พท. แนะ กรธ. ใช้ 'ยาแรง' เสมอภาค โวยเปลี่ยนกฎ ก.ตร.เอื้อประโยชน์ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

พท. แนะ กรธ. ใช้ 'ยาแรง' เสมอภาค โวยเปลี่ยนกฎ ก.ตร.เอื้อประโยชน์

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ม.ค. 2559 13:25
1,230 ครั้ง


"ชูศักดิ์" แนะ "มีชัย" หากจะใช้นิยาม "ยาแรง" ปราบทุจริตคอร์รัปชันจริง ต้องออกมาตรการตรวจสอบทุกฝ่ายให้เสมอภาค ไม่เลือกข้างปฏิบัติ โยนบาปฝ่ายการเมือง ด้าน "อนุสรณ์" ออกตัวแทน ตร. อ้างร้องเพื่อไทย โวยคำสั่ง คสช.เปลี่ยนกฎ ก.ตร. เอื้อประโยชน์คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ พร้อมจวก อสส.เย้ย "ปู"

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 58 นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฟัง นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธาน กรธ. กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องใช้ "ยาแรง" โดยระบุว่า ผู้ที่ถูกตัดสินว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริตเลือกตั้ง ต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตนั้น ฟังดูแล้วเหมือนอยากให้ฝ่ายการเมืองมีความโปร่งใส และเป็นมาตรการป้องกันการทุจริตตามเจตนารมณ์ของผู้ยึดอำนาจ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ซึ่งตนมีความเห็นอยากฝากไปยัง กรธ.ว่า การรัฐประหารที่ผ่านมา ผู้ก่อการมักจะยกเรื่องการทุจริตของรัฐบาลมาเป็นข้ออ้างอยู่เสมอ โดยโยนความผิดมาให้ฝ่ายการเมืองว่า เป็นต้นตอของปัญหา ละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงฝ่ายอื่นๆ ทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเช่นเดียวกัน จึงเสนอว่า หากจะปฏิรูป และป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างจริงจัง ร่างรัฐธรรมนูญควรกำหนดมาตรการอื่นๆ ด้วย เช่น การกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ หรือองค์กรอิสระทั้งหลาย ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ การตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงภาคธุรกิจ เอกชน โดยใช้มาตรการทางรายได้ และภาษี

นอกจากนั้น การดำเนินการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในอดีต มีการเลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน องค์กรที่เกี่ยวข้องมิได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม เป็นที่มาของความแตกแยกของคนในชาติ จึงควรกำหนดให้มีการปฏิรูปองค์กรทั้งหลายที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต ทั้งในส่วนที่มา อำนาจหน้าที่ และการตรวจสอบการใช้อำนาจ หากทำเช่นนี้เท่ากับให้ "ยาแรง" จริง โดยเสมอภาค และวินิจฉัยโรคได้ตรงจุด ที่สำคัญต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับ คสช. และรัฐบาลไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ขณะที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงการออกหลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจฉบับใหม่ รองรับคำสั่ง คสช.ที่ 44/2558 ว่า การแก้ไข กฎ ก.ตร.ดังกล่าว มีเสียงสะท้อนจากเพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ มาที่พรรคเพื่อไทยจำนวนมาก พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม และเป็นด่านแรกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด เมื่อเพื่อนข้าราชการตำรวจรู้สึกว่า ตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่า จะเหลือตำรวจที่ไหนมาอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน การเปลี่ยนกฎ ก.ตร. ดังกล่าว หากจะเปลี่ยนควรเปลี่ยนเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ แล้วไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิม ร่างกฎ ก.ตร.นี้เพื่อนข้าราชการตำรวจมองออกว่า ต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับคนรอบข้างผู้มีอำนาจ เพื่อวางเส้นทางขึ้นสู่อำนาจของใครในอนาคต การเจาะจงเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด แล้วละทิ้งคนส่วนใหญ่ทั้งองค์กร โดยการสร้างกติกาใหม่ขึ้นมาส่งเสริมคนหนึ่ง แต่กลับกีดกันคนส่วนใหญ่ ที่เดินมาตามเส้นทางปกติ เท่ากับว่าผู้มีอำนาจกำลังละทิ้งจิตวิญญาณของเพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ ถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย

ส่วนกรณี นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด โพสต์รูปภาพหมายส่งสำเนาการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมเขียนข้อความบนรูปว่า "เริ่มต้นปีใหม่..ได้รับ" "สิ่งกวนใจ" เป็นชิ้นแรกจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาเป็นเครื่องทดสอบจิตใจอีก "ชิ้น" ในวันนี้ ภริยาจัด "ก้ามปู" ให้ทานแก้เคล็ด 55" นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ได้เห็นข่าวที่เผยแพร่จากเฟซบุ๊คส่วนตัวของท่านอดีตอัยการสูงสุด รู้สึกเศร้าใจและคนหดหู่ นี่คือคนที่เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นประมุขของอัยการทั้งประเทศ และทำหน้าที่เป็นทนายของแผ่นดิน ความจริงเรื่องนี้มีที่มาจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นฟ้องนายตระกูลกับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจากเห็นว่า การกระทำของนายตระกูลกับพวก ในการสั่งฟ้องในคดีรับจำนำข้าว มีความผิดปกติ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของน.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต เมื่อศาลอาญาไม่รับคำฟ้อง ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์ซึ่งเป็นไปตามครรลองของกฎหมายทุกประการ ในการดำเนินคดีทุกขั้นตอน

"ท่านไม่เคยออกมาพูดจานอกศาล ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งนายตระกูลเป็นหนึ่งในกระบวนการดังกล่าวด้วย จึงอยากขอให้นายตระกูลไปสำรวจตรวจสอบตัวเองว่า คำพูดของนายตระกูลมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการส่อเสียด เยาะเย้ย และถากถาง อันอาจเป็นลักษณะหนึ่งของคนพาล ที่ประกอบลักษณะ 3 ประการ คือ คิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว หรือไม่ การพูดชั่ว คือ คำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริต เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ นายตระกูล จึงอาจมีลักษณะตามพุทธบัญญัติเป็นคนพาลที่สาธุชนไม่ควรคบหา ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน "มงคลชีวิต38 ประการ" ซึ่ง "การไม่คบคนพาล" เป็นข้อแรกที่ทรงบัญญัติไว้หรือไม่ ปัจจุบันนายตระกูล ยังรับราชการในตำแหน่งอัยการอาวุโส การถูกฟ้องคดีดังกล่าว จึงมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง นายตระกูล จึงควรจะตระหนักและมีวุฒิภาวะให้สมกับการเป็นอัยการอาวุโส" นายอนุสรณ์ กล่าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    75.9%
  • ไม่ชอบ
    8.9%
  • สนุก
    15.2%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement