น ฝั่งอีสาน ไม่สมใจ จ่อเคลื่อนไหว

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 11:12
6,811 ครั้ง


ชาวสวนยางพาราสตูล-นครศรีฯ พอใจน้ำยางเริ่มปรับขึ้น ด้านสุราษฎร์ฯ ยื่นเพิ่ม 4 ข้อ ช่วยรายย่อย ชง หลังรับซื้อ 7 วัน เกษตรกรต้องได้เงิน ขณะเครือข่ายสวนยางอีสาน ยังไม่สมใจ ลั่น ไม่ต้องการเงินชดเชย วอนแก้เรื่องราคาถาวร

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 59 หลังจากภาครัฐรับปากจะช่วยเหลือ ชาวสวนยาง จ.สตูล และ จ.นครศรีธรรมราช รู้สึกพอใจมากขึ้น โดยวันนี้ที่จุดรับซื้อน้ำยางต่างๆ ใน จ.สตูล ชาวสวนนำยางมาขายกันมากขึ้น โดยบอกว่าหลังจากรัฐบาลรับปากช่วยเหลือ ราคาน้ำยางสดก็เริ่มดีขึ้น จากราคาที่ลดต่ำสุดอยู่ที่ 23 บาท ปรับขึ้นเป็น 32 บาท (ราคา ณ วันที่ 13 ม.ค.) เพิ่มมา 9 บาท ชาวสวนยางเริ่มมีกำลังใจขึ้น เมื่อก่อนมีรายได้วันละ 700 บาท เมื่อราคาตก เหลือไม่ถึง 300 บาท

อย่างไรก็ตาม ชาวสวนเริ่มหันกลับมากรีดยาง เนื่องจากยังสามารถกรีดได้อีกประมาณ 1 เดือนเศษ เพราะขณะนี้ต้นยางเริ่มผลัดใบร่วงหล่นแล้ว โดยเดือน มี.ค.-เม.ย. ต้องหยุดกรีด โดยในระยะนี้จุดรับซื้อน้ำยางเริ่มคึกคัก ชาวสวนพากันมาขายน้ำยางตั้งแต่เช้า

ด้าน นายกิติศักดิ์ วิโรจน์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี นายสมปราชญ์ วุฒิจันทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นายเด่นเดช เดชมณี เลขาธิการสมาคมชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เดินทางเข้ายื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ กับ นายพิชิต ตู้บรรเทิง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมอ่านแถลงการณ์

ขอเสนอแนวทางเพิ่ม 4 ข้อ ดังนี้ รัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางการมุ่งเน้นการรับซื้อเฉพาะยางแผ่นมาเป็นเศษยาง (ขี้ยาง) และน้ำยางพาราแทน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือชาวสวนยางรายย่อย รัฐบาลควรกำหนดราคารับซื้อยางแผ่นดิบกิโลกรัมละ 60 บาท เพราะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลกับราคาต้นทุนเฉลี่ยตั้งแต่เริ่มปลูก ซึ่งอยู่ที่ 64.21 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ รัฐบาลควรปรับขึ้นราคาน้ำยางและเศษยางตามระดับราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดราคาน้ำยางอยู่ที่ 55 บาท และราคาเศษยางอยู่ที่ 30-32 บาท รัฐบาลควรเพิ่มหน่วยงานรับซื้อยางพาราที่กระจายไปยังอำเภอต่างๆ โดยไม่ระบุเฉพาะตลาดกลางเพียงแห่งเดียว เพื่อสร้างช่องทางให้กับเกษตรกรรายย่อย และเกิดความโปร่งใสในกระบวนการรับซื้อ นอกจากนี้ ควรระบุระยะเวลาในการได้รับเงินไม่ให้เกิน 7 วัน หลังจากการรับซื้อ

ขณะที่ จ.นครพนม บรรยากาศความเคลื่อนไหวของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคอีสาน ยังมีการเคลื่อนไหวจับตาแนวทางการช่วยเหลือของรัฐบาล นายวิชิต สมรฤทธิ์ อายุ 56 ปี ประธานเครือข่ายยางพาราภาคอีสาน และเกษตรกรสวนยางพารา ชาว อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานรวม 4 จังหวัด คือ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.สกลนคร และ จ.กาฬสินธุ์ มากกว่า 200,000 ราย รวมถึงพื้นที่ จ.นครพนม มีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด รวมกว่า 300,000 ไร่ เปิดกรีดแล้วกว่า 200,000 ไร่

จากข้อมูลพบว่า ทุกเดือนจะมีเงินหมุนเวียนสะพัดจากการขายยางพาราเกือบ 100 ล้านบาท แต่หลังราคายางตกต่ำ รายได้ลดลงกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงเกษตรกรเท่านั้นที่เดือดร้อน ยังมีปัญหาต่อภาคเศรษฐกิจการค้า โดยเฉพาะร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์การเกษตรด้วย รวมไปถึงยังมีปัญหาหนี้ค้างชำระ ซึ่งแกนนำเกษตรกรสวนยางนครพนม และเครือข่ายภาคอีสาน ยืนยันว่า มติการช่วยเหลือของรัฐบาลยังไม่เป็นที่พอใจ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนในเรื่องกำหนดราคารับซื้อยางพารา และกังวลว่าจะมีความล่าช้า

ทั้งนี้ หากเข้าสู่ฤดูปิดการกรีดยางพารา ประโยชน์จะตกไปอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง หรือกลุ่มคนที่มีสต๊อกยาง แต่ไม่ได้กับเกษตรกรโดยตรง และต้องการให้มีการช่วยเหลือที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรชาวสวนยางอีสานหรือภาคใต้ วอนรัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไข แต่หากล่าช้า เครือข่ายสวนยางภาคอีสาน พร้อมที่จะมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง อีกทั้งไม่ต้องการเงินชดเชย แต่ต้องการแก้ไขเรื่องราคายางแบบถาวร และขอให้กำลังใจรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกร.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    53.9%
  • ไม่ชอบ
    16.8%
  • สนุก
    0.6%
  • ประหลาดใจ
    0.6%
  • เสียใจ
    1.8%
  • ให้กำลังใจ
    26.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement