ไม่ให้พวกสุดโต่งร่วมถกปรองดอง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ไม่ให้พวกสุดโต่งร่วมถกปรองดอง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ม.ค. 2559 06:01
2,574 ครั้ง


สนช.ทหารลั่น‘ปู’เยือนอีสานไหว้พระทำบุญ

“มีชัย” รับยังคิดกลไกไม่ออกจับอดีตมาปรองดอง สนช.สายทหารกร้าวไม่ดึงพวกสุดโต่งร่วมวง เมิน พท.เรียกร้องความเท่าเทียม “วันชัย” ลั่นใครขวางถือเป็นตัวปัญหาแผ่นดิน “สมพงษ์” ซัดรัฐบาลทำกล้าๆกลัวๆ เพื่อไทยเตือนอย่าตั้งความหวังสูงลิบ จวกคนมีอำนาจปากปรองดองแต่พฤติกรรมไล่ล่า “เต้น” ไม่เชื่อจะทำได้จริงในเรือแป๊ะ เหน็บซื้อเวลาวนเวียนอยู่ในเขาวงกต ปชป.ค้านตั้งชุดใหม่ขอต่อยอดจากชุดเก่า คตร.ย้ำปม สสส.ผลประโยชน์ทับซ้อน รับ สธ.กำลังแก้ระเบียบอยู่ “ไก่อู” บอกสังคมกังขาต้องหยุดไว้ก่อน “หมอวิชัย” เผย 7 ผู้ทรงฯที่ถูกปลด นัดหารือเอาไงต่อ ภาคีเครือข่ายฯจ้องเขม็งงบฯสนับสนุน-สรรหาบอร์ดใหม่ “ยิ่งลักษณ์” จัดคิวเดินสายร้อยเอ็ด พ่อเมืองฯยังผวาสั่งห้ามแจกปฏิทิน

หลังจากคนในเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ต่างออกมาขานรับนโยบายเร่งสร้างความปรองดองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ฝั่งพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตั้งข้อสงสัยว่า จะทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

“มีชัย” ยังงงจับอดีตมาปรองดอง

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. พร้อมคณะ ออกเดินทางจากรัฐสภาไปยังโรงแรมอิมพีเรียล เลควิว อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เพื่อเก็บตัวพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา ระหว่างวันที่ 10 - 17 ม.ค. โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเรื่องไหนแขวนไว้ แต่เรื่องจำนวนมาตรายังไม่ชัดเจน ซึ่ง กรธ.จะพิจารณากันอีกเรื่องถ้อยคำและความสมบูรณ์ โดยเปิดให้สื่อเข้าฟังด้วย เมื่อถามว่าจะบัญญัติกลไกสร้างความปรองดองไว้ด้วยหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า จะบัญญัติกระบวนการสร้างความปรองดองสำหรับอนาคตไว้ แต่กลไกปรองดองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตยังคิดไม่ออกว่าจะบัญญัติอย่างไร หากรัฐบาลตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล

สนช.กร้าวไม่ดึงพวกสุดโต่งร่วมวง

พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขว่า ญัตติดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 11 ม.ค. มีรายชื่อ สนช. พร้อมตัวแทนทุกภาคส่วนที่ได้ทาบทามไว้ เสนอต่อที่ประชุมวิป สนช. ก่อนบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม สนช.ในสัปดาห์หน้า โดยเชิญผู้ขัดแย้งและคนที่มีความคิดเห็นเป็นกลางเข้าร่วมเป็น กมธ. ตามแนวทางสันติวิธี ใครที่มีความคิดเห็นสุดโต่งใช้ความรุนแรงจะไม่เชิญเข้าร่วม ส่วนพรรคเพื่อไทยระบุว่า ความปรองดองจะไม่เกิดขึ้น หากยังไม่แก้ไขความไม่เท่าเทียมกันของกระบวนการยุติธรรมนั้น ขณะนี้ก้าวข้ามคำว่าปรองดองไปแล้ว เราใช้คำว่าเสริมสร้างสันติสุข เพื่อให้คนเห็นแตกต่างอยู่ในสังคมโดยไม่มีความขัดแย้ง ส่วนกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องกฎหมาย ต่อให้ออกกฎหมายหรือใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 จะเกิดความปรองดองได้หรือไม่

ชี้เป็นเรื่องท้าทายดีกว่าไม่ทำอะไร

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยระบุว่า ไม่เชื่อมั่นว่า กมธ.จะมีอำนาจดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้ พล.อ.อกนิษฐ์ตอบว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองแล้ว ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ขับเคลื่อนไม่ได้ สันติสุขจะสำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ประชาชนให้ความร่วมมือหรือมีส่วนร่วม ถือเป็นเรื่องท้าทาย แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไร ปล่อยให้สังคมขัดแย้งไปเรื่อยๆ

ใครขวางถือเป็นตัวปัญหาแผ่นดิน

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กมธ.เห็นพ้องกันว่าเรื่องปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ ที่รัฐบาลต้องแก้ไขให้สำเร็จ ถ้าคนในชาติไม่ปรองดองทุกอย่างจะล้มเหลวหมด เชื่อว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่มีทางทำเรื่องปรองดองได้ จึงต้องทำในรัฐบาลนี้ ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ให้ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จถือเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่งของการปฏิวัติ การที่ สนช.จะตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข มาหาแนวทางสร้างความปรองดองในสังคม เป็นเรื่องดีที่ทุกองค์กรควรร่วมมือกัน ใครจะออกมากล่าวหาอย่างไรอย่าไปสนใจ หรือให้ความสำคัญกับคนที่จมปลักอยู่กับความขัดแย้ง ขอสนับสนุนแนวทางของ สนช. กมธ.สนับสนุนและพร้อมร่วมมือเต็มที่ ใครขวางไม่ร่วมมือถือว่าเป็นตัวปัญหาของแผ่นดิน และเป็นตัวสร้างความแตกแยก

สปท.ซัดรัฐบาลอย่าทำกล้าๆกลัวๆ

นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิก สปท. กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเรื่องการสร้างความปรองดอง ถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่แม่น้ำ 5 สายให้ความสำคัญ แต่ดูเหมือนรัฐบาลยังสับสน กล้าๆกลัวๆอยู่ ใจหนึ่งอยากสร้างความปรองดอง อีกใจก็กลัวความไม่สงบเกิดขึ้น ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะเอาใจใส่เรื่องนี้ หากรัฐบาลจะทำก็ทำได้แล้ว เพราะที่ผ่านมา สปท.เสนอแนวทางเบื้องต้นในการสร้างความปรองดองของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานไปแล้ว จากนี้เหลือแค่ความตั้งใจของรัฐบาลเท่านั้น อย่างไร ก็ตาม แม้ สปท.จะเสนอแนวทางไปเบื้องต้น แต่ ยังต้องทำเรื่องนี้ต่อ เพราะอาจมีประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องเสนอรัฐบาล

พท.เตือนอย่าตั้งความหวังสูงลิบ

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง กรณี สนช. เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยเชิญคู่ขัดแย้งทุกกลุ่มทุกพรรคการเมืองเข้าร่วม ว่า ถ้ามีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาก็ถือเป็นเจตนาดีของสนช. แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วม กมธ.ชุดดังกล่าว ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นหน้าตา กมธ.และรูปแบบ กมธ.ชุดนี้ การสร้างความปรองดองมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาก ไม่ใช่ทำแค่ตั้ง กมธ.ขึ้นมาแล้วเชิญทุกฝ่ายมาคุยแล้วปัญหาทุกอย่างจะจบ กมธ.อย่าไปตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ที่ผ่านมาเคยตั้งคณะกรรมการมาศึกษาหลายรอบแล้ว แต่ไม่เคยดำเนินการเป็นรูปธรรม สิ่งสำคัญคือ ความจริงใจของผู้มีอำนาจ ต้องการสร้างความปรองดองจริงหรือไม่ พร้อมนำข้อเสนอของ กมธ.ไปปฏิบัติหรือไม่ ไม่ใช่ปากบอกว่าปรองดอง แต่พฤติกรรมกลับไล่ล่าอีกฝ่ายไม่สิ้นสุด

ต้องเซตซีโร่คดีการเมือง-เผาให้หมด

นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า นปช.ยังไม่ได้คุยกันว่าจะเข้าร่วม กมธ.ชุดดังกล่าวหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม คงมีค่าเท่ากัน เพราะไม่เชื่อว่าจะสร้างความปรองดองได้สำเร็จ ดูแล้วเป็นการสร้างภาพมากกว่า เคยศึกษามาหลายรอบแล้ว แต่ไม่เคยมีความจริงใจนำไปปฏิบัติ ส่วนตัวเห็นว่า หลักการปรองดองที่ต้องทำคือ การนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องทางการเมืองให้หมดทุกสี ทุกกลุ่ม ทั้งเรื่องการชุมนุมทางการเมือง การเผาสถานที่ต่างๆ ที่เป็นผลมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ต้องเซตซีโร่ให้หมด เพื่อให้เห็นถึงความจริงใจในการปรองดอง ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางสร้างความปรองดองได้

เหน็บซื้อเวลาปรองดองในเขาวงกต

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอของ สนช. ถือเป็นอีกครั้งที่สังคมสัมผัสถึงเส้นทางปรองดองในเขาวงกต พายเรือในอ่าง ซื้อเวลาเหมือนตอนที่ คสช.เข้ามาครั้งแรก ก็จุดประกายความหวังในการปรองดอง แต่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งเห็นว่าไม่มีผลสัมฤทธิ์ปรองดองจะเกิดขึ้นจริง นอกจากสัญญาณปรองดองจะดับสนิทแล้ว กลับมีคำถามมีการแปลงสัญญาณปรองดองเป็นปองร้าย ไล่ล่าบางฝ่ายหรือไม่ ทั้งที่การปรองดองเกิดขึ้นได้จากพื้นฐานสังคมที่เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน มีกติกาอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยตามหลักสากล ยึดหลักนิติธรรม ไม่ใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน ถ้าทำเช่นนี้ได้ก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ เปลืองเวลามาพายเรือในอ่าง วนเวียนอยู่ในเขาวงกต และถ้าปรองดองไม่ได้ ก็อย่ามาปองร้ายไล่ล่าบางฝ่าย

“เต้น” ไม่เชื่อปรองดองบนเรือแป๊ะ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ไม่ปฏิเสธแนวคิดเรื่องสร้างความปรองดอง ที่ผ่านมาเคยให้ความร่วมมือแสดงความเห็นในที่ประชุมมาแล้วหลายชุด แต่ความเป็นจริงคือ คณะกรรมการปรองดองมีสถานะเพียงเครื่องช่วยอธิบายของผู้มีอำนาจ การบอกว่าต้องเอาทุกฝ่ายที่เป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง เช่น นปช. กปปส. พรรคการเมืองต่างๆ มาคุยกัน ไม่ตรงกับสภาพปัญหา เพราะในทัศนะตน กลุ่มคนดังกล่าวไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผลของความขัดแย้งหลักระหว่างแนวคิดอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม หัวใจการปรองดองไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่การทำให้หลักการประชาธิปไตยเข้มแข็ง ให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กติกาสากล ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการปรองดองจึงไม่ใช่คำอธิบายว่าจะนำประเทศออกจากความขัดแย้งได้ ที่สำคัญคือไปถามแป๊ะให้ชัดว่าจะปรองดองจริงๆ หรือพูดไปพลางเล่นงานฝ่ายตรงข้ามไปพลางจนกว่าจะสิ้นซาก ไม่เชื่อว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นบนเรือแป๊ะ ที่ทุกคนมีหน้าที่ตามใจแป๊ะได้ ต้องทำตามหลักการประชาธิปไตยเท่านั้นวิกฤติจึงพบทางคลี่คลาย

ปชป.ค้านตั้งใหม่ขอต่อยอดชุดเก่า

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะกรรมการในลักษณะที่ สนช.จะตั้งขึ้นมา เคยมีมาแล้ว จึงต้องศึกษาว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร แม้จะเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องไม่ใช่ทำผิดให้เป็นถูก เพราะปัญหาจะไม่จบสิ้น ทางที่ดีควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการปรองดอง หากช่วยชาวบ้านตนสนับสนุน แต่ถ้าทำเพื่อแกนนำ หรือเพื่อบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายอาญา มีโทษร้ายแรง เช่น ก่อการร้าย กบฏ หรือผิดตามมาตรา 112 ก็ไม่ควร อาจทำให้บ้านเมืองกลับมาแตกแยกอีก ดังนั้นก่อนตั้งคณะกรรมการใดๆ ขอให้ลองไปดูผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ที่เคยได้ศึกษาไว้ น่าจะนำมาเป็นประโยชน์ ส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา ควรไปเอาของเก่ามาศึกษาต่อยอดจะดีกว่า

“คณิณ” วางสเปครัฐธรรมนูญ 10 ข้อ

นายคณิณ บุญสุวรรณ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญที่แท้ต้องมีลักษณะ 10 ประการ ดังนี้ 1.รับรอง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเสมอภาค 2.สะท้อนหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย 3.ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 4.จัดโครงสร้างอำนาจให้สมดุลกันระหว่างฝ่ายประจำ องค์กรที่มาจากการแต่งตั้งกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 5.ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยั่งยืน 6.ยึดหลักการปกครองภายใต้นิติรัฐ ที่ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย และกฎหมายต้องมีที่มาชอบด้วยหลักนิติธรรม 7.มีระบบศาล และกระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระ เที่ยงธรรม ปราศจากอคติ อิทธิพลใดๆ มาครอบงำ ไม่สองมาตรฐาน 8.มาจากกระบวนการจัดทำที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง 9.ใช้บังคับทั่วไปกับทุกคน ไม่มีแบ่งชนชั้น หรือเจาะจงใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือให้เกิดโทษแก่บุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 10.ไม่เป็นรัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ คือตัวบทรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างหนึ่ง แต่บท เฉพาะกาลบัญญัติไว้อีกอย่างหนึ่ง เหมือนเป็นรัฐธรรมนูญสองฉบับในเวลาเดียวกัน

คตร.ย้ำปม สสส.ประโยชน์ทับซ้อน

อีกเรื่อง พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวถึงกรณี นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตรองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) ปฏิเสธสาเหตุที่หัวหน้า คสช. ใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 ปลด 7 ผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. มาจากมีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เป็นความจริง ว่า ที่ นพ.วิชัยอ้างว่า พ.ร.บ.กองทุน สสส. เขียนไว้ชัดเจนให้กรรมการ สสส. เป็นกรรมการสมาคม มูลนิธิได้ ไม่ถือเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ยอมรับว่าจริง ไม่ผิดหลักการ แต่ผิดที่มูลนิธินั้นๆ ขอเงิน สสส. แล้ว สสส.อนุมัติเงินให้มูลนิธิ ซึ่งนั่นเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นการประพฤติมิชอบ ส่วนจะทุจริตหรือไม่ ยังไม่ได้ลงลึกถึงตรงนั้น ต้องไปดูว่าเงินที่ให้ไปนำไปใช้โปร่งใสหรือไม่

รับ สธ.กำลังพิจารณาแก้ระเบียบ

เมื่อถามว่ามีการระบุว่า การปลด 7 ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. เพื่อต้องการล้ม สสส.โดยร่วมมือกับบริษัทบุหรี่ พล.อ.ชาตอุดมตอบว่า ยืนยันรัฐบาลไม่ต้องการล้ม สสส. เพียงแต่นโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้ไปดูว่ามีการใช้เงินตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ที่ต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพดี เพื่อประหยัดงบประมาณรัฐบาล หรือการใช้เงินสำนักงานหลัก– ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพราะรัฐต้องดูแลอยู่แล้วเรื่องสาธารณสุขประชาชน เมื่อถามว่าการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องแก้ระเบียบห้ามกรรมการ สสส. ไปเป็นกรรมการในมูลนิธิ สมาคมหรือไม่ ประธาน คตร.ตอบว่า สสส.ได้เสนอแก้ไขตรงส่วนนี้ขึ้นมาเหมือนกัน กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการ จากนี้ไปการใช้เงิน สสส. นายกฯต้องการความโปร่งใส ประชาชนได้รับประโยชน์ที่แท้จริง

“ไก่อู” บอกสังคมกังขาก็ต้องหยุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อคตร. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหาสสส.ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น สิ่งที่ทำได้คือต้องให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน รอให้มีการตรวจสอบ กฎ กติกาตรงไหนที่ยังมีปัญหา เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วโครงการทั้งหลายเดินต่อไป กรรมการ สสส.ที่เหลือก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ไม่ใช่หมายความทั้ง 7 คนถูกคำสั่งมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว บอร์ด สสส.เดินต่อไม่ได้ ในมุมมองบางคนบอกว่าเสียดุล เรารับทราบปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทุจริต ตัวท่านอาจเป็นกรรมการ สสส. อาจเป็นกรรมการในสมาคม มูลนิธิอื่น แล้วเอาเงิน สสส.ไปทำ สังคมอาจตั้งข้อสงสัย ดังนั้น กฎ กติกาอะไรที่ทำให้เคลือบแคลงสงสัยกำลังแก้ไขอยู่ เพื่อให้สังคมสบายใจก่อน

7 ผู้ทรงฯที่ถูกปลดนัดหารือเอาไงต่อ

ขณะที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตรองประธานบอร์ด สสส. กล่าวว่า ทราบว่ามีการประสานงานเพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ทั้ง 7 คนที่ถูกปลด มาหารือกันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้เจอกัน ส่วนตัวไม่อยากคัดค้านคำสั่ง หรือขอความเป็นธรรมอะไร เพราะถ้าจะขอความเป็นธรรมต้องขอจากคนที่คิดว่ามีความเป็นธรรม ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ในการเรียกร้องอะไรตอนนี้ ส่วนการหารือของอดีตผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.จะออกมาอย่างไร ตนไม่ได้กระตือรือร้น ในเรื่องนี้

ภาคีเครือข่ายรอประเมินสถานการณ์

นายคำรณ ชูเดชา เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ 20 เครือข่าย ได้นัดหารือแกนนำกว่า 100 คน เกี่ยวกับทิศทางการบริหารงานของ สสส. ในอนาคต 4 ประเด็น คือ 1.การประเมินสถานการณ์ของภาคีเครือข่ายว่าได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง รวมถึงเรื่องมาตรการทางภาษีและงบประมาณสนับสนุน 2.การสรรหาบอร์ด สสส.ใหม่ ที่จะร่วมกำหนดท่าทีในการติดตามกระบวนการสรรหา พร้อมตรวจสอบรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาเป็นบอร์ดฯด้วย 3.การเสนอแนวทางปฏิรูป สสส. และ 4.การกำหนดแนวทางขับเคลื่อน สสส.ต่อนายกรัฐมนตรี

“สามารถ” จับตาคมนาคมอืดอาด

วันเดียวกัน นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ผลงานครบ 1 ปีของกระทรวงคมนาคม เข้าทำนองเร่งรัดแต่ล่าช้า ขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่มุ่งมั่นจะยกระดับการคมนาคมขนส่งไทยสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะระบบราง เพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซเรือนกระจก ติดตามและเร่งรัดมาต่อเนื่องผ่าน รมว.คมนาคม และ รมช.คมนาคม รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการรถไฟไทย-จีน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น รถไฟ ทางคู่ รถเมล์เอ็นจีวี และทางเลียบเจ้าพระยา แต่หลายโครงการผลการดำเนินงานล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะสาเหตุคือข้อมูลโครงการไม่เพียงพอ การประมูลโครงการมีปัญหา เกิดจากข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย เมื่อถูกท้วงติงต้องนำมาแก้ไข เสียเวลานาน หากทำตรงไปตรงมาก็เสร็จนานแล้ว

จี้นายกฯเร่งไขลานพร้อมโปร่งใส

นายสามารถกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาเงินลงทุน การเร่งก่อสร้างหลายโครงการในช่วงเดียวกัน จำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนให้เพียงพอ จนต้องนำรูปแบบการลงทุนเก่ามาพูดใหม่ คือการโน้มน้าวให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (PPP) บางโครงการถูกปล่อยเกียร์ว่าง เพราะบางหน่วยงานต้องทำงานหลายโครงการ ผู้รับผิดชอบจะทุ่มเทเวลากับโครงการที่เหมาะสมกว่า ทำให้โครงการที่เหลือล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ จึงขอให้นายกฯเร่งรัดกำชับให้เกิดโครงการเหล่านั้น มีความพร้อมโดยได้ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญต้องมีกระบวนการประมูลที่โปร่งใสด้วย

“วัฒนา” แรงแช่ง “เผด็จการจงพินาศ”

อีกด้าน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำร้องที่ขอให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. กรณีห้ามเดินทางออกนอกประเทศว่า ประกาศและคำสั่งที่ห้ามตนเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ที่เคยได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จึงขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และขัดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ ซึ่งเท่ากับสร้างความชอบธรรมให้การรัฐประหาร ว่ามีอำนาจกระทำใดๆก็ได้ ทำให้วงจรรัฐประหารเกิดขึ้นในสังคมไทยไม่มีสิ้นสุด ตนภาคภูมิใจ ในวีรกรรมของนายครอง จันดาวงศ์ นักโทษการเมืองผู้ไม่ก้มหัวให้เผด็จการ แม้วาระสุดท้ายของชีวิตยังเปล่งวาจาจากหลักประหารเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2504 ว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ก่อนสิ้นใจด้วยคมกระสุนตามคำสั่งของจอมเผด็จการ

เด็ก ปชป.บี้ “บิ๊กต๊อก” ลงแส้ดีเอสไอ

ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกสงสัยต่อการทำงานของดีเอสไอที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม อย่างมาก ในคดีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รับเงินค่าปากถุงในคดีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทกฤษดานคร 9,000 ล้านบาท แต่คดีไม่คืบหน้า และคดียิงวัดพระแก้ว ที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้น เปิดเผยว่า ใครเป็นผู้จ้างวานด้วยเงิน 5 แสนบาท มีการจับกุมผู้จ้างวานได้แล้ว แต่ปล่อยตัวและไม่ส่งฟ้องเป็นคดีพิเศษ ตนได้ข่าวว่ากลุ่ม นปช. ยื่นข้อเสนอกับ พล.อ.ไพบูลย์ ให้ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาทุกคดีกับนายทักษิณ และแกนนำกลุ่มเสื้อแดง เพื่อแลกกับการปรองดองจริงหรือไม่ ทั้งหมดนี้ประชาชนมีความสงสัยมากไม่รู้จะถามใคร จึงคิดว่า พล.อ.ไพบูลย์ควรไขข้อข้องใจเหล่านี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับคืนมา


“ยิ่งลักษณ์” จัดคิวเดินสายร้อยเอ็ด

ส่วนความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 13.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เดินทางถึงสนามบิน จ.ร้อยเอ็ด โดยมีชาวบ้านมารอต้อนรับจำนวนมาก จากนั้นได้เข้าสักการะบวงสรวงศาลหลักเมือง เจ้าพ่อมเหศักดิ์ และถ่ายภาพร่วมกับอดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีต ส.ส.ในจังหวัดภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย แล้วเดินทางต่อไปที่วัดบ้านเปลือย ต.รอบเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด เพื่อนมัสการพระราชพรหมจริยคุณ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนเข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญตามความเชื่อของชาวอีสาน ชมการฟ้อนรำอวยพรปีใหม่ การแสดงหมอลำกลอนอวยพร และช่วงเย็น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินชมตลาดสดทุ่งเจริญ ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด พบปะชาวบ้านก่อนร่วมงานแต่งงานบุตรชายของนายศักดา คงเพชร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย


พ่อเมืองฯยังผวาสั่งห้ามแจกปฏิทิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางการเดินสาย มีชาวบ้านหลายคนนำผ้าขาวม้ามาผูกเอว พร้อมถ่ายเซลฟี่กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยมีทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ ผวจ.ร้อยเอ็ด มีคำสั่งห้ามแจกปฏิทินที่มีภาพนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์

โพลชี้คนไม่เอาก๊วนสภาผัวเมีย

วันเดียวกัน นิด้าโพลเปิดผลสำรวจความเห็นเรื่อง “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการทับซ้อนของผลประโยชน์” พบว่า ร้อยละ 60.88 เห็นด้วยกับข้อห้ามไม่ให้คู่สมรส บุพการี หรือบุตรของผู้สมัคร ส.ว. หรือ ส.ส. ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือ ส.ส.ในคราวเดียวกัน และร้อยละ 59.20 เห็นด้วยกับข้อห้ามไม่ให้คู่สมรส บุพการี หรือบุตรของผู้สมัคร ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในคราวเดียวกัน ส่วนความเห็นต่อการห้าม ส.ส.ที่พ้นจากตำแหน่ง ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. หรือดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองอื่น ร้อยละ 32.40 ระบุควรมีการห้ามภายในเวลา 5 ปีหลังพ้นจากตำแหน่ง รองลงมาร้อยละ 31.28 ระบุไม่ควรมีการห้ามใดๆ ร้อยละ 24.32 ระบุควรมีการห้ามภายในเวลา 2 ปีหลังพ้นจากตำแหน่ง

ชอบให้ใช้ ม.44 แต่ต้องเป็นธรรม

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็นเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไร? กับการใช้มาตรา 44 กรณีแต่งตั้งโยกย้ายสั่งพักงานข้าราชการและนัก การเมืองท้องถิ่น” พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 80.23 ขอให้ใช้อำนาจอย่างถูกต้องยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รองลงมาระบุว่า ควรแก้ไขโดยเร็ว เป็นปัญหาใหญ่ที่มีมานาน ส่งผลกระทบต่อประเทศ ชาติและประชาชน และร้อยละ 53.01 เห็นว่าการใช้มาตรา 44 กรณีแต่งตั้งโยกย้าย สั่งพักงานข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ของบ้านเมืองได้บ้าง เพราะแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง คนดีๆที่ตั้งใจทำงานจะได้มีกำลังใจทำงานต่อไป ส่วนผลดีจากการใช้มาตรา 44 มองว่าทำให้คนเกรงกลัว ไม่กล้าทำผิด ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ งบประมาณถูกนำไปใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้บ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อย ควบคุมดูแลง่ายขึ้น สำหรับผลเสีย เห็นว่าอาจเกิดความขัดแย้ง การต่อต้านจากผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วย และยังถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการมากเกินไป ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นควรให้ใช้ต่อไป เพราะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    28.1%
  • ไม่ชอบ
    50.2%
  • สนุก
    0.3%
  • ประหลาดใจ
    12.1%
  • เสียใจ
    9.3%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement