เปิดกรุสยามประเทศ ค้น 'พระลิขิต' อดีตสังฆราช - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เปิดกรุสยามประเทศ ค้น 'พระลิขิต' อดีตสังฆราช

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 05:30
17,825 ครั้ง


ในตอนที่แล้ว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เจาะลึกถึง "พระลิขิต" เกี่ยวกับกรณีแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 'พระลิขิต'ปุจฉาร้อน โยงตั้งพระสังฆราช? มาถึงตอนนี้ ทีมข่าวฯ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นักวิชาการด้านเทววิทยา ที่ศึกษาเกี่ยว "พระลิขิต" ของอดีตพระสังฆราช และเรื่องราวของ มหานิกาย และ ธรรมยุติกนิกาย ถึงความแตกต่าง รวมไปถึงความไม่ลงรอยกันของ 2 นิกายนี้ ว่ามีจริงหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบ

ไม่พบ "พระลิขิต" อดีตสมเด็จพระสังฆราชพระองค์อื่น แต่ทิ้งปณิธานไว้

นอกจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงมี "พระลิขิต" แล้ว สมเด็จพระสังฆราชพระองค์อื่น เคยมีพระลิขิตหรือไม่ ในเรื่องนี้ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านเทววิทยา ให้ความรู้กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า เท่าที่ศึกษาไม่พบ "พระลิขิต" ของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์อื่น แต่จะมีในลักษณะการสั่งสอนหรือฝากฝังเช่น ในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ทำการเทศนาสั่งสอน กรณีพระผู้ใหญ่ไม่ดูแลพระลูกวัด หรือ เจ้าคณะจังหวัดถูกบัตรสนเท่ห์ ซึ่งท่านอาจจะมีคำวินิจฉัยออกไปด้วยวาจา โดยไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนที่เป็นลายลักษณ์อักษรส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้อง ปาราชิก นั้น ท่านจะมอบหมายให้พระผู้ใหญ่ที่ดูแล เช่น เจ้าอาวาส ในวัดนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งตอนนั้น ยังไม่มี

"ในฐานะสมเด็จพระสังฆราช ท่านจะไม่ลงโทษใครง่ายๆ ถ้าไม่ผิดจริง เพราะเป็นสังฆราชาธิบดี การใช้อำนาจโดยไม่ไต่สวนให้ถูกต้อง"

อีกองค์ คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ในสมัย รัชกาลที่ 5 เช่นกัน ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้มีพระลิขิตแต่อย่างใด แต่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงความลำบากใจในฐานะผู้ปกครองระหว่าง 2 นิกาย เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างหมู่คณะสงฆ์ แต่ก็ได้ดำเนินการจัดการไปตามลำดับชั้น โดยไม่ได้ใช้อำนาจของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว ไม่ถือเป็นพระลิขิต แต่ถือเป็นปณิธานของสมเด็จพระสังฆราช เพราะสมเด็จพระสังฆราช จะไม่ยุ่งกับทางโลก จะดำเนินการปกครองในคณะสงฆ์

"สมณะทั้งสองรูปเคยพูดเหมือนกันว่า เป็นพระผู้ใหญ่แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกพระลูกวัดตำหนิไม่ได้ การตำหนิสามารถทำได้ หากทำให้พระพุทธศาสนายั่งยืน ฉะนั้น พระผู้ใหญ่ก็ต้องฟังพระลูกวัดได้ เนื่องจากพระก็คือมนุษย์เหมือนกัน ในขณะที่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถท้วงติงได้ ไม่ใช่เรื่องบาปแต่อย่างใด เนื่องจากพุทธศาสนิกชนก็เป็นหนึ่งในพุทธบริษัทสี่ ต้องทำหน้าที่ในฐานะพุทธมามกะที่ต้องช่วยทำนุบำรุงศาสนา"

พระราชาคณะต้องอธิกรณ์ปาราชิก

อย่างไรก็ดี นายเทพมนตรี ได้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถึง กรณี พระราชาคณะต้องอธิกรณ์ปาราชิก (ถูกจับติดคุก) นั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ในเดือน 12 ปีชวดอัฐศกนั้น มีโจทก์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุรูป 1 พระญาณสมโพธิ์ (เค็ม) วัดนาคกลาง รูป 1 พระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุ กรุงเก่า 1 รูป ทั้ง 3 รูป นี้ประพฤติผิดพระวินัยบัญญัติข้อสำคัญ ต้องเมถุนปาราชิกมาช้านาน จนถึงมีบุตรหลายคน โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรณเรศ กับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึงมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้ ณ คุก (โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ คัดจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์)

เรื่องฉาว ก่อนตั้งสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ ปี 2362

ส่วนอีกข้อมูลหนึ่ง เกี่ยวข้องกับ การตั้งสมเด็จพระสังฆราช นั้น คัดย่อจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 เมื่อปีเถาะเอกศก พ.ศ. 2362 ณ วันอังคาร เดือน 10 แรม 7 ค่ำ เวลา 7 ทุ่ม สมเด็จพระสังฆราช(มี) สิ้นพระชนม์ ถึงเดือน 1 โปรดให้ทำเมรุผ้าขาวที่ท้องสนามหลวง แล้วชักพระศพสมเด็จพระสังฆราช เข้าสู่เมรุ มีการสมโภช 3 วัน 3 คืน พระราชทานเพลิงเมื่อวันอาทิตย์เดือน 1 ขึ้น 11 ค่ำ แล ตำแหน่งที่สมเด็จพระสังฆราชนั้น เดิมทรงพระราชดำริ จะตั้งสมเด็จพระวันรัตน์(อาจ) วัดสระเกศ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ถึงได้แห่มา สถิต ณ วัดมหาธาตุ เมื่อ ณ เดือน 4 ปีเถาะ เอกศก นั้น แล้ว

แต่เมื่อปีมะโรง โทศกข้างต้นปี เกิดอหิวาตกโรคมาก ยังไม่ทันจะได้ทรงตั้งสมเด็จพระวันรัตน์ (อาจ) เป็นสมเด็จพระสังฆราช ถึงเดือน 11 มีโจทก์ฟ้องกล่าวหาอธิกรณ์สมเด็จพระวันรัตน์ (อาจ) ว่าชอบหยอกเอิน ศิษย์หนุ่มด้วยกิริยาไม่สมควรแก่สมณะ ชำระได้ความเป็นสัตย์อธิกรณ์ ไม่ถึงเป็นปาราชิก จึงเป็นแต่ให้ถอดเสียจากตำแหน่งพระราชาคณะ และเนรเทศไปจากพระอารามหลวง ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช นั้น มีพระราชดำริว่า สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) วัดราชสิทธ เป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ แล ได้เป็นพระอาจารย์ ที่เคารพในพระราชวงศ์ จึงโปรดให้แห่สมเด็จพระญาณสังวร(สุก) มาสถิต ณ วัดมหาธาตุ เมื่อ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 12 ขึ้น 4 ค่ำ ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือน 1 ขึ้น 2 ค่ำปีมะโรง โทศก พ.ศ. 2362 จึงทรงตั้งสมเด็จพระญาณสังวร(สุก) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

เทพมนตรี ลิมปพยอม
เปิดปฐมบท ความต่าง "มหานิกาย" กับ "ธรรมยุติกนิกาย" ...

เมื่อถึงตรงนี้ ทีมข่าวฯ ได้สอบถามถึงความแตกต่างระหว่าง 2 นิกายในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทววิทยา กล่าวว่า ธรรมยุติกนิกาย เริ่มต้นจาก รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เนื่องจากมองเห็นปัญหา มหานิกาย เริ่มหย่อนยาน ท่านก็เลยตั้งนิกาย "ธรรมยุติกนิกาย" เพื่อดำรงความเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ในอดีตที่พระองค์ท่านตีความ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว "ธรรมยุติกนิกาย" จึงตั้งขึ้นมา โดยมีวัดบวรนิเวศวรวิหาร เป็นศูนย์กลาง โดยมี วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำ รัชกาลที่ 4 ส่วน วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 ซึ่งก็เป็นธรรมยุต เช่นเดียวกัน

ความแตกต่างระหว่าง 2 นิกาย คือ ธรรมยุต มีวัตรปฏิบัติเข้มข้นกว่า เช่น จะไม่รับเงินทอง ไม่รับอามิสสินจ้าง มีวัตรปฏิบัติฉันมื้อเดียว ไม่ใส่รองเท้า โดยยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ไม่มีเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ การบิณฑบาต ก็จะบิณฑบาตเฉพาะที่ฉันเพราะเป็นบัญญัติของ รัชกาลที่ 4

ความขัดแย้งระหว่าง 2 นิกาย มีจริงหรือ?

นายเทพมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ศึกษามาพบว่ามีเหมือนกัน แต่ตนไม่รู้รายละเอียดมากนัก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้คิดว่า สมัยนี้มีมากกว่า เนื่องจากหากให้วิเคราะห์เห็นว่า ในอดีตพระสงฆ์จะมีศีลธรรมมากกว่าพระในปัจจุบัน ในอดีตเวลามีปัญหาก็จะแก้โดยพระสังฆราช ซึ่งไม่ว่าพระจากนิกายใดขึ้นเป็นพระสังฆราช ท่านก็ทรงมีความยุติธรรม ท่านจะไม่เทคแอ็กชั่นด้านใดด้านหนึ่ง

ส่วนที่ผ่านมา มีธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่ ว่าการขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ต้องสลับหมุนเวียนกันระหว่าง 2 นิกาย นายเทพมนตรี กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า เป็นเรื่องคิดเอาเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง การที่จะขึ้นเป็นพระสังฆราช นั้น ต้องดูที่ความเหมาะสม แต่หลักคณิตศาสตร์ทั่วไป ประเทศไทยมีแค่ 2 นิกาย หากจะให้เป็นธรรมต้องสลับกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะ 2 ครั้งที่ผ่านมาพระสังฆราช มาจากสายธรรมยุต

-------------------

สำหรับท่านใด มีเรื่องราวดี ๆ อยากนำเสนอ หรือ เรื่องร้องทุกข์ ร้องเรียน อยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง สามารถส่งเรื่องมาที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ ที่อีเมล์ reporter.thairath@gmail.com

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    83.1%
  • ไม่ชอบ
    11.0%
  • สนุก
    1.2%
  • ประหลาดใจ
    1.2%
  • เสียใจ
    1.7%
  • ให้กำลังใจ
    1.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement