ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 17.85% อยู่ในกรอบซบเซา - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลง 17.85% อยู่ในกรอบซบเซา

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ม.ค. 2559 20:04
682 ครั้ง


สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเผย ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลง 17.85% จากเดือนที่ผ่านมา อยู่ในกรอบซบเซา ระบุสถานการณ์ตปท. ส่งผลสูงสุดต่อตลาดหุ้น ที่ยังคงผันผวน ทำกำไรยาก แนะลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ชี้เงินปันผลสูง...

วันที่ 11 ม.ค.59 นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึง ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนใน 3 เดือนข้างหน้า (มี.ค.59) อยู่ที่ 73.46 ซึ่งถือว่าอยู่ในกรอบซบเซา (Bearish) และปรับตัวลดลง 17.85% จากเดือนที่ผ่านมาที่ 89.42 โดยดัชนีรายกลุ่มนักลงทุนปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลุ่มสถาบันต่างประเทศปรับตัวลดลงมาก ที่สุดอยู่ที่ 33.33 หรือลดลง 57.15% แตะระดับซบเซาอย่างมาก (Extremely Bearish) และถือว่าเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่มีการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ตั้งแต่เดือนต.ค. 2557 โดยหมวดอุตสาหกรรมที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดการแพทย์ (Health) ขณะที่หมวดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด คือ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนส่วนใหญ่ เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจเป็นปัจจัยบวกที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด ส่วนปัจจัยลบนั้นนักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าเป็นสถานการณ์ต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่น คือ ภาวะเศรษฐกิจโลกหรือการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในรอบถัดไป ปัญหาการเมือง และสงครามระหว่างประเทศที่ยังคงยืดเยื้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การไหลออกของกระแสเงินทุน รวมถึงยังมีปัจจัยในประเทศที่มีผลต่อทิศทางตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนและการลงทุนของภาครัฐที่จะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวได้ช้าและสถานการณ์ภัยแล้ง เป็นต้น

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนมีโอกาสปรับตัวลดลงมากกว่าการสำรวจในครั้งนี้ เนื่องจากยังมีปัจจัยลบต่างประเทศและในประเทศคอยกดดัน โดยปัจจัยในประเทศเป็นเรื่องราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เช่น ข้าว ยางพารา สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งภาครัฐจะต้องมีการดูแลเรื่องนี้ให้เหมาะสม รวมถึงสถานการณ์การเมืองไทย

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ มองว่าตลาดหุ้นมีความผันผวน การทำกำไรได้ยากขึ้น แต่หากเป็นนักลงทุนระยะยาวถือว่าเป็นโอกาสทยอยสะสม เพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยการลงทุนช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพราะจะมีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึงระดับ 7%

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    48.6%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    2.9%
  • ประหลาดใจ
    22.9%
  • เสียใจ
    20.0%
  • ให้กำลังใจ
    5.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement