วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระเทพฯ ห่วงภัยแล้ง ทรงแนะปรับตัว เพาะปลูกตามสภาพอากาศ

สมเด็จพระเทพฯ ห่วงภัยแล้ง ทรงแนะปรับตัว เปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกตามสภาพอากาศ เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ มั่นใจ 543 หมู่บ้านทั่วประเทศน้อมนำ แนวพระราชดำริจัดการน้ำชุมชนผ่าน “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ” รับมือได้ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม

น้ำพระทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงปัญหาภัยธรรมชาตินั้น เมื่อวันที่ 12 ม.ค. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี พ.ศ.2559 ของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมูลนิธิชัยพัฒนา โดยมีนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯและผู้เกี่ยวข้องเฝ้ารับเสด็จ โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้นำผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และผู้สนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ จำนวน 56 คน เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเข็มที่ระลึกของมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ จากนั้นทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี พ.ศ.2559 ของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ทรงมีรับสั่งตอนหนึ่งว่า ปี 2559 มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯจะร่วมกับ 60 ชุมชนแกนนำในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ สร้างตัวอย่างการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริแบบพึ่งตนเองโดยใช้ข้อมูล สมดุลน้ำ บริหารจัดการน้ำปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน สร้างความมั่นคงด้านน้ำ ด้านผลผลิต อาหารและชีวิตความเป็นอยู่ นอกจากนี้ จะร่วมกับหน่วยงานหลายภาคส่วน เน้นการ “เทิด ด้วย ทำ” เรียนรู้สู่การลงมือทำตามแนวพระราชดำริ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริไปร่วมกันฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมรวมถึงสร้างเยาวชน “เทิด ด้วย ทำ” รุ่นต่อไป ให้ได้เรียนรู้แนวพระราชดำริและลงมือทำเพื่อรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขอเชิญประชาชนและจิตอาสาที่พร้อม “เทิด ด้วย ทำ” มาร่วมเริ่มต้นลงมือทำด้วยกัน ในวันที่ 14 ก.พ. ณ บริเวณสนามเสือป่าในงาน “อย่าให้รักพ่อ เป็นแค่ความคิดมาร่วมลงมือทำกับเรา เทิด ด้วย ทำ”

ด้านนายรอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าวว่า มูลนิธิฯได้น้อมนำแนวพระราชดำริ ในการบริหารจัดการทรัพยากรนํ้าเผยแพร่ และสนับสนุนให้ชุมชนสามารถดำเนินงานพัฒนาแหล่งน้ำแบบพึ่งตนเอง น้อมนำหลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ไปเผยแพร่ให้แต่ละชุมชนเข้าใจถึงหลักการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ เน้นการพัฒนาจากล่างขึ้นมาข้างบน จากชุมชนเล็กๆขยายสู่ระดับตำบลและอำเภอ โดยถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ ความสำเร็จของชุมชนต่างๆ ผ่านพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อขยายผลความสำเร็จออกสู่สาธารณะและจะร่วมกับ 60 ชุมชนแกนนำ ในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ ขยายผลสู่ 543 หมู่บ้าน สามารถบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ประมาณ 364,600 ครัวเรือน พื้นที่เกษตร 1.60 ล้านไร่ มีปริมาณน้ำสำรองเพิ่มขึ้นสำหรับใช้ยามฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง รวม 54.16 ล้านลูกบาศก์เมตร จากภัยแล้งปี 2557 ถึง 2558 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ 24 ชุมชนแกนนำที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ยังคงมีน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตร สร้างรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรกว่า 1,300 ล้านบาทในปี 2559

“มั่นใจว่า ทั้ง 543 หมู่บ้าน มีระบบบริหารจัดการน้ำที่เราเข้าไปทำงานด้วยมานั้น จะรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2559 และในอนาคตข้างหน้าได้โดยไม่เดือดร้อนมากนัก เพราะมีระบบการจัดการพื้นที่ที่ดี ไม่เพียงแต่รับมือเรื่องภัยแล้งได้เท่านั้น แต่จะสามารถรับมือกับความผันแปรของฤดูกาลได้อย่างดี หลักการที่ดำเนินการก็คือ การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริแบบพึ่งตนเอง โดยใช้ข้อมูลสมดุลน้ำบริหารจัดการน้ำ ปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายรอยลกล่าว