พท. แนะ กรธ. ใช้ 'ยาแรง' เสมอภาค โวยเปลี่ยนกฎ ก.ตร.เอื้อประโยชน์ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

พท. แนะ กรธ. ใช้ 'ยาแรง' เสมอภาค โวยเปลี่ยนกฎ ก.ตร.เอื้อประโยชน์

"ชูศักดิ์" แนะ "มีชัย" หากจะใช้นิยาม "ยาแรง" ปราบทุจริตคอร์รัปชันจริง ต้องออกมาตรการตรวจสอบทุกฝ่ายให้เสมอภาค ไม่เลือกข้างปฏิบัติ โยนบาปฝ่ายการเมือง ด้าน "อนุสรณ์" ออกตัวแทน ตร. อ้างร้องเพื่อไทย โวยคำสั่ง คสช.เปลี่ยนกฎ ก.ตร. เอื้อประโยชน์คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ พร้อมจวก อสส.เย้ย "ปู"

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 58 นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฟัง นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธาน กรธ. กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องใช้ "ยาแรง" โดยระบุว่า ผู้ที่ถูกตัดสินว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริตเลือกตั้ง ต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตนั้น ฟังดูแล้วเหมือนอยากให้ฝ่ายการเมืองมีความโปร่งใส และเป็นมาตรการป้องกันการทุจริตตามเจตนารมณ์ของผู้ยึดอำนาจ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งตนมีความเห็นอยากฝากไปยัง กรธ.ว่า การรัฐประหารที่ผ่านมา ผู้ก่อการมักจะยกเรื่องการทุจริตของรัฐบาลมาเป็นข้ออ้างอยู่เสมอ โดยโยนความผิดมาให้ฝ่ายการเมืองว่า เป็นต้นตอของปัญหา ละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงฝ่ายอื่นๆ ทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเช่นเดียวกัน จึงเสนอว่า หากจะปฏิรูป และป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างจริงจัง ร่างรัฐธรรมนูญควรกำหนดมาตรการอื่นๆ ด้วย เช่น การกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ หรือองค์กรอิสระทั้งหลาย ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ การตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ เอกชน โดยใช้มาตรการทางรายได้ และภาษี

นอกจากนั้น การดำเนินการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในอดีต มีการเลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน องค์กรที่เกี่ยวข้องมิได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม เป็นที่มาของความแตกแยกของคนในชาติ จึงควรกำหนดให้มีการปฏิรูปองค์กรทั้งหลายที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต ทั้งในส่วนที่มา อำนาจหน้าที่ และการตรวจสอบการใช้อำนาจ หากทำเช่นนี้เท่ากับให้ "ยาแรง" จริง โดยเสมอภาค และวินิจฉัยโรคได้ตรงจุด ที่สำคัญต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับ คสช. และรัฐบาลไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงการออกหลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจฉบับใหม่ รองรับคำสั่ง คสช.ที่ 44/2558 ว่า การแก้ไข กฎ ก.ตร.ดังกล่าว มีเสียงสะท้อนจากเพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ มาที่พรรคเพื่อไทยจำนวนมาก พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม และเป็นด่านแรกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เมื่อเพื่อนข้าราชการตำรวจรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า จะเหลือตำรวจที่ไหนมาอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน การเปลี่ยนกฎ ก.ตร. ดังกล่าว หากจะเปลี่ยนควรเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ แล้วไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิม ร่างกฎ ก.ตร.นี้เพื่อนข้าราชการตำรวจมองออกว่า ต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับคนรอบข้างผู้มีอำนาจ เพื่อวางเส้นทางขึ้นสู่อำนาจของใครในอนาคต การเจาะจงเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด แล้วละทิ้งคนส่วนใหญ่ทั้งองค์กร โดยการสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาส่งเสริมคนหนึ่ง แต่กลับกีดกันคนส่วนใหญ่ ที่เดินมาตามเส้นทางปกติ เท่ากับว่าผู้มีอำนาจกำลังละทิ้งจิตวิญญาณของเพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย

ส่วนกรณี นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด โพสต์รูปภาพหมายส่งสำเนาการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเขียนข้อความบนรูปว่า "เริ่มต้นปีใหม่..ได้รับ" "สิ่งกวนใจ" เป็นชิ้นแรกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจอีก "ชิ้น" ในวันนี้ ภริยาจัด "ก้ามปู" ให้ทานแก้เคล็ด 55" นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ได้เห็นข่าวที่เผยแพร่จากเฟซบุ๊คส่วนตัวของท่านอดีตอัยการสูงสุด รู้สึกเศร้าใจและคนหดหู่ นี่คือคนที่เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นประมุขของอัยการทั้งประเทศ และทำหน้าที่เป็นทนายของแผ่นดิน ความจริงเรื่องนี้มีที่มาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้องนายตระกูลกับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเห็นว่า การกระทำของนายตระกูลกับพวก ในการสั่งฟ้องในคดีรับจำนำข้าว มีความผิดปกติ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต เมื่อศาลอาญาไม่รับคำฟ้อง ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์ซึ่งเป็นไปตามครรลองของกฎหมายทุกประการ ในการดำเนินคดีทุกขั้นตอน

"ท่านไม่เคยออกมาพูดจานอกศาล ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งนายตระกูลเป็นหนึ่งในกระบวนการดังกล่าวด้วย จึงอยากขอให้นายตระกูลไปสำรวจตรวจสอบตัวเองว่า คำพูดของนายตระกูลมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการส่อเสียด เยาะเย้ย และถากถาง อันอาจเป็นลักษณะหนึ่งของคนพาล ที่ประกอบลักษณะ 3 ประการ คือ คิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว หรือไม่ การพูดชั่ว คือ คำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริต เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ นายตระกูล จึงอาจมีลักษณะตามพุทธบัญญัติเป็นคนพาลที่สาธุชนไม่ควรคบหา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน "มงคลชีวิต38 ประการ" ซึ่ง "การไม่คบคนพาล" เป็นข้อแรกที่ทรงบัญญัติไว้หรือไม่ ปัจจุบันนายตระกูล ยังรับราชการในตำแหน่งอัยการอาวุโส การถูกฟ้องคดีดังกล่าว จึงมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง นายตระกูล จึงควรจะตระหนักและมีวุฒิภาวะให้สมกับการเป็นอัยการอาวุโส" นายอนุสรณ์ กล่าว