หารือคุ้มครองกกต. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

หารือคุ้มครองกกต.

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2559 07:30
1,321 ครั้ง


เผยประวัติด้านลบผู้ลงสมัครเป็นส.ว.วิษณุหนุนใช้ยาแรง

“มีชัย” ผ่อนคันเร่ง พร้อมปรับเนื้อหา รธน.ถ้ามีเหตุผลพอ แต่ “วิษณุ” ดันหลังหนุนใส่ยาแรงสกัดกั้นทุจริต-กันคนโกงมาลงเลือกตั้ง ซ่อนกล คปป.โยกไปไว้ในกฎหมายลูกได้ อนุ กรธ.ผุดแผนเด็ดให้ กกต.เผยข้อมูลด้านมืด เปิดประวัติอาชญากรรมผู้สมัคร ส.ว. ชงปรับอำนาจจ่อสังคายนา พ.ร.บ.ตำรวจครั้งใหญ่ พท.ไล่แขวะไม่เลิกพวกฝักใฝ่เผด็จการ เหน็บเพิ่มอำนาจคนดีจนล้นพ้น ลั่นยังไงก็ไม่เอานิรโทษฯ-ร่างทรง คปป. “วัฒนา” เย้ยมาจากประชาชนไม่กลัวยาแรง ถามสะกดเป็นไหมคำว่า “รับผิดชอบ” “บิ๊กตู่” เริ่มทำตามคำพูดงดต่อปากต่อคำ เพื่อไทยร้องนายกฯสอบ ผวจ.ร้อยเอ็ดสั่งเบรกแจกปฏิทิน “แม้ว-ปู” “บิ๊กป๊อก” ฮึ่มห้ามมีแจมการเมือง “ยิ่งลักษณ์” เดินสายทำบุญขอนแก่นเจอทหารไล่เก็บปฏิทิน

หลังจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประกาศว่าต้องใส่ยาแรงลงในรัฐธรรมนูญ เพื่อกำจัดนักการเมืองทุจริต จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงต้านตามมา ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาสำทับว่าในบางเรื่องจำเป็นต้องใช้ยาแรง เพื่อสกัดคนโกงที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง

“มีชัย” พร้อมปรับร่างฯถ้ามีเหตุผล

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 4 ม.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า สัปดาห์หน้า กรธ.จัดประชุมนอกสถานที่ จ.เพชรบุรี โดยจะให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟังการพิจารณาและนำเนื้อหารายมาตราเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นเบื้องต้น จากนั้นวันที่ 29 ม.ค. จะเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อรับฟังความเห็นอย่างเป็นทางการ ส่วนการปรับแก้ไขเนื้อหาตามที่มีข้อท้วงติงนั้น หากมีเหตุผล กรธ.พร้อมจะรับฟังและพิจารณา

ให้ กกต.เผยข้อมูลด้านมืดผู้สมัคร ส.ว.

ต่อมานายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. แถลงว่า หลังจากอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ นำเสนอวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.แบบเลือกข้ามกลุ่มจำนวน 20 กลุ่มอาชีพ กรธ.ยังยืนหลักการเดิม อาจให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำเอกสารประวัติผู้สมัครแต่ละคน โดยเฉพาะข้อมูลในทางลบ จึงอาจต้องร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครอง กกต.จังหวัด เพราะ กกต.ต้องเปิดเผยประวัติอาชญากรรมของผู้สมัคร จึงต้องได้รับความคุ้มครอง ที่ผ่านมา กกต.ไม่ค่อยกล้าบอกประชาชนว่า ผู้สมัครแต่ละคนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ขณะที่การขอเอกสารประวัติอาชญากร เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือกรมบังคับคดีก็ช้า ทำให้ประชาชนไม่รู้ข้อมูลผู้สมัครครบถ้วน จึงเป็นจุดอ่อนมาก อย่างไรก็ตาม กกต.ได้นำแนวทางดังกล่าวของ กรธ.ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ส.ว.ข้ามกลุ่ม หรือการเปิดประวัติอาชญากรรม กลับไปพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ก่อนนำกลับมาหารือกับ กรธ.อีกครั้ง

เรียบเรียงความเห็นจัดหมวดหมู่

นายชาติชายกล่าวด้วยว่า ล่าสุดคณะอนุกรรมการรับฟังและสรุปความคิดเห็น ได้จัดกลุ่มสรุปความเห็นที่มีผู้เสนอความเห็นประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1.คสช. ครม. สปท. และ สนช. 2.หน่วยงานของรัฐ กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ และองค์กรอื่น 3.พรรคการเมือง และ 4.ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ กรธ.จะนำความเห็นของทั้ง 4 กลุ่มมาเรียงว่าความเห็นและความต้องการที่เสนอเข้ามาตรงกับมาตราใดในร่าง เช่น ข้อเสนอเรื่องสิทธิเสรีภาพ ศาล หรือฝ่ายนิติบัญญัติ จะนำมาเรียงกันและมอบให้ กรธ.เรียบร้อยแล้ว

อนุฯ กรธ.ชงปรับอำนาจตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย กรธ. ได้จัดทำข้อเสนอต่อการจัดความสัมพันธ์และจัดระดับภารกิจการบังคับใช้กฎหมายขององค์กรต่างๆ ในระบบยุติธรรมให้เข้มแข็ง และลดความซับซ้อน รวมถึงมีศักยภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในโลกสมัยใหม่ โดยที่ประชุมอนุฯมีข้อเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อความเหมาะสม ได้แก่ 1.ภารกิจที่ไม่ส่งผลต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาไม่ร้ายแรง 2.ภารกิจที่ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่นและภารกิจที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญและเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่นานพอสมควร

จ่อสังคายนา พ.ร.บ.ตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อนุกรรมการฯยังเสนอให้ สตช.มีภารกิจเพียง 1.ป้องกันอันตราย รักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยสาธารณะ และ 2.สอบสวนการกระทำความผิดอาญาที่ไม่เป็นภารกิจของหน่วยงานอื่น และยังมีข้อเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมความใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 6 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ โดยอนุกรรมการฯเตรียมพิจารณารายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 5 ม.ค. ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม กรธ. พิจารณา

“วิษณุ” หนุน “มีชัย” ใส่ยาแรง รธน.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า จำเป็นต้องใช้ยาแรงลงในร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจำเป็นดีแล้ว ใช้ยาแรงในบางเรื่อง ความหมายของนายมีชัยคือ ใช้ยาแรงสกัดกั้นการทุจริต กันคนโกงเข้ามาสู่เลือกตั้ง เมื่อถามว่ายังจำเป็นต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปกครองแห่งชาติ (คปป.) อีกหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า โฆษก กรธ.ระบุแล้วว่า ไม่มี แต่ถ้าอยากให้มีก็ไปออกในส่วนของกฎหมายลูกได้ ทั้งหมดต้องรอดูรายละเอียด ยังระบุอะไรไม่ได้ เมื่อถามว่าเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีประมาณ 260 มาตรา เยอะไปหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เห็นว่า กรธ.จะตัดให้สั้นลงอีกหลายสิบมาตรา

พท.แขวะ “มีชัย” ฝักใฝ่เผด็จการ

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผยแพร่บทความ “บันทึกจากภูมิธรรมถึงมีชัย ยึดมั่นประชาธิปไตย หรือฝักใฝ่เผด็จการ” ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ หรือที่บางคนเรียกว่าฉบับเนติบริกรสรรค์สร้าง โดยเนติบริกรกลุ่มนี้มีประสบการณ์ทำงานสนับสนุนให้ฝ่ายผู้มีอำนาจ มาหลายยุคหลายสมัย ก่อนจะถึงเวลาลงประชามติ คงเห็นการถกแถลงและลุ้นกันอีกหลายยก แต่ต้องจับตามองที่ประธาน กรธ.ผู้มีหน้าที่คุมทิศทางให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจ เพราะยังไม่ทันคลอดร่างฯที่ปรุงแต่งขึ้นมา ก็ออกมาคาดโทษ ดักคอเสียงแข็งว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คนที่ออกมาคัดค้านหรือคิดต่างและชักจูงให้ประชาชนเห็นคล้อยตาม จะต้องรับผิดชอบ เล่นเอาพิศวงกันไปทั่วเมือง

เหน็บเพิ่มอำนาจคนดีจนล้นพ้น

นายภูมิธรรมระบุว่า แค่เพียงคำขู่ก็สะท้อนให้เห็นความคิดที่ไม่เชื่อมั่นในประชาชน คิดว่าไม่ฉลาดถูกชักจูงได้ง่าย เป็นความคิดดูถูกประชาชนสะท้อนทัศนคติที่มองคณะตัวเองอยู่เหนือประชาชน ทำให้พอรู้ว่าหน้าตารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ความจริงหากไม่ผ่านประชามติ กลุ่มผู้ร่างและกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับการร่างต่างหาก ที่ควรเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศเสียเงินทอง เวลาและโอกาสไปมากมาย นอกจากนี้ มีการออกแบบให้สถาบันการเมือง พรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง ถูกพันธนาการอย่างที่นายมีชัยหลุดปากว่า ต้องใช้ยาแรง แต่มุ่งสร้างและเพิ่มพูนอำนาจให้องค์กรที่แต่งตั้งโดยพวกของตนเอง ที่เรียกว่าเป็นกลุ่มคนดี ให้มีอำนาจล้นพ้น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้นที่ต้องใช้ยาแรง แต่ทุกวิชาชีพต้องถูกควบคุมด้วยระบบที่ดีทั้งสิ้น ถ้าระบบไม่ดี คนที่อยู่ในระบบสามารถผิดเพี้ยนได้ทั้งสิ้น

ยันไม่เอานิรโทษฯ-ร่างทรง คปป.

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า หวังว่าจะไม่มีบท เฉพาะกาลหรือมาตราใดออกมาเพื่อนิรโทษกรรม ให้แก่การกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการกระทำรัฐประหาร เพราะหากการกระทำใดที่ชอบและเป็นไปโดยสุจริต กฎหมายให้อำนาจคุ้มครองอยู่แล้ว การที่ประธาน กรธ.ประกาศว่าจะไม่มีองค์กรแบบ คปป. แสดงว่าท่านอาจให้ความสำคัญต่อเสียงคัดค้านของประชาชน ดังนั้น เพื่อความชัดเจนต้องไม่มีเนื้อหาเช่นองค์กร คปป.แฝงอยู่ในองค์กรใดๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่น ไม่ควรสร้างองค์กรเหนือรัฐ หรือองค์กรเหนืออำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะรูปแบบใด ถ้ามีจิตวิญญาณที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ต้องไปห่วงกังวลเรื่องวิกฤติ ทางออกจากวิกฤติที่ดีที่สุดคือ การคืนอำนาจให้ประชาชน เว้นแต่พวกปากประชาธิปไตยแต่หัวใจรับใช้และฝักใฝ่เผด็จการเท่านั้น ที่มองไม่เคยเห็นหัวประชาชน มองเห็นแต่วิกฤติอยู่ร่ำไป

เย้ยมาจากประชาชนไม่กลัวยาแรง

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กระบุว่า ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขู่ใช้ยาแรงกำราบนักการเมืองนั้น เห็นด้วยที่จะห้ามไม่ให้ผู้ที่ทุจริตในหน้าที่และการเลือกตั้งเข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต และเชื่อว่านักการเมืองที่มาจากประชาชนอย่างพวกตนไม่มีใครเกรงกลัวยาแรงของนายมีชัย แต่ที่กังวลคือการทำหน้าที่ของ กรธ. อยากให้นายมีชัยกับพวกเข้าใจว่าหน้าที่ของ กรธ.คือการยกร่างฯที่มีความเป็นประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรม และควรตระหนักเสียทีว่าอำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่เห็นด้วย หากจะนิรโทษกรรมให้ คสช.อีกครั้ง เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 48 ก็นิรโทษกรรมไปแล้ว หากจะนิรโทษกรรมให้กับ คสช. และรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศหลังการยึดอำนาจ เท่ากับหนีการตรวจสอบ นอกจากจะทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่อ้างความเป็นคนดีมีคุณธรรมอันสูงส่ง แต่กลับกลัวการตรวจสอบ เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องด้วย

ถามสะกดเป็นไหมคำว่า “รับผิดชอบ”

นายวัฒนาระบุว่า ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัยกับพวกกำลังยกร่างขึ้นจะผ่านการทำประชามติหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง หากเป็นประชาธิปไตยบนหลักนิติธรรม เคารพในอำนาจของประชาชน เชื่อว่าประชาชนต้องลงมติรับร่างแน่นอน นายมีชัยกับพวกจึงควรเอาเวลาที่เหลืออยู่ไปแก้ไขทำให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตย ให้ความเคารพประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ดีกว่าจะมาเสียเวลาหาข้อแก้ตัว จงรับรู้ไว้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ คนที่ต้องรับผิดชอบ คือนายมีชัยกับคณะรวมถึงคนที่ตั้งนายมีชัยเข้ามา “คำว่าความรับผิดชอบยังสะกดกันไม่เป็นอีกหรือ”

ปธน.มัลดีฟส์เข้าคารวะ “บิ๊กตู่”

วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอับดุลลา ยามีน อับดุล กายูม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐมัลดีฟส์ เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากนั้น พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ราบรื่นมาตลอดกว่า 36 ปี เร่งรัดจัดกลุ่ม business matching เพื่อหาลู่ทางการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเห็นพ้องให้แลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกัน และเห็นควรให้มีการจัดประชุมร่วมไทย-มัลดีฟส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับประธานาธิบดีมัลดีฟส์ว่า ไทยอยู่ระหว่างโรดแม็ปเพื่อนำไปสู่การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ

รับมอบของขวัญไปแจกวันเด็ก

จากนั้น คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพร้อมด้วยผู้บริหารมูลนิธิ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด รวมจำนวน 2 หมื่นชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เด็กๆเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 อย่างไรก็ตาม ปีนี้มูลนิธิฯได้เตรียมของขวัญ 8 แสนชุดมูลค่า 24 ล้านบาท มอบให้เด็กๆทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด 66 จังหวัด โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวขอบคุณมูลนิธิฯที่ให้ความช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนมีความสุข แต่แม้รัฐบาลออกคำสั่งไปก็ยังเกิดเหตุอยู่ แสดงว่าอยู่ที่ตัวบุคคล ที่ผ่านมาตนคิดดีตลอดไม่เคยทำอะไรเสียหาย แต่เวลาสั่งอะไรไปมักไม่ค่อยได้ผลสัมฤทธิ์นัก โดยเฉพาะช่วงปฏิรูปต้องยอมรับในความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น ทำทุกเรื่องแต่อาจไม่ทันใจ เพราะปัญหาสั่งสมมาหลายรัฐบาล แตะอะไรก็มีปัญหาตามมาหมด โดยเฉพาะข้อกฎหมายทำให้ต้องออกกฎหมายถึง 300 ฉบับ ออกมาได้แล้ว 140 กว่าฉบับ ที่เหลือกำลังสู้กันอยู่


เริ่มทำตามคำพูดงดต่อปากต่อคำ

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการบูรณาการฐานข้อมูลกลางภาครัฐ ครั้งที่ 1/2559 เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้แถลงผลการประชุมกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า ได้หารือเพื่อให้บูรณาการข้ามแท่งได้ด้วย ให้ทุกกระทรวงมีข้อมูลร่วมกันอยู่ในฐานข้อมูล และเพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชน เช่น การเกษตร การค้าขายต่างๆ รวมทั้งข้อมูลด้านความมั่นคง ซึ่งจะต้องเป็นบ่อเกิดอีก 4-5 กลุ่มงานที่ต้องให้ประชาชนได้เรียนรู้ด้วย และกระเซ้าถามผู้สื่อข่าวว่า มีอะไรอยากถามอะไร แต่ยังไม่ทันเอ่ยถาม พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวตัดบทว่า “ไม่มี สวัสดีครับ” พร้อมกับออกไปทันที เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า ห่วงสถานการณ์ทางการเมืองปีนี้ ที่มองว่าจะมีความรุนแรงหรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์พยายามเม้มปากไม่ยอมตอบคำถาม ได้แต่หันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าวพร้อมทำมือบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ ซึ่งการแถลงครั้งนี้ใช้เวลาแค่ 2 นาที 74 วินาทีเท่านั้น เป็นไปตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าหลังปีใหม่ จะปฏิรูปตัวเองด้วยการพูด และหงุดหงิดน้อยลง จะไม่ทะเลาะกับผู้สื่อข่าว

บัญชี ขรก.เอี่ยวโกงใกล้ถึงนายกฯ

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีรายชื่อข้าราชการพัวพันการการทุจริตลอตใหม่ ว่าคาดว่าอีก 1-2 วันจะมีความชัดเจน รอบนี้ยังติดอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังพิจารณาไม่เสร็จ เนื่องจากต้องไปเช็กอะไรบางอย่าง เมื่อมีความชัดเจนจะส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 มีคำสั่งต่อไป จากการตรวจสอบพบว่าบางคนเสียชีวิตไปแล้ว ลาออกไปแล้วก็มี ซึ่งผู้ที่ลาออกแล้วเรื่องจะไปอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวนต่อไป ส่วนที่ยังเป็นข้าราชการก็ให้พักงาน เพื่อประโยชน์ต่อการสอบสวนทางวินัย ซึ่งส่วนนี้ต้องดูว่าจะพักงานอย่างไร โดยส่วนใหญ่เป็นข้าราชการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ที่น่าแปลกประหลาด คือ บางจังหวัดมีข้าราชการทั้งส่วนของ อบต. และ อบจ. พัวพันการทุจริต

พท.จี้ รบ.เบรกคำสั่งห้ามแจกปฏิทิน

อีกเรื่อง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. หลังนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผวจ.ร้อยเอ็ด สั่งการให้นายอำเภอตรวจสอบปฏิทินที่มีภาพนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชน ไม่เคยมียุคสมัยใดที่รัฐบาลหรือข้าราชการได้สั่งห้ามแจกจ่ายปฏิทินกับประชาชน ทั้งที่เป็นภาพถ่ายปกติของทั้งสองท่าน รูปแบบเหมือนปฏิทินทั่วไป เพื่อสื่อสารถึงความรักและความผูกพันกับประชาชน ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ดังที่ ผวจ.ร้อยเอ็ดกล่าวอ้าง จึงขอให้นายกฯและหัวหน้า คสช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งการไปยังผวจ.ร้อยเอ็ดและจังหวัดอื่นให้ยุติการกระทำดังกล่าว

“บิ๊กป๊อก” ฮึ่มห้ามมีแจมการเมือง

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า กรณีที่นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผวจ.ร้อยเอ็ด สั่งห้ามแจกปฏิทินปีใหม่ นายทักษิณกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยส่วนตัวเห็นว่าสามารถแจกได้หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ถือว่าไม่เป็นไร แต่ต้องพิจารณากันด้วยว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ เพราะโดยปกติแล้วตนไม่เคยเห็นใครทำปฏิทิน โดยเอารูปภาพของตัวเองมาใส่ในปฏิทินในลักษณะนี้

“วรงค์” ป้อง รบ.แนะสังคมรู้เท่าทัน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่าสังคมจะไม่ตกเป็นเหยื่อพรรคเพื่อไทย คำสั่งของ ผวจ.ร้อยเอ็ด ถือเป็นเรื่องปกติของส่วนราชการว่าจะอนุญาตหรือไม่ ตนเคยเจอเรื่องเหล่านี้บ่อยครั้ง ต้องขออนุญาตเจ้าของพื้นที่ก่อน ถ้าเขาไม่ให้อนุญาต เราก็ไปแจกนอกสถานที่ประชุม ในชุมชน หรือตามตลาด ถ้าพรรคเพื่อไทยไปแจกตามตลาดคงไม่มีใครว่าอะไร ดังนั้น การไปแจกในที่ประชุมส่วนราชการ ถ้าเขาไม่อนุญาตก็เป็นเรื่องปกติ แต่มีบางส่วนที่พยายามบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิด ว่ามีคำสั่งห้ามแจกปฏิทินทุกที่ จึงขอให้สังคมไทยตามให้ทันการสร้างกระแส

สวน “นิพิฏฐ์” ไปช่วยคนใต้ดีกว่า

อีกด้าน นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยมีคนโกงจึงถูกไล่ล่าจาก คสช. ว่านายนิพิฏฐ์และบรรดาประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ คงลืมอุดมการณ์คนรุ่นก่อนในพรรค ที่ยึดหลักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แต่ตอนนี้กลับเป็นพวกเดียวกัน รอยึดอำนาจอย่างเดียว ขอบอกเพื่อนนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่ามองเราเป็นศัตรู เรามองพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพื่อนที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์ใหม่ เห็นชัดว่ามีที่มาอย่างไร มีสัมพันธ์อย่างไรกับเผด็จการ และอย่าไปคิดว่าคนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนโกงมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ก็มีเรื่องของคนโกงหลายเรื่อง อย่าเอาแต่ใส่ร้ายคนอื่น นายนิพิฏฐ์ก็รู้ว่าคนใต้เดือดร้อนอยู่ เอาเวลาไปช่วยคนใต้เรื่องยางพารา ดีกว่าเอาเวลาไปด่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน

“วัชรพล” นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ช่วงเช้า ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. นำกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ ได้แก่ นายวิทยา อาคมพิทักษ์ น.ส.สุวณา สุวรรณจูฑะ นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร และ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ สักการะพระภูมิเจ้าที่ พระพุทธมงคลนาถศาสดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเข้าทำงานเป็นวันแรก โดย พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า แนวทางการทำงานหลังจากนี้ ป.ป.ช.ชุดใหม่จะร่วมประชุมกับ ป.ป.ช.ชุดเก่า เพื่อรับทราบการดำเนินงานที่ผ่านมา และหารือแนวทางทำงานต่อไป โดยเฉพาะคดีที่ค้างอยู่ ต้องเร่งรัดให้ชัดเจนขึ้น จะยึดการทำงานแบบมืออาชีพ ซื่อสัตย์ โปร่งใส คิดว่าสามารถนำความรู้ประสบการณ์การทำงานตำรวจ มาปรับใช้กับการทำงานในหน้าที่ ป.ป.ช.ได้

ไม่มีเวลาฮันนีมูนขอโอกาสทำงาน

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ขอโอกาสทำงาน จะร่วมมือกับองค์กรอื่น อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้การทุจริตน้อยลง เน้นการป้องปราม ไม่มีช่วงเวลาฮันนีมูนต้องทำงานเต็มที่ ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นที่ประชาชนยังไม่พอใจการทำงานของ ป.ป.ช.นั้น ไม่กังวล เพราะ ป.ป.ช.ชุดเดิมดำเนินการเหมาะสมแล้ว ส่วนกรณียกคำร้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. ปี 2553 ที่สร้างความเคลือบแคลงกับสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์นั้น การดำเนินคดีอาญาทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานของแต่ละคดี คดีที่เหมือนกันอาจมีพยานหลักฐานรายละเอียดไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน คนที่รวบรวมพยานหลักฐานต้องรอบคอบ ต้องดูตามพยานหลักฐานแต่ละคดี


“ยิ่งลักษณ์” เดินสายทำบุญขอนแก่น

ที่ตลาดสดในเขตเทศบาลบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่พบปะชาวบ้านและร่วมรับประทานอาหารเช้า จากนั้นเดินทางไปทำบุญที่วัดบูรณสิทธิ์ (พระเจ้าใหญ่– ผือบัง) บ้านหนองร้านหญ้า ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ โดยพระอธิการบุญธรรม กัลยาณธรรมโม เจ้าอาวาส ได้มอบพระพุทธรูปและพระยอดธงให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมทั้งอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ท่ามกลางประชาชนที่ทราบข่าวแห่มาต้อนรับคับคั่ง พร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดง ผูกผ้าขาวม้าและรับปฏิทินสวัสดีปีใหม่ที่มีรูปคู่ของนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยมีทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น ได้ตรวจยึดแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “พวกเรารักนายกฯยิ่งลักษณ์ เรายังรอท่าน” รวมถึงปฏิทินปีใหม่ 2559 ที่มีภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนไว้กว่า 10 ชุด

ทบ.แจ้งเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า วันที่ 7 ม.ค. กองทัพบกจะทำการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์จากหน่วยทหารในพื้นที่ กทม. จ.ราชบุรี จ.ปราจีนบุรี จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี มายัง กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) เพื่อเตรียมจัดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2559 โดยเส้นทางเคลื่อนย้ายจะผ่านถนนสำคัญ อาทิ ถนนเพชรเกษม ถนนปิ่นเกล้านครชัยศรี ถนนราชวิถี ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ถนนทหาร ถนนประดิพัทธ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนติวานนท์ และจะเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์กลับที่ตั้งหน่วยทหาร หลังจบกิจกรรมวันเด็กแล้ว ในวันที่ 9 ม.ค. ตามเส้นทางเดิม สำหรับในพื้นที่ต่างจังหวัดจะมีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ในลักษณะเช่นนี้ด้วย จึงขอแจ้งให้ประชาชนรับทราบ

“บิ๊กติ๊ก” นำ ขรก.กห.ตักบาตรปีใหม่

ที่ลานอเนกประสงค์ กระทรวงกลาโหม พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรอาหารแห้งแด่พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ 2559 และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภรรยา ในฐานะนายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมพร้อมเพรียง โดย พล.อ.ปรีชากล่าวว่า สวัสดีปีใหม่ ขอขอบคุณที่มาร่วมทำบุญตักบาตร คนเราเกิดมาต้องขยันทำบุญ ขอให้พวกเราทุกคนตั้งใจทำงานในกระทรวงกลาโหมที่มีทหารถึง 3 เหล่าทัพ ด้วยความสามัคคีคือพลัง พร้อมขอให้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวง และทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่ให้ทุกคนทำความดีเพื่อเป็นเกราะกำบังและเป็นภูมิคุ้มกัน ขอให้ทุกคนปฏิบัติตาม

“บัญญัติ” เร่งรัฐแก้ไขปมยางตกต่ำ

อีกเรื่อง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ว่า ถ้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหา แค่ให้นโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีการซ่อมสร้าง หรือซ่อมแซมพื้นผิวถนนในประเทศ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับปรุงกันมานานแล้ว วันนี้เห็นแต่พูดถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เช่น การขนส่งคมนาคม ระบบรางต่างๆ แม้ไม่เสียหาย แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าหันกลับมาซ่อมสร้างถนนโดยใช้ยางพาราในสต๊อกรัฐบาลมาใช้ให้หมด แทนการใช้ยางสังเคราะห์หรือยางแอสฟัลต์ ซึ่งสามารถทำได้ทันที แม้จะมีราคาสูงขึ้นนิดหน่อยราว 15 เปอร์เซ็นต์ และไม่ใช่ แค่ทำถนน รัฐบาลควรสนับสนุนให้ทำเขื่อนยางกักเก็บน้ำก็ได้ ถ้ารัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องนี้จริงจัง แม้จะ แพงกว่าปกติเล็กน้อยก็ควรทำ แม้นายกฯจะพูดเรื่องนี้ หลายครั้ง แต่ยังไม่เห็นมีใครทำให้เป็นรูปธรรม

รบ.ไม่ต่อเวลา “ปู” สู้แพ่งจำนำข้าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ขอเพิ่มพยานเข้าให้ถ้อยคำในคดีโครงการรับจำนำข้าวอีก 18 ปาก หลังครบกำหนดการขยายเวลาไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2558 ว่า คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ขยายเวลาเพิ่มให้ เนื่องจากต้องใช้เวลาที่เหลือทำการปิดสำนวน โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจะประชุมอีก 4 ครั้ง แปลว่าต้องให้เวลาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ได้ทำงาน โดยไม่ต้องสืบพยานเพิ่มเติม แต่เปิดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ส่งถ้อยคำชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ จนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2559 และที่ให้ส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ใช่เป็นการขยายเวลา แต่หมายความว่าถ้ามีอะไรให้ชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้

จับผิดต้องการยืดเวลาไปเรื่อยๆ

นายวิษณุกล่าวว่า เท่าที่ดูรายชื่อพยานทั้ง 18 คน ไม่ได้เป็นผู้ที่แจ้งชื่อไว้แต่ต้น พยานก่อนหน้านี้ที่เปิดให้พยานเข้าให้ถ้อยคำทั้ง 3 ครั้งก็มาครบหมดแล้ว ดังนั้น หากเปิดให้พยานบุคคลเข้าให้ถ้อยคำอีก ต้องขยายเวลาไปให้อีกเรื่อยๆ เพราะในหนังสือที่ยื่นมาระบุว่าใครจะมาวันไหนบ้าง โดยคนสุดท้ายมาช่วงปลายเดือน มี.ค.-เม.ย. ซึ่งคณะกรรมการมองว่าเป็นการยืดเวลา เมื่อถามว่าการระบุวันเวลามาด้วยมองว่าเจตนาเตะถ่วงเวลาใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า รัฐบาลไม่กล้าพูดอย่างนั้น

พท.ข้องใจเป็นเพราะมีการชี้นำ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า คณะทำงานพรรคเพื่อไทยมองว่าการที่คณะกรรมการความรับผิดทางละเมิดเร่งรีบสรุปสำนวนการสอบสวน ทั้งที่อายุความจะสิ้นสุดเดือน ก.พ.2560 เข้าใจว่าคงมาจาก 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ให้ขยายเวลาการไต่สวนคดีจำนำข้าว ซึ่งเป็นข้อเสียที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่สอบสวนไม่กล้าดำเนินการสอบสวนต่อ 2.เพื่อให้นำข้อสรุปสำนวนความรับผิดทางละเมิด ไปประกอบการเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาไม่เป็นธรรม เนื่องจาก ป.ป.ช. และอัยการไม่ได้สอบสวนไว้ ทั้งนี้คณะกรรมการต้องไต่สวนพยานบุคคลเหล่านั้นเพื่อให้ทราบข้อความจริง และพยานเหล่านั้นไม่อาจส่งเป็นพยานหลักฐานตามที่นานวิษณุกล่าวได้ เพราะเป็นพยานบุคคลที่ต้องไปให้ถ้อยคำในลักษณะถามตอบต่อหน้า

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    9.1%
  • ไม่ชอบ
    72.7%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    9.1%
  • เสียใจ
    9.1%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement