1% ในโลก! มะเร็งลามเข้าหัวใจ 'เบลล่า ศิรินทิพย์’ ผู้ป่วยที่ไม่เคยยอมแพ้ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

1% ในโลก! มะเร็งลามเข้าหัวใจ 'เบลล่า ศิรินทิพย์’ ผู้ป่วยที่ไม่เคยยอมแพ้

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ม.ค. 2559 05:30
75,790 ครั้ง


มาร์เก็ตติ้งหญิงไทยร่างเล็ก วัย 29 ปี หน้าตาน่ารัก ยิ้มเก่ง บ้างาน เข้าสังคม ชอบท่องเที่ยว ปาร์ตี้ทุกวันศุกร์ ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดไปอยู่เมืองผู้ดีชั่วคราว เพื่อที่จะเรียนต่อปริญญาโท ชีวิตของเธอกำลังไปได้สวย ทั้งเรื่องเรียน ท่องเที่ยวแบ็กแพ็ก ทำงานร้านอาหาร ทุกอย่างแฮปปี้ แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ชีวิตเธอต้องพลิกผันอย่างหาที่สุดไม่ได้ จนแทบจะทำให้เธอเกือบหมดลมหายใจ เพราะโรคร้ายที่เรียกว่า ‘มะเร็ง’ ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป ร่วมสัมผัสเรื่องราวของ ‘เบลล่า’ หรือ น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ผู้หญิงตัวเล็กแต่หัวใจแกร่งไปพร้อมๆ กัน...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นัดเจอเบลล่าที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งแถวสามย่าน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้พบกัน เบลล่าส่งยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง ทีมข่าวฯรับรู้ได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา แฝงไปด้วยความน่ารักและความแข็งแกร่งภายใต้รอยยิ้มที่เป็นมิตรของเธอ ก่อนที่ทีมข่าวฯ เบลล่า และพ่อของเธอจะร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไปให้ทีมข่าวฯได้รับรู้

เบลล่า หรือ น.ส.ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์
ความหวัง กำลังใจ เต็มเปี่ยม
ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย ไข้ต่ำ เป็นลม สัญญาณบอกเหตุร้าย

เบลล่า เปลือยใจถ่ายทอดเรื่องราวอาการป่วยโรคมะเร็งของเธอว่า ตอนนั้นเธออายุ 26 ปี และกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ที่ประเทศอังกฤษได้ 9 เดือน เธอเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง พอตกกลางคืนมีเหงื่อออกเป็นไข้ต่ำๆ ประจำเดือนไม่มา และมีอาการเหนื่อยง่าย ซึ่งเธอคิดว่าเป็นอาการป่วยปกติ คล้ายกับคออักเสบ หรือเป็นไข้หวัด เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศอังกฤษค่อนข้างแย่มีฝนตก แดดออกอยู่บ่อยครั้ง เบลล่าจึงใช้วิธีการกินยาอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน ก็ยังไม่หายจากอาการป่วย

กระทั่งวันหนึ่ง ร่างกายเริ่มแสดงอาการขึ้นมา โดยระหว่างที่เรียนอยู่ที่อังกฤษเธอมีอาการเป็นลมอยู่บ่อยครั้ง เธอจึงตัดสินใจไปพบแพทย์ที่อังกฤษ ผลการตรวจพบว่าเป็นไอกรน แต่เบลล่ากลับไม่แน่ใจในผลการตรวจนั้น เพราะเธอได้ฉีดวัคซีนมาตั้งแต่เด็ก จึงตัดสินใจบินกลับมาหาหมอภูมิแพ้ที่เมืองไทย

มาร์เก็ตติ้งหญิงไทยร่างเล็ก วัย 29 ปี
สาวร่างเล็ก เจอก้อนเนื้อขนาด 9 ซม. เบียดอยู่ตรงหลอดลม

เมื่อเท้าเหยียบลงบนผืนแผ่นดินไทย เบลล่าได้ไปเอกซเรย์ปอดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า เจอก้อนเนื้อขนาด 9 ซม. เบียดอยู่ตรงหลอดลม ทำให้การทำงานของหลอดลมเหลือแค่ 20% ส่งผลให้เธอหายใจได้น้อยลงและเป็นลมง่ายขึ้น จากนั้น แพทย์จึงขอเอกซเรย์และสแกนร่างกายให้ทั่ว โดยเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจ

หลังจากนั้น แพทย์ได้แจ้งผลการตรวจเป็นครั้งแรกพร้อมหน้าพร้อมตากับเบลล่าและพ่อของเธอว่า ‘เธออาจจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ซึ่งตอนนั้นเบลล่า ยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกตกใจที่แพทย์บอก แต่ตกใจกับคำถามของพ่อที่ถามแพทย์กลับไปว่า ‘แล้วจะอยู่ได้นานเท่าไหร่’ เพราะสภาพเบลล่าในตอนนั้นถือได้ว่าแย่มาก อัตราการเต้นของหัวใจ 130 ครั้งต่อนาที เธอไม่สามารถนอนราบได้ หายใจเองไม่ได้ต้องใส่ท่อออกซิเจนช่วย ท้องเสียวันละหลายรอบ รวมทั้งยังมีอาการไอและไม่สามารถกินอะไรได้ ด้วยสภาพร่างกายเธอในตอนนั้น จึงไม่แปลกใจในคำตอบของแพทย์ที่บอกกับสองพ่อลูกว่า ‘อยู่ได้ 6 เดือน’

ชีวิตที่อยู่ได้อีก 6 เดือน ของสาววัย 29 ปี
กำลังใจจากคนที่รักส่งถึงหญิงแกร่ง
เหลือชีวิตอยู่ 6 เดือน ขอสอบ ป.โท ก่อนได้ไหม?

ทีมข่าวฯ ตั้งคำถามกับเบลล่าว่า หลังจากที่รู้ตัวว่าไทม์ไลน์ชีวิตอยู่ได้แค่ 6 เดือน สิ่งที่จะทำเป็นอันดับแรกคืออะไร? เบลล่า ตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า “ขอกลับไปสอบปริญญาโทก่อนได้ไหม (หัวเราะ)” เธอให้เหตุผลว่า เธอเหลือสอบเพียง 2 วิชา หรือ 4 ชั่วโมงเท่านั้น เธอก็จะสามารถคว้าใบปริญญาจากนอกมาให้พ่อได้ภูมิใจแล้ว แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับเธออย่างยิ่ง เพราะผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ตัวแดงๆ ปฏิเสธคำขอครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ พร้อมกับขอร้องให้เธอรักษาชีวิตก่อน

จากคำพูดของแพทย์ในวันนั้น สิ่งที่เบลล่าทำเป็นอันดับแรก คือ การเขียนจดหมายไปบอกอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยว่า เธอไม่สามารถกลับไปสอบได้ และขอร้องให้อาจารย์ช่วยส่งข้อสอบกลับมาสอบที่เมืองไทย แต่เนื่องจากตอนนั้นตามกฎหมายของอังกฤษไม่สามารถทำได้ต้องไปขึ้นศาลมหาวิทยาลัยเบลล่าต้องต่อสู้เรื่องการสอบ และต่อสู้เรื่องโรคร้ายไปพร้อมๆ กัน กระทั่งในท้ายที่สุด เธอทำสำเร็จจนได้ ทางมหาวิทยาลัยส่งข้อสอบมาให้ทำที่เมืองไทย และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของเธอ ทำให้เบลล่าสามารถคว้าใบปริญญาโทจากอังกฤษมาให้พ่อได้ภูมิใจจนได้

“ครั้งแรกที่รู้ว่าเหลือเวลาอยู่ได้ 6 เดือน สิ่งแรกที่คิด คือ จะต้องทำอะไรบ้างลิสต์ไว้เลย 1 2 3 4 แทบจะไม่มีเวลานั่งเสียใจ รู้สึกไม่กลัวตาย แต่กลัวว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำก่อนตาย เพราะในเมื่อหมอบอกไทม์ไลน์ชีวิตมาแบบนี้เราก็ต้องเคลียร์ทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้ทำ” หญิงตัวเล็ก หัวใจแกร่ง กล่าว

ชีวิตต้องมีความหวังเสมอ
ไม่มีเวลานั่งเสียใจ ต้องใช้เวลาเคลียร์ทุกอย่างในชีวิตให้เสร็จสิ้น
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองลามเข้าหัวใจ 1% ในโลก เรื่องใหม่นอกตำราแพทย์

เบลล่า ศิรินทิพย์ เล่าย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า เธอได้ทำคีโม 12 ครั้ง ก้อนเนื้อร้ายที่เบียดทับหลอดลมขนาด 9 ซม. เหลือ 6 ซม. จากนั้น แพทย์ให้ฉายแสงต่ออีก 18 ครั้ง ช่วงระหว่างที่ฉายแสงนั้น เบลล่าโชคไม่ดีติดเชื้อวัณโรคแทรกซ้อนขึ้นมา น้ำท่วมปอด ต้องหยุดฉายแสงไปพักหนึ่งเพื่อรักษาอาการวัณโรคก่อน และจึงกลับมาฉายแสงจนครบ เบลล่า คิดว่าร่างกายแข็งแรงแล้ว เธอจึงจัดกระเป๋าแบ็กแพ็กตามวิถีผู้หญิงขาลุยที่ประเทศลาว

แต่เธอคิดผิด! ...หลังจากกลับมาจากท่องเที่ยว เธอมีอาการเหนื่อยง่ายอีกครั้ง จนต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กปอด ผลการตรวจพบว่า ปอดใสสะอาด ไม่มีน้ำ ไม่มีฝ้า ไม่มีจุด แต่หัวใจกลับโตแทน โดยมีน้ำไปรองเยื่อหุ้มหัวใจ 3 ซม. และข้างในหัวใจห้องล่างขวามีก้อนเนื้อไปอุดอยู่ 5 ซม. แพทย์จึงให้เธอแอดมิทและผ่าตัดด่วนทันที เนื่องจากเกรงว่า หากก้อนเนื้อหลุดเข้ามาในปอดหรือหลุดไปอุดเส้นเลือด ร่างกายจะเกิดอาการช็อกทันที จากนั้น เบลล่าจึงเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์หลังจากตรวจพบ 2 วัน

“พอผ่าออกมาแล้วไปเทสผลชิ้นเนื้อ ปรากฏว่าเป็นก้อนมะเร็ง ทำให้ทีมแพทย์ทั้งหมดต่างตกใจมากที่มะเร็งเข้าไปในหัวใจได้อย่างไร เหมือนกับว่าตำราแพทย์ส่วนใหญ่ที่เรียนกันมา อวัยวะอย่างหัวใจจะขยับอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรจะมีเซลล์ที่เข้าไปเติบโตได้ไม่เหมือนกับตับ ปอด อวัยวะอื่นๆ และไม่ควรจะมีเซลล์เข้าไปแบ่งตัวในหัวใจได้ จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจของวงการแพทย์ขึ้น และทั่วโลกพบเพียง 1% เท่านั้น และอัตราการรอด จากผู้ป่วย 10 คน รอด 3 คน ทำให้เรางงไปหมดว่าจะต้องทำอย่างไรดี เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีอยู่ในตำราแพทย์” เบลล่า เล่าถึงอาการป่วยของตัวเอง

มีน้ำรองเยื่อหุ้มหัวใจ 3 ซม. ข้างในหัวใจห้องล่างขวามีก้อนเนื้อไปอุดอยู่ 5 ซม.
ผลชิ้นเนื้อที่หัวใจ พบเป็นก้อนมะเร็ง
เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ก้อนมะเร็งโผล่ขึ้นเป็นครั้งที่ 2

หลังจากที่ผ่าตัดก้อนเนื้อที่หัวใจออก และได้พักฟื้น 1 เดือน แพทย์ได้ส่องกล้องตรวจเช็กอีกครั้ง ปรากฏว่า มีก้อนเนื้อขึ้นมาอีกรอบขนาด 4 ซม. นอกจากนี้ ในปอดก็พบก้อนเนื้อขนาด 10 ซม. เบลล่า เล่าว่า “ตอนแรกฉายแสงเหมือนก้อนเนื้อจะยุบลงแต่กลับขยายใหญ่ขึ้น ทำให้ตอนนี้กลายเป็นว่าร่างกายเรามีก้อนเนื้ออยู่ทั่วร่างกายเต็มไปหมด และยิ่งทำให้อาการป่วยของเราแย่ลงกว่าตอนแรกมาก"

ขณะเดียวกัน เจ้ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมัจจุราชตัวร้าย ลามไปทั่วร่างกายเบลล่า รวมทั้งยังเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย ทั้งที่ในตอนแรกเธอเป็นมะเร็งระยะที่ 2 แต่เมื่อพบก้อนเนื้อที่หัวใจ อาการป่วยจึงทวีคูณเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย รวมทั้งเชื้อร้ายในตัวเธอดื้อยา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การรักษายากขึ้นไปอีกระดับ

เครื่องให้ยา 4 เครื่องที่ต้องใส่เข้าไปในร่างกาย 24 ชม.
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองลามไปทั่วร่างกายเบลล่า
หนทางเดียวที่จะมีชีวิตรอด ต้องหมดสิ้นลง

ทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช พยายามช่วยเหลือเบลล่าอย่างเต็มที่ ทั้งการค้นหาข้อมูลโรคในวารสารทางการแพทย์ รวมถึงข่าวสารใหม่ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง แต่ยังไม่พบข้อมูลหรือแนวทางการรักษา ส่วนอาจารย์แพทย์คนหนึ่ง ได้รักษาด้านนี้มาประมาณ 60 ปี และเคยเจอเคสมะเร็งที่หัวใจคล้ายกับเบลล่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ปรากฏว่า ผู้ป่วยคนนั้นก็เสียชีวิตลง ทำให้ในประเทศไทยยังไม่เคยเจอผู้ที่รอดชีวิตจากมะเร็งที่หัวใจเลยแม้แต่คนเดียว

ขณะที่ เบลล่าเองยังไม่ยอมแพ้ คิดว่าน่าจะมีคนที่รอดจากเคสนี้บ้าง เธอได้รวบรวมเอกสารแล็บทั้งหมดเพื่อติดต่อไปยังโรงเรียนแพทย์ 3 แห่งในสหรัฐอเมริกา และยุโรปอีก 7 แห่ง ว่าเคยเจอเคสลักษณะแบบเธอบ้างหรือไม่ ถ้าเคยเจอและจะไปรักษาที่นั่นจะมีแนวทางในการรักษาอย่างไร จะใช้ยาสูตรไหน รวมทั้งการประเมินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการรักษา จากการติดต่อไปหลายที่พบว่า แผนการรักษาในหลายประเทศไม่แตกต่างจากประเทศไทย เนื่องจาก มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นโรคเดียวที่สามารถรักษาให้หายได้ โดยการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วยสเต็มเซลล์ของตัวผู้ป่วยเอง วิธีดังกล่าวนี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่แพทย์ทั่วโลกบอกว่ามีโอกาสที่จะหาย

กำลังใจที่ดีที่สุด ทำให้เธอสู้กับโรคร้าย
สเต็มเซลล์ของตัวเอง ญาติพี่น้อง คนอื่นๆ ไม่สามารถช่วยเธอได้

เบลล่า ได้เลือกรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โดยครั้งแรก เธอเก็บสเต็มเซลล์ของตัวเอง แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะติดเชื้อที่ลำไส้ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ครั้งที่ 2 ฉีดยาเพื่อบูทให้สเต็มเซลล์ออกมา แต่ก็ยังไม่พอเช่นกัน ครั้งที่ 3 เธอฟิตร่างกายอย่างเต็มที่ เก็บสเต็มเซลล์อีกครั้ง แต่ทำได้ไม่ถึงเป้าหมาย ครั้งที่ 4 หาสเต็มเซลล์จากญาติ แต่ไม่มีใครสักคนเดียวที่มีเนื้อเยื่อที่ตรงกัน ครั้งที่ 5 หาจากผู้บริจาคในสภากาชาดไทย ซึ่งอัตราการแมตช์ตรงกัน คือ 1 ต่อ 50,000 แต่กาชาดไทยมีผู้บริจาคเพียง 100,000 คนเท่านั้น แต่ก็ยังไม่ตรงกัน และครั้งที่ 6 หนทางสุดท้ายที่ไต้หวัน ซึ่งเป็นศูนย์การเก็บสเต็มเซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และมีโครโมโซมใกล้เคียงกับคนไทย แต่ก็ยังไม่ตรงอีกเช่นเคย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เบลล่า ได้ส่งข้อมูลไปให้กับแพทย์ที่เยอรมนี ซึ่งเป็นศูนย์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ตรงกับชนิดของเธอ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma) โดยอัตราผู้ป่วยที่เป็นชนิดนี้ 10% น้อยกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma) ซึ่งมีมากถึง 90% ทำให้แพทย์จากเยอรมนี ตอบกลับเธอด้วยประโยคเพียงสั้นๆว่า “I Pray for you” ส่วนแพทย์ที่อเมริกา เคยเจอเคสแบบเดียวกันแต่ผู้ป่วยรายนั้นเสียชีวิตลง ครอบครัวและแพทย์เริ่มรู้ว่า แผนการรักษาหนทางเดียวที่จะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อได้ต้องเป็นอันมลายหายไปในทันที

คุณพ่อของเบลล่า ผู้อยู่เคียงข้างลูกสาวมาโดยตลอด
"เราทำให้ป๊ายิ้มได้"
สูตรยาพิเศษโดยแพทย์ศิริราช อุ้มหญิงสาวขึ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช

ในเมื่อหมดหนทางรักษา พ่อของเบลล่า ได้ร่วมปรึกษากับทีมแพทย์ โดยขอให้แพทย์ได้ทำการรักษาอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะโดยวิธีใดและจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เพราะลูกสาวของเขามีชีวิตเกิน 6 เดือนแล้ว และช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอจึงเหมือนเป็นกำไร จากนั้น ทีมแพทย์จึงร่วมกันคิดค้นสูตรยาใหม่ที่ไม่มีบนโลกใบนี้ โดยเป็นการผสมผสานของตัวยาชนิดต่างๆ อย่างลงตัว

สำหรับสูตรยาที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลศิริราชได้คิดค้นขึ้นมาใหม่ โดยสูตรยาตามปกติทั่วโลกจะเป็น 1 2 3 4 หรือ A B C D หรือ ก ข ค ง แต่ทีมแพทย์ศิริราชได้คิดค้นขึ้นมาใหม่แบบผสมผสาน เช่น 1 B ค และการให้ยาในแต่ละครั้งจะเป็นการคิดสูตรขึ้นมาครั้งต่อครั้ง โดยใช้เครื่องให้ยาเป็นสายยางต่อเข้าไปในร่างกายตลอด 24 ชม. เบลล่าต้องรับยาสูตรใหม่นี้ 5 วัน และเฝ้าดูอาการอยู่เรื่อยมา

ปาฏิหาริย์ที่รอคอย โรคร้ายสงบลง 1 เดียวในไทยที่หายจากมะเร็งที่หัวใจ
ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสาวมีชีวิตอยู่ต่อบนโลกนี้

จนกระทั่งปัจจุบัน แพทย์ได้ตรวจสแกนดูภายในร่างกายของเธออีกครั้ง ปาฏิหาริย์ที่ครอบครัวเฝ้ารอได้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เพราะก้อนเนื้อในหัวใจของเธอได้มลายหายไป ทีมแพทย์แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองต้องเช็กแล้วเช็กอีกหลายรอบ ทุกคนต่างตกตะลึงงงงันเป็นอย่างมากที่อยู่ๆ ก้อนเนื้อก็หายไป ขณะที่ในปัจจุบัน อาการป่วยของเบลล่าอยู่ในลักษณะที่โรคสงบ และต้องกินยาฆ่าเชื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าจะหายขาดต้องดูอาการประมาณ 5 ปีขึ้นไป ดังนั้น เบลล่า ศิรินทิพย์ จึงเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งหัวใจรายแรกของประเทศไทยที่โรคสงบได้

ท้ายที่สุดทีมข่าวฯ เอ่ยปากถามเบลล่าถึงความรู้สึกหลังรู้ว่ามัจจุราชร้ายได้หายไปจากชีวิตเธอแล้ว เบลล่า ยิ้มก่อนตอบว่า “ก็ดีใจค่ะ เหมือนเป็นโบนัสของชีวิตที่รอดมาจากความตายได้” หญิงแกร่งนิ่งเงียบไปก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “เราทำให้ป๊ายิ้มได้”

สำหรับประชาชนท่านใดที่สนใจบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem Cell) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคทางโลหิตให้หายขาดได้ เช่น เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย, โรคโลหิตจางชนิดไขกระดูกฝ่อ,โรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลัน / เรื้อรัง ,โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น สามารถบริจาคได้ที่สภากาชาดไทย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก เรื่องจริงกะเบลล์ JingaBell

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    29.4%
  • ไม่ชอบ
    0.7%
  • สนุก
    0.5%
  • ประหลาดใจ
    0.9%
  • เสียใจ
    0.8%
  • ให้กำลังใจ
    67.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement