ตายแล้ว340ศพ 6วันเดินทางปีใหม่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ตายแล้ว340ศพ 6วันเดินทางปีใหม่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2559 06:15
3,762 ครั้ง


ปนัดดารับสูงกว่าปีก่อนเหตุใช้รถส่วนตัวมากขึ้น

ทุบสถิติแล้ว ยอดเจ็บตายจากอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 แค่ 6 วันยอดตายพุ่ง 340 ราย บาดเจ็บรวม 3,216 คน “ปนัดดา”ยอมรับยอดสูงกว่าปีก่อน เหตุคนใช้ รถส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่ สตช.ก็แจงยอดเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีกลายทั้งจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต โดยจับกุมใน 10 ข้อหาหลักกว่า 7 แสนราย ด้าน “บิ๊กตู่” ลั่นใช้ ม.44 ปราบเมาแล้วขับทุกวัน เล็งทบทวนการยึดรถ ให้ยึดใบขับขี่แทน ส่วนรถที่ยึดมาให้คืนเจ้าของ 5 ม.ค.นี้

วันสุดท้ายของการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนน 7 วันอันตราย (29 ธ.ค.2558-4 ม.ค.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 4 ม.ค.ว่า พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยสถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท ด้วยการดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 3 ม.ค.2559 มีดังนี้ รถจักรยานยนต์ พบการกระทำความผิด 3,098 ครั้ง เจ้าหน้าที่ยึดไว้ 555 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 2,013 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบการกระทำความผิด 1,633 ครั้ง เจ้าหน้าที่ยึดใบขับขี่ไว้ 172 คน ยึดรถยนต์ 451 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 970 คน ขณะที่ตลอด 10 วันที่ผ่านมา (25 ธ.ค.58-3 ม.ค.59) เจ้าหน้าที่ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้แล้ว 4,052 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 3,032 คัน และรถยนต์ 1,020 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รถจักรยานยนต์ 23,703 คน รถโดยสาร สาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคคล 9,432 คน

รองโฆษกกองทัพบกกล่าวด้วยว่า สำหรับรถที่ถูกยึดในโครงการ “ดื่มไม่ขับ” ให้ดำเนินการคืนรถให้ประชาชนให้เรียบร้อยในวันที่ 5 ม.ค.2559 โดยผู้ที่จะไปรับรถ ให้เตรียมเอกสารที่เจ้าหน้าที่ออกไว้ให้ ซึ่งจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับรถทั้งหมด มีการถ่ายภาพเก็บไว้เป็นหลักฐาน ต้องนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามพื้นที่ที่ระบุในใบแบบฟอร์มรับรถ ที่เจ้าหน้าที่ออกไว้ให้ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบแล้วไม่ต้องถูกดำเนินคดีใดๆ สามารถนำเอกสารพร้อมสำเนาบัตรประชาชนไปรับรถได้ตามที่เอกสารระบุ หากตรวจพบว่าต้องถูกดำเนินคดีก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสรุปผลการปฏิบัติให้ คสช.พิจารณาต่อไปว่า มีข้อดี ข้อเสีย หรือต้องเพิ่มเติมการทำงานในจุดใด มีความเป็นไปได้สูงว่าจะดำเนินโครงการ “ดื่มไม่ขับ” ต่อไป เพื่อดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน


ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการบูรณาการฐานข้อมูลกลางภาครัฐ ครั้งที่ 1/2559 ว่าขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมมือที่ในช่วงปีใหม่ ที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องการสูญเสีย ต้องแจ้งเตือนให้ทราบก่อนว่าคำสั่งที่ตนออกไปนั้น เขียนและดำริขึ้นมาเอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการ ซึ่งกฎหมายเดิมมีอยู่แล้วก็แสดงให้เห็นว่าทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่รวมกันมันก็อยู่กับที่ ดังนั้นมาตรา 44 ฉบับนี้อยู่ไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จะใช้ทุกวันให้เข้าใจว่ามันคือกฎหมาย จนกว่าจะมีการยกเลิก และตนคงไม่ยกเลิก วันนี้ก็เร่งให้ไปทบทวนเรื่องการยึดรถ ถ้าเอาไว้นานจะมีปัญหาอีก อาจต้องคืนไปแล้วใช้วิธีการยึดใบขับขี่แทน จะได้ไม่ไปขับขณะเมาเหล้ากันอีก ได้สั่งการไปแล้ว

สำหรับการรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่ทำโดยศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 (ศปถ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้สื่อข่าวรายงานในวันเดียวกัน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการรวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 3 ม.ค.ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “สุขกาย สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย รับปีใหม่ 2559” ว่าเกิดอุบัติเหตุ 339 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 48 ราย ผู้บาดเจ็บ 361 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 19.79 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 16.17 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.26 จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 17 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ตาก พระนครศรีอยุธยา และนครราชสีมา จังหวัดละ 3 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ นครศรีธรรมราช 21คน

ม.ล.ปนัดดากล่าวว่า สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 6 วัน (29 ธ.ค.58-3 ม.ค.59) เกิดอุบัติเหตุรวม 3,092 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 340 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,216 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 5 จังหวัด ได้แก่ ตรัง แพร่ ระนอง สิงห์บุรี และสุโขทัย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 125 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 15 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 125 คน เมื่อเทียบสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 6 วันที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยมีปัจจัยจากการที่ประชาชนใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมากขึ้น ทั้งนี้นายกฯ เป็นห่วงจึงสั่งการ ศปถ.ประสานจังหวัดดำเนินมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมในทุกมิติ คุมเข้มการใช้ความเร็วในการขับรถ และเรียกตรวจประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงหลับใน

ด้านนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 6 วันที่ผ่านมา พบว่าผู้ประสบอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ผู้ประสบอุบัติเหตุบางส่วนเป็นกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องขับรถระยะทางไกล จะมีสาเหตุจากการขับรถเร็ว และความอ่อนล้าจากการเดินทาง ทำให้หลับใน ศปถ.จึงประสานจังหวัดดำเนินมาตรการป้องปรามพฤติกรรม เสี่ยงของผู้ขับขี่ทั้งการดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และง่วงหลับใน โดยใช้กลไกการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

วันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ร่วมถึงหน่วยร่วมปฏิบัติ เช่น ทหาร กรมการปกครอง และหน่วยอื่นๆ ที่ช่วยกันดูแลความปลอดภัยและการจราจรของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ทั้งการเดินทางไปและการเดินทางกลับ โดยได้รับคำชมเชยจาก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ต้องนำมาใช้ในทุกเทศกาล เนื่องจากได้ผลเป็นอย่างดี สำหรับโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา มีจำนวนประชาชนที่ให้ความไว้วางใจฝากบ้านไว้กับตำรวจเพิ่มมากขึ้น และมีประชาชนมาขอรับบ้านคืนแล้วกว่าพันหลังทั่วประเทศ บ้านทุกหลังที่ฝากไว้ในโครงการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโครงการนี้ประสบผลอย่างดี ประชาชนไว้วางใจ และเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้น

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากการวิจัยพบว่าอุบัติเหตุทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาจากความเมา ดังนั้นมาตรการหลักในการดำเนินการ คือ การตรวจสอบการเมา ทำให้มีตัวเลขการจับกุมความเมาลดน้อยลงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สรุปอุบัติเหตุปีนี้เกิดทั้งหมด 3,108 ราย ปีที่แล้วเกิด 2,997 ราย เพิ่มขึ้น 111 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.71 ตาย 343 ราย ปีที่แล้ว 341 ราย เพิ่มขึ้น 2 ราย บาดเจ็บ 3,218 ราย ปีที่แล้ว 3,117 ราย เพิ่มขึ้น 101 ราย การบังคับใช้กฎหมาย จับกุม 10 ข้อหาหลัก ปีนี้จับกุม 709,735 ราย ปีที่แล้ว 598,622 ราย จับกุมเพิ่มขึ้น 111,113 ราย คิดเป็นร้อยละ 18.56 ข้อหาจับกุมมากที่สุด คือ ไม่มีใบขับขี่ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ช่วงที่จับกุมน้อยที่สุด คือ เมาสุรา แสดงว่ามาตรการป้องกันและประชาสัมพันธ์ได้ผล แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการปรับแผนการดำเนินการในทุกปี

ขณะที่นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยว่า หลังจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม เข้าไปดูแลใช้มาตรการเพื่อลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตราย ปีใหม่ที่ผ่านมา มีการรวบรวมสถิติและตัวเลข นำมาวิเคราะห์จนทราบข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ คือ เกิดจากเมาแล้วขับ รถกระบะและรถ จยย.เกิดอุบัติเหตุมากสุด ผู้ขับขี่เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอายุอยู่ระหว่าง 25-49 ปี ขณะที่เยาวชนจะได้รับบาดเจ็บมากกว่าเสียชีวิต

“ในปีนี้ ช่วงเทศกาลอื่นๆ คงนำมาตรการต่างๆ อาทิ เมาแล้วขับยึดรถ รวมทั้งการรณรงค์ช่วงก่อนเทศกาลมาช่วยทำให้สถิติการสูญเสียลดลง กรณีเมาและยึดรถนั้นเป็นมาตรการที่ดี ทำให้ผู้ขับขี่ขับรถน้อยลง แต่ทั้งนี้ต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานในการยึดรถผู้เมาสุราและขับขี่ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ใช้ความรู้สึกและสัญชาตญาณ เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้จะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุไปพร้อมกันด้วยคือ การควบคุมร้านจำหน่ายแอลกอฮอล์ ต้องขายในช่วงเวลาที่รัฐกำหนดเท่านั้น และต้องไม่ขายให้กับผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี หากทุกร้านทำตามกฎหมายจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้มาก ในส่วนกระทรวงยุติธรรมจะให้กรมคุมประพฤติเข้าไปดูแลผู้กระทำผิดให้มีการช่วยเหลือและบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น อาทิ บริจาคเลือด ช่วยเหลือผู้ป่วยและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชน จะได้มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมมากขึ้นด้วย” นายชาญเชาวน์กล่าว


พ.ต.อ.ศุภชัชจ์ เปี่ยมมนัส ผกก. 5 บก.จร.เปิดเผยว่า สถิติการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ กทม.ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.58-3 ม.ค.59 ตำรวจรับแจ้งเหตุทั้งหมด 26 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 25 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 ราย ลดลงจากปี 58 จำนวน 2 ราย สำหรับพื้นที่พบการเกิดอุบัติเหตุจนส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนมากจะเป็นพื้นที่รอบนอก กทม. ได้แก่ สน.ทุ่งครุ สน.บางเขน สน.ตลิ่งชัน และ สน.ดอนเมือง โดยพบว่า สน.ตลิ่งชัน มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด

จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน...แรงงานแบกข้าวสารกลับกรุง



ขณะที่ควันหลงการเดินทางกลับ กทม. ที่ยังมีผู้คนเลือกเดินทางกลับในค่ำคืนของวันหยุดสุดท้ายหรือเช้ามืดวันทำงาน เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ หรือหัวลำโพงตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่มีรถไฟจากทุกสายมาจอด พบประชาชนที่กลับมาอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ต่อเนื่องจนมาถึงช่วงบ่ายที่เป็นรถไฟสาย จ.สุรินทร์ และศีขรภูมิ พบผู้คนมาพร้อมกับหอบสัมภาระ ที่ส่วนใหญ่นำกระสอบข้าวสารพาดบ่า จนเป็นภาพที่คุ้นตา ทั้งนี้ นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้การการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการประเมินจำนวนของผู้มาใช้บริการในเที่ยวกลับของปีใหม่มีประมาณ 2.4 แสนคน


ส่วนบริเวณที่สถานีขนส่งกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ฝั่งขาเข้า มีประชาชนมาพร้อมกับสัมภาระมากมายเช่นเดียวกัน ซึ่งต่างลงรถมาแล้วก็ทยอยเลือกขึ้นรถแท็กซี่ รถตู้ หรือรถ ขสมก.เพื่อกลับบ้านพักต่อไป ซึ่ง นายนพรัตน์ การรุณยะวนิช รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า จำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการรถเที่ยวกลับช่วงปีใหม่มีประมาณ 5 แสนคน น้อยกว่าเที่ยวขาไปเพราะบางส่วนกลับกันมาก่อน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    83.3%
  • ไม่ชอบ
    16.7%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement