คลังยันไม่นิรโทษกรรมคนผิด! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

คลังยันไม่นิรโทษกรรมคนผิด!

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ม.ค. 2559 06:30
1,607 ครั้ง


จ่อชง ครม.ไฟเขียวปรับภาษีเงินได้บุคคล

“สมคิด” จี้ คลังปรับโครงสร้างภาษี เน้นลดเหลื่อมล้ำ ดันเอสเอ็มอีโต เพิ่มขีดแข่งขัน และเกิดยั่งยืนด้านการคลัง พร้อมทำงบประมาณสมดุลในอีก 7 ปี ด้าน “กรมสรรพากร” ยันไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ไม่ใช่นิรโทษกรรม ใครทำผิดต้องรับโทษ ส่วนคนทำดีได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เตรียมชง ครม. ปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไตรมาสแรกปีนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลัง ว่า ได้หารือถึงสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไป และการทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 59 ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังทำงานได้ดี ทั้งการดูแลเศรษฐกิจประเทศ และการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี ส่งผลให้ความเชื่อมั่นฟื้นตัวขึ้นพอสมควร นอกจากนี้ ยังได้ให้กระทรวงการคลังสร้างงบประมาณสมดุล ซึ่งอยากให้เกิดขึ้นใน 7 ปี “สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างภาษี ได้สั่งให้พิจารณา 4 ด้าน คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหายากจน 2.ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตต่อไปได้ 3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.เกิดความยั่งยืนด้านการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ต้องทำตัวเลขว่าการปรับโครงสร้างภาษีจะส่งผลต่อรายได้ประเทศอย่างไร ภายใต้กรอบการทำงบประมาณสมดุลใน 7 ปี”

ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวถึงการมีผลบังคับใช้ของพระราชกำหนดการยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 และพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558 ว่า ไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมภาษีให้กับผู้กระทำความผิดทางภาษีแต่อย่างใด เพราะผู้ที่กระทำความผิดทางภาษี เช่น ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็นเท็จ การใช้ใบกำกับภาษีปลอม การยื่นภาษีไม่ถูกต้องและอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยมีหมายเรียกของ กรมฯประมาณ 5,000 รายนั้น จะยังคงอยู่ในกระบวนการของกฎหมายต่อไป

ส่วนนิติบุคคล 340,000 ราย คิดเป็น 81% ของนิติบุคคลที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ คาดว่า จะมีประมาณ 30% ที่จะขึ้นทะเบียนใช้บัญชีเล่มเดียวกับกรมฯ ภายในเวลาที่กำหนดคือ วันที่ 15 ม.ค.-15 มี.ค.59 เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯจะไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง สำหรับบริษัทนิติบุคคลขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีปี 58 จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 รอบระยะเวลาบัญชี คือ 1.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีปี 59 หรือคิดภาษี 0% และ 2.ยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 60 โดยหากมีกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ 0% และหากมีกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการลดอัตราภาษีเหลือ 10%

นายประสงค์ กล่าวว่า หากนิติบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ยื่นแวตเป็นเท็จ ใช้ใบกำกับภาษีปลอม เป็นต้น จะถูกเพิกถอนจากการยกเว้นการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และให้ถือว่าบริษัทฯ นั้นไม่เคยได้รับสิทธิใดๆ ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่สำคัญ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังกำหนดว่า สถาบันการเงินที่จะปล่อยกู้แก่นิติบุคคลต้องใช้หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ของกรมสรรพากรเป็นเอกสารสำคัญในการพิจารณาปล่อยกู้ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 เป็นต้นไป

“การทำบัญชีเล่มเดียว รวมทั้งการยกเว้น และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเอสเอ็มอี จะทำให้ผู้ประกอบการทำบัญชีและงบการเงินสอดคล้องกับสภาพแท้จริงของกิจการ คาดจะได้รับการตอบรับอย่างดีหากเสียภาษีครบ อัตราภาษีในอนาคตน่าจะลดลง เพราะมีผู้ประกอบการอยู่ในฐานภาษีมากขึ้น เช่น รัฐบาลต้องการเงิน 100 บาทเพื่อพัฒนาประเทศ แต่มีผู้เสียภาษี 5 คน ต้องจ่ายเงินภาษีคนละ 20 บาท แต่ถ้าผู้เสียภาษีเพิ่มเป็น 20 คน เท่ากับเสียภาษีคนละ 5 บาท ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการได้”

ส่วนการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นายประสงค์ กล่าวว่า จะเสนอให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไตรมาสแรกปี 59 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 60 ที่จะยื่นแบบและเสียภาษีในปี 61 “ยังไม่ได้ข้อสรุปการปรับปรุงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ทุกคนจะมีความสุข โดยเฉพาะการปรับอัตราและการหักค่าลดหย่อน ที่จะไม่มีใครเสีย มีแต่ได้ นอกจากนี้ ยังจะขยับรายได้ของผู้ที่มีเงินได้จากปัจจุบันเงินเดือนไม่ถึง 20,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี อาจเพิ่มขึ้นให้มากกว่านี้ แต่คงไม่ถึง 30,000 บาท”

สำหรับการเก็บภาษีในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 59 ดีขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การเก็บแวตจากการนำเข้าน้ำมันและสินค้ายังต่ำกว่าเป้ามาก เพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าประมาณการมาก ส่งผลให้แวตจากน้ำมันในปีนี้หายไปกว่า 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้การเก็บภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากในอัตรา 15% ก็ลดลงไปมาก เพราะดอกเบี้ยในตลาดลดลง

ขณะที่มาตรการภาษีช็อปช่วยชาติลดหย่อนภาษี 15,000 บาทนั้น กรมฯจะสูญเสียรายได้ 5,000 ล้านบาท แต่คาดจะจัดเก็บแวตเพิ่มขึ้นมากกว่า เพราะจากการสำรวจยอดขายสินค้าในช่วงของมาตรการเพิ่มขึ้น 20-50%.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    49.4%
  • ไม่ชอบ
    19.5%
  • สนุก
    7.8%
  • ประหลาดใจ
    7.8%
  • เสียใจ
    15.6%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement