ส่งไม้กลางปี60 ดาว์พงษ์ ยันมีรัฐบาลใหม่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ส่งไม้กลางปี60 ดาว์พงษ์ ยันมีรัฐบาลใหม่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2559 06:29
2,801 ครั้ง


‘บิ๊กตู่’สั่งเร่งเดินหน้าโรดแม็ป มั่นใจ-ฝ่ามรสุมใหญ่ป59รอด! พท.ติงอย่าหลงโหรเคลิ้มโพล

รัฐบาลย้ำเดินตามโรดแม็ป ส่งไม้ต่อรัฐบาลใหม่กลางปี 60 “ดาว์พงษ์” แจงแนวทางขับเคลื่อนทุกกลไกเร็วจี๋ โวเห็นมิติใหม่การทำงานข้ามกระทรวงเชิงบูรณาการไม่ซ้ำซ้อน รับปี 59 เจอวิกฤติหนักทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ภัยแล้ง เตรียมตรึงกำลังเข้มช่วงทำประชามติร่าง รธน. มั่นใจเอาอยู่ผ่านได้ทุกปัจจัย “อภิสิทธิ์” แนะรัฐวางแผนลงทุนให้ชัด บริหารดี ไม่มีเผาจริง พท.กระทุ้งรัฐอย่าหลงโหรเคลิ้มผลโพล เมินข้อเท็จจริงแสลงหู เศร้าใจ “ปู” แพะรับบาปสังเวยปีมะแม กรธ.ออกตัวไม่อยากให้มี คปป.-บทบัญญัติปรองดอง หวั่นต่างชาติส่ายหัวไม่ยอมรับ พท.บีบคอ กรธ.พูดประชามติไม่ผ่านเอาไง เหวี่ยงข้อเสนอ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 จัดเลือกตั้งเฉพาะกิจ 2 ปี ตั้ง ส.ส.ร.ร่าง รธน.ใหม่แล้วยุบสภาทิ้งเลือกอีกที รุมจวก “มีชัย” จ้องหาแพะรับบาปหาก รธน.แท้ง “ถาวร” เย้ยไปคุมสติแล้วพักผ่อนเยอะๆ ปชป.ยักไหล่ไม่สะท้านเกมเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้าพรรค โบ้ยเป็นขบวนการปล่อยข่าวจากฝ่ายตรงข้าม เชื่อฝังหัวคำทำนายหมอดูอีที “หล่อรีเทิร์น” นั่งนายกฯ อีกรอบ

ขึ้นต้นศักราช พ.ศ.ใหม่ 2559 ทุกสายตาจับจ้องไปที่สถานการณ์ทุกๆด้านของประเทศไทย ภายใต้การ บริหารขับเคลื่อนของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นหัวเรือใหญ่แล่นไปด้วยเส้นทางแม่น้ำ 5 สาย หลังจากมีเสียงสวรรค์ของโหร คมช.ว่าจะผ่านพ้น ปี 2559 ไปได้แบบสั่นสะเทือนเล็กน้อย ล่าสุด คนในรัฐบาลก็ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะฝ่าด่านแรงเสียดทานที่จะถาโถมเข้ามาหลายปัจจัยในปีนี้ไปได้แน่นอน

รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนตามโรดแม็ป

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศยืนยันเดินหน้าประเทศไทยตามโรดแม็ปว่า โจทย์ที่ทุก กระทรวงได้รับจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่รับมาจากสังคมอีกทีมีเยอะมาก ฉะนั้นต้องรีบขับเคลื่อนทุกอย่างให้เร็วที่สุด ก่อนส่งต่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามากลางปี 60 โดยเริ่มเห็นผลการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทำงานทั้งระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพดีขึ้นและงบประมาณไม่ซ้ำซ้อน เป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการบูรณาการจริงๆ ไม่ใช่บูรณาการแต่ปาก รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศแค่ปีครึ่ง แต่สิ่งที่นายกฯพูดมาทั้งหมดในหลายประเทศจะต้องใช้ระยะเวลาทำตั้งแต่ 10-100 ปี เชื่อว่ามีประชาชนบางส่วนเห็นผลงานของรัฐบาล ในปี 59 ข้าราชาการทุกกระทรวงและรัฐมนตรีคงต้องสปีดตัวเองเพื่อทะลุทะลวงปัญหา เพราะต้องเจอแน่ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ ภัยแล้ง การทำประชามติรัฐธรรมนูญ

แรงกดดันหลายด้านแต่มั่นใจเอาอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาถาโถมเข้ามา จะทำให้นายกฯเสียสมาธิการบริหารประเทศหรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ตอบว่า ที่ถาโถมเข้ามา 90 เปอร์เซ็นต์ล้วนเป็นปัญหาเก่าๆ ยกเว้นภัยแล้ง แต่รัฐบาลแก้ได้เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนในปี 59 ใกล้โรดแม็ปเข้ามาแรงกดดันรัฐบาลมีหลายด้าน ยิ่ง ครม.ชุดนี้ไม่มีอัตตา ทำให้หาทางออกร่วมกันและเดินหน้าไปได้ อีกทั้งนายกฯมีจุดแข็งเยอะ ทำให้ประชาชนรับฟังในตัวท่าน เราอาศัยจุดแข็งของท่านในการทำงานในทุกวันนี้ ดังนั้น ไม่ว่าแรงอะไรที่เข้ามาเชื่อว่ารัฐบาลคุมสถานการณ์ ได้ ยิ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ดูแลด้านความมั่นคงได้ดี จึงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ อาจจะหนัก บ้าง เบาบ้างตามห้วงเวลา เมื่อถามว่าปัญหาในกองทัพจะกระทบต่อความมั่นคงอย่างไร พล.อ.ดาว์พงษ์ ตอบว่า ไม่มี เพราะถือว่า ผบ.ทบ.บริหารจัดการได้แล้ว ไม่มีปัญหาแตกแยก

เตรียมรับมือเข้มช่วงทำประชามติ

ต่อข้อถามว่า การประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นอีกช่วงที่จะเกิดแรงกระเพื่อมต่อรัฐบาล พล.อ.ดาว์พงษ์ตอบว่า ถึงตรงนั้นต้องดูอีกยกหนึ่ง เพราะ คสช.และทหารประเมินสถานการณ์ติดต่อกันอยู่แล้ว ถ้าสถานการณ์ไม่นิ่งจะมีการประเมินถี่ขึ้น รัฐบาลก็คงจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม กรธ.จึงปล่อยประเด็นที่ร้อน ประเด็นที่ต้องฟังกระแสออกมาถามสังคมเป็นระยะมากขึ้น จะเห็นสัญญาณอะไรบางอย่าง และนายกฯย้ำตลอดว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นสากลและเห็นร่วมกันถึงอยู่กันได้ นายกฯไม่เคยมีพิมพ์เขียว ความยากของการร่างรัฐธรรมนูญ คือ การเมืองเดิมยึดติดถอดสลักระบบเก่าในหัวไม่ออก พอจะเขียนอะไรใหม่ก็ยากแต่ถ้าไม่เขียนใหม่การเมืองก็จะวนมาเหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อถึงตรงนั้นต้องประเมินกันอีกทีว่าลงประชามติแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ก่อนจะลงประชามติจะเห็นทิศทางว่าจะออกทางซ้ายหรือทางขวา คงเตรียมการรับมือควบคุมสถานการณ์ให้ได้

นายกฯไม่ป้องคนมีเอี่ยวราชภักดิ์

เมื่อถามว่า โครงการราชภักดิ์เป็นจุดเพลี่ยงพล้ำ ทำให้ คสช.และรัฐบาลถูกโจมตีเรื่องการปราบทุจริต พล.อ.ดาว์พงษ์ตอบว่า ขอให้เชื่อเถอะว่านายกฯไม่ปกป้องแน่ เพราะไม่สั่งห้ามใครไปตรวจสอบเรื่องนี้เกิดขึ้นมาแค่ 2 เดือนจะไปตัดสินเลยหรือ ขณะที่คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ถูกตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว มีหลักฐานชัดจนไม่รู้จะชัด อย่างไร นายกฯยังไม่ใช้มาตรา 44 ยังปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อถามถึงการเดินหน้าสร้างความปรองดองในช่วงเวลาที่เหลือของรัฐบาล พล.อ.ดาว์พงษ์ตอบว่า นายกฯพูดเสมอจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วค่อยมาคุยกัน มันลบหลักการนี้ไม่ได้ เพราะประเทศไทยไม่ได้มีแค่นายกฯหรือ คสช. ถ้าไปยอมตรงนี้ 2 ฝ่ายจะยอมหรือไม่ บ้านเมืองก็ลุกฮือเกิดการต่อต้านอีก นายกฯพูดมาตลอด คนที่มีโทษก็เข้าใจ แต่ไม่ชอบ ไม่เอาด้วย เรื่องกระบวนการยุติธรรมปี 59 จะเห็นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร น่าจะตัดสินได้เยอะ เพราะคดีใกล้หมดในทุกสี เห็นใจนายกฯยืนนิ่งอยู่ตรงกลางจริงๆ ไม่ว่าสีไหนเข้ามาแตะ ท่านอดทนกว่าตน บางอารมณ์ตนยังลำเอียง แต่เบรกตัวเองไว้ให้ดูนายกฯเป็นตัวอย่าง แม้นายกฯเป็นคนใจร้อน แต่มีความเมตตาสูง

ชำแหละขวากหนามปฏิรูปประเทศ

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต สปช.และประธานมูลนิธิชุมนุมท้องถิ่นพัฒนา กล่าวถึงการทำงานในรอบปี 58 ของรัฐบาลและ คสช.ว่า รัฐบาลและ คสช.มีความพยายามแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่การทำงานเต็มไปด้วยความยากลำบากในการทำงาน ยังไม่มีเวลาที่จะปฏิรูปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละเรื่องต้องการเวลา ความเอาใจใส่ในการรื้อปรับระบบหรือเปลี่ยน แปลงโครงสร้าง ดังนั้นแผนการปฏิรูป 43 เรื่องและร่าง พ.ร.บ. 50 ฉบับที่ สปช.ส่งมอบให้ จึงเป็นเพียง ชุดความรู้และผลึกภูมิปัญญาลายลักษณ์อักษรที่เอาไปวางกองเอาไว้ก่อนเท่านั้น ความแตกแยกทางสังคมในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลระแวงที่จะใช้พลังทางสังคม แม้ในส่วนที่สร้างสรรค์มาช่วยเสริมการทำงาน เพราะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร จึงใช้แต่กลไกราชการ 20 กระทรวง 2 ล้านคนไปแก้ปัญหา ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าภาคราชการมีปัญหาขนาดมหึมาอยู่ในระบบ จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นยุคข้าราชการนิยม

“ยะใส” ประเมิน 5 ปัจจัยเสี่ยงปี 59

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์สังคมการเมืองไทยในปี 59 ว่า มีหลายปมปัจจัยที่ขมวดมัดเข้ามาอาจเป็นจุดตัดสินชี้ขาดจนส่งผลให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมือง ชี้ขาดประเทศ ไทยได้ในที่สุด โดยมี 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ดังนี้ 1.การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้จะมีนัยที่มากกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะอาจแปลความบิดเบือนให้เป็นการลงมติเพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองบางอย่างที่มากกว่าร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นและผลของประชามติอาจมีอาฟเตอร์ช็อกตามมา 2.คดีทุจริตจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หากผลของคดีต้องรับผิดและต้องชดใช้ความเสียหาย มวลชนผู้สนับสนุนก็จะใช้เป็นเงื่อนไขปลุกปั่น 3. ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง หากปี 59 ยังไม่กระเตื้องขึ้นอาจทำให้ประชาชนเกิดความอึดอัดไม่พอใจต่อความสามารถของรัฐบาล 4.การเคลื่อนไหวมวลชน โดยเฉพาะกลุ่มอำนาจเก่า 5.แรงกดดันจากต่างประเทศที่ต้องจับตา ทั้ง 5 ปัจจัยขึ้นอยู่กับศักยภาพและความสามารถของรัฐบาลล้วนๆ และรัฐบาลจะต้องไม่ทำตัวกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ 6 เสียเอง โดยเฉพาะข่าวคาวทุจริตและความไม่ชอบมาพากลในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะจะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงเร็วกว่าที่คิด

“มาร์ค” ชี้ช็อปช่วยชาติคนจนไม่ได้อะไร

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 59 ว่า อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับคนที่ไม่มีกำลังซื้อ เช่น เกษตรกร อย่ามองว่าการช่วยเหลือเป็นประชานิยม แต่ควรมองว่าเป็นสวัสดิการพื้นฐาน เป็นการบริหารเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลไม่มีความชัดเจน เช่น ขอความร่วมมือในการใช้น้ำ แต่ไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการชดเชยว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนเรื่องนโยบายที่จะนำรายจ่ายมาหักภาษีได้ ถือว่าเป็นการช่วยคนมีกำลังซื้ออยู่แล้วคนไม่มีกำลังซื้อก็จะไม่ได้ประโยชน์ มาตรการนี้อาจช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจปลายปีกระเตื้องขึ้นเพียงนิดหน่อย ไม่ได้ช่วยเหลือปากท้องประชาชนที่ได้รับความเดือด ร้อนอย่างแท้จริง อยากให้รัฐบาลมีการบริหารจัดการ อย่างพอดี ช่วยประชาชน โดยไม่กระทบสถานการณ์ การคลัง

ถ้าบริหารได้ดีไม่มีเทศกาลเผาจริง

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องการลงทุนโครงการใหญ่ปี 59 รัฐบาลต้องมีแผนทางการคลังให้ชัดเจน ต้องดูรายละเอียดอย่างรัดกุม ถ้านำเอกชนเข้ามาหรือร่วมทุน ไม่ใช่การกู้เงินอย่างเดียว เช่น กรณีรถไฟไทย-จีน อยากให้นายกรัฐมนตรีพูดคุยในระดับผู้นำ จะทำให้การหาข้อยุติทำได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมามีการเจรจาหลายคนมากเกินไป ถ้าภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างนี้ แรงกดดันต่างประเทศ เช่น ประมงการบินที่ยังสะสางไม่ได้ การฟื้นตัวเต็มที่ยังไม่ได้รัฐบาลคงทำได้แค่ประคอง จึงต้องดูแลใกล้ชิด แนะนำให้ประชาชนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่สุดโต่ง ใช้จ่ายสมเหตุสมผลเพราะจะคาดหวังเศรษฐกิจดีทันทีไม่ได้ เพราะมีความผันผวนหลายเรื่องอยู่ถ้าบริหารจัดการดี ก็ไม่ถึงขั้นเป็นการเผาจริงอย่างที่มีการวิเคราะห์

“นิพิฏฐ์” ได้ทีอัด พท.วัวสันหลังหวะ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณี นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ระบุรัฐบาลไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม แต่ผลงานเด่นสุดคือตามราวีเล่นงานพรรคเพื่อไทยว่า ตนมองต่างกับนายวรชัย คือ รัฐบาลเข้มแข็งเรื่องสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ส่วนการปราบโกงก็นำพวกที่ทำทุจริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายคดี รัฐบาล คสช.ไม่ได้ไล่ล่าพรรคเพื่อไทย แต่กำลังไล่ล่าคนโกง แต่ถ้านายวรชัยและพรรคเพื่อไทยกำลังรู้สึกได้รับผลกระทบเยอะเหมือนถูกไล่ล่า แสดงว่าในพรรคเพื่อไทยอาจมีคนโกงอยู่เยอะก็ได้ ส่วนที่นายวรชัยระบุ รัฐบาล คสช. 2 มาตรฐาน เรื่องการตรวจสอบ ระหว่างโครงการอุทยานราชภักดิ์ กับคดีจำนำข้าวนั้น กระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลาตามสมควร เช่น คดีรับจำนำข้าว เพื่อไทยหาว่าเร่งรีบ แต่คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นมหากาพย์ ตรวจสอบล่าช้า กรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ก็มีคนมองคนละมุม ทุกอย่างมีความพอดีของมัน ต้องเปิดเผย ไม่มีใคร ใช้ฝ่ามือบังฟ้าได้อยู่แล้ว อยากให้นายวรชัยเย็นในที่ที่ควรเย็น ร้อนในที่ที่ควรร้อน

เย้ยรัฐบาลหลงโหรเคลิ้มผลโพล

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ รัฐบาลไม่ได้กังวลหรือให้ราคากับกรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยออกมาคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะย่ำแย่ ว่า ไม่เหนือความคาดหมายที่โฆษกรัฐบาลคนนี้จะออกมาแบบนี้ เพราะถือเป็นแนวถนัด คือ สวนไว้ก่อน ไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่ดูเจตนา พูดโดยไม่มีชุดข้อมูล วิชาการมารองรับ ตั้งแต่ผังล้มเจ้า ระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ หรือแม้แต่กล้าพูดว่ารัฐไม่เคยมีแนวคิดยกเลิก 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งที่คนในรัฐบาลพูดเอง ความจริงเรื่องการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องให้ราคา ไม่ให้ราคา ปีที่แล้วนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ก็ทำนายว่าจะไม่ดี ก็ไม่เชื่อ ผลออกมาก็ไม่ดีจริงๆอย่างที่เห็น อยากให้นำการคาดการณ์ไปศึกษาให้ดี เป็นหลักคิดทางวิชาการ ไม่ได้เป็นการโจมตีทางการเมือง มองในด้านดี รัฐบาลจะได้ระวัง และมีแนวทางมาแก้ไข รัฐบาลจะเลือกฟังเฉพาะหลวงปู่ฤาษีเกวาลัน ที่ทำนายว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่อีก 10 ปี ฟังแต่มโนโพล ที่บอกว่าคน 99.50 เปอร์เซ็นต์ ชื่นชอบรัฐบาลไม่ได้ ต้องฟังเสียงตักเตือนแนะนำทางวิชาการด้วย อย่าฟังแต่โหร หลงเสียงโพล

ย้ำ “ปู” แพะบูชายัญจำนำข้าว

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กบทความเรื่อง “แพะทางการเมืองชื่อ ยิ่งลักษณ์” ใจความว่า วันที่ 15 ม.ค. จะเป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มทำการไต่สวนคดีรับจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาว่าดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอน ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นข้อกล่าวหาในเรื่องงานด้านปฏิบัติการหรือการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ไม่ใช่ความผิดพลาดในการกำหนดนโยบาย เมื่อมีข้อทักท้วงจากหลายฝ่ายรัฐบาลจึงเลือกใช้มาตรการตามที่จำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายหรือป้องกันการทุจริต แทนการยกเลิกโครงการที่ไม่มีความผิดพลาด และการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลังทุกประการ รัฐสามารถรักษาดุลการคลังโดยดูแลให้รายจ่ายสาธารณะและข้อผูกพันทางการเงินของรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขีดความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาล ข้อกล่าวหามีผลขาดทุนสูงมาก ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลการขาดทุน ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและเป็นความเท็จทั้งสิ้น

ช่วยคนมีรายได้น้อยไม่ผิด ก.ม.

“นโยบายนี้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรเกิดกำลังซื้อเพื่อให้เกิดการบริโภค จึงไม่ใช่การค้าขายโดยรัฐ การตั้งราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดจึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวนา แต่การระบาย หรือการขายต้องเป็นไปตามราคาตลาดไม่ใช่เรื่องกำไรหรือขาดทุนตามที่หลายฝ่ายพยายามบิดเบือน ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจทุกโครงการจะต้องมีค่าใช้จ่าย จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ ส่วนจะคุ้มค่าหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง เช่นเดียวกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น โครงการเช็คช่วยชาติของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ หรือโครงการช็อปปิ้งเพื่อชาติ ซื้อสินค้าก่อนสิ้นปีหักลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาทของรัฐบาลนี้ ที่มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและเห็นต่าง นอกจากนี้โครงการที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยก็ไม่เคยถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายมาก่อน” นายวัฒนากล่าว

กางมาตรา 44 เปล่าห้ามแจกปฏิทิน

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีผู้ออกมาพยายามกล่าวหาว่าการแจกปฏิทินขึ้นปีใหม่ที่มีรูปนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมองว่าเจ้าหน้าที่รัฐพยายามเอาใจเจ้านายมากเกินไป ทำแบบนี้จะทำให้เจ้านายพังเสียมากกว่า ทั้งนี้ ไม่ว่าบริษัทห้างร้านไหนๆ ก็แจกปฏิทินกัน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน แต่พอปฏิทินเป็นรูปสองอดีตนายกฯ กลับมีปัญหา กลายเป็นประเด็นทางการเมือง อยากถามว่าทำไมต้องห้ามแจกด้วย เป็นเรื่องเสียหายหรือผิดตรงไหน เพราะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย มาตรา 44 เองก็ไม่ได้กำหนดห้ามแจกปฏิทินรูปนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์

คิดหยุมหยิมจะปรองดองได้ไง

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนแจกปฏิทินไปตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ พอได้มาก็แจกประชาชนทันที สอบถามจังหวัดอื่นๆในพื้นที่อีสานก็ไม่มีปัญหาเหมือนกับที่ จ.ร้อยเอ็ด ทั้งนี้ การแจกปฏิทินรูปนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่ได้ทำลายความมั่นคงของประเทศการที่ ผวจ.ร้อยเอ็ดมีคำสั่งออกมาแบบนั้น ตนมองว่าหยุมหยิมมากไป คิดและมองให้เกิดปัญหาเสียเอง และหากมองเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวทางการเมืองจริง ไม่ต้องแจกปฏิทินก็เคลื่อนไหวได้ ทำแบบนี้บ้านเมืองจะปรองดองกันได้อย่างไร

กรธ.ไม่อยากมีบทปรองดอง–คปป.

ด้านความเคลื่อนไหวยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันเดียวกัน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คนที่ 1 กล่าวว่า การประชุม กรธ. วันที่ 4 ม.ค. จะหารือประเด็นการปฏิรูปและการปรองดองให้จบ หากบัญญัติเรื่องเหล่านี้ก็จะใส่ไว้ในส่วนของบทเฉพาะกาลบังคับใช้ชั่วคราวในห้วงระยะเวลาหนึ่ง สิ่งสำคัญคือเราควรเลิกทะเลาะกันได้แล้ว เพราะปีนี้ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหามากมาย ทั้งภัยแล้ง เศรษฐกิจ และใจจริงเห็นว่าเราสามารถปรองดองกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนอะไร เพราะเมื่อเราเขียนเรื่องนี้ลงไปมันมีนัยทางการเมือง รัฐธรรมนูญเราต้องแปลให้ต่างชาติรับทราบด้วย ดังนั้น หากเขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป ต่างชาติที่ไหนจะกล้ามาลงทุนในบ้านเรา ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่พูดถึงกัน หากใส่ไปแล้วต่างชาติจะมองเราอย่างไร หากต้องการให้บ้านเมืองสันติ ไม่อยากให้มีและไม่จำเป็นต้องมีทั้ง 2 ส่วนนี้ เรื่องการปฏิรูปหากจะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญก็เขียนเฉพาะประเด็นเร่งด่วน ไม่จำเป็นต้องมีการสร้างองค์กรมาติดตามแต่ให้สาธารณชนเป็นคนติดตามเอง

พท.จี้บอกวิธีให้ชัด รธน.ไปไม่รอด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรธ.ยังไม่พูดถึงกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะทำอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจขึ้นอยู่กับรัฐบาล คสช. บรรดาผู้มีอำนาจและเครือข่ายทั้งหลาย ควรมีความชัดเจนให้กับคนไทย เพื่อรับรู้ชะตากรรมของประเทศว่าจะเดินไปในทิศทางไหน ถ้ากล้าวางเดิมพันว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจากประชาชน จะหยิบเอารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาปรับปรุง แล้วเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งภายในปี 2559 เชื่อว่ากระแสจะตีกลับ ความคึกคักด้านเศรษฐกิจการลงทุนจะกลับมา เพราะบรรยากาศการลงทุนไม่ชอบอะไรที่คลุมเครือ มีเงื่อนงำ

เสนอ ลต.เฉพาะกิจ 2 ปีฟื้นชีพ ส.ส.ร.

นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เป็นการตั้งโจทย์โดยคิดล่วงหน้าไว้หลายเรื่อง วิตกจริตคิดซับซ้อนจนยุ่งเหยิงพันกันไปหมด เอาหัวไปพันหาง ทำของง่ายให้เป็นของยาก ก็เลยยังอยู่ในวังวนปัญหา และยังคงมองภาพรวมนักการเมืองไม่ดี ทั้งๆที่ผ่านมาก็ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองไม่น้อย ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านประชามติ ขอเสนอให้กำหนดการเลือกตั้งภายใน 60-90 วัน โดยหัวหน้าคสช.อาจจะใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเลยก็ได้ เมื่อได้รัฐบาลใหม่แล้วกำหนดระยะเวลาประมาณ 1-2 ปี เพื่อทำการปฏิรูปต่อเนื่องและร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ในระบบสภา โดยใช้รูปแบบให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในอดีต เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงทำการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทันที สำคัญที่ว่า คสช.จะใจกล้าและใจกว้างหรือเปล่า

ท้า “มีชัย” แอ่นอกรับผิดชอบ รธน.แท้ง

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า เห็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ออกมาบอกว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ใครก็ตามหรือคนใดที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนแก่ประชาชน หรือให้ข้อมูลไม่ถูกต้องต้องรับผิดชอบนั้น อยากทราบว่านายมีชัยจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เขียนบทลงโทษและให้ชดใช้หรือเรียกค่าใช้จ่ายในการลงประชามติคืนหรืออย่างไร และขอถามเช่นกัน ถ้าหาก กรธ.เขียนรัฐธรรมนูญแต่ประชาชนไม่เห็นด้วยไม่ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.จะต้องชดใช้ความเสียหายอย่างไร หรือการที่มีแนวคิดที่จะใช้ทหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกไปชี้แจงรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้รับทราบและสมมติว่าหากประชาชนเขาไม่เอาด้วย ทหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านั้นจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ก็อยากให้นายมีชัยช่วยชี้แจงให้ความกระจ่างด้วย จะได้เข้าใจตรงกัน

กรธ.ทั้งคณะเลิกเขียน รธน.ชั่วชีวิต

นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญของไทยมีอาถรรพณ์ 9 ใน 11 ฉบับที่สิ้นสุดการใช้บังคับโดยผลของการรัฐประหาร จะเรียกว่าอาถรรพณ์ หรือวงจรอุบาทว์ก็สุดแล้วแต่ ฉะนั้น การที่ใครบางคนออกมาการันตีว่าจะไม่ปฏิวัติอีกแล้ว หรือบอกว่ากำลังร่างรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันการปฏิวัตินั้น นอกจากจะเชื่อถือไม่ได้แล้วยังไร้สาระอีกด้วย ส่วนตัวไม่ทราบว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.มีส่วนร่างหรืออยู่เบื้องหลังรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่ แต่นายมีชัยได้เป็นประธาน สนช.หลังปฏิวัติ และเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกฉีกทิ้งโดยการรัฐประหารก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แถมยังได้กลับมาเป็นประธาน กรธ. นอกจากนี้ ยังมีนักกฎหมายระดับปรมาจารย์อีกหลายคนที่มีครรลองแบบเดียวกับนายมีชัย คือมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญหลังการรัฐประหาร แล้วได้รับการปูนบำเหน็จเป็นใหญ่เป็นโตถ้วนหน้า เรียกว่ามีแต่ได้กับได้ ส่วนคนไทยต้องเสียค่าโง่ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสังเวยวงจรอุบาทว์ ดังนั้น ต้องทวงถามนายมีชัย และ กรธ.ชุดนี้ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ หรือผ่านไปแล้วถูกฉีกทิ้งโดยการรัฐประหารอีก นายมีชัย และ กรธ.จะรับผิดชอบอย่างไร ถูกตัดสิทธิการร่างรัฐธรรมนูญตลอดชีวิตดีหรือไม่

กปปส.แนะ “มีชัย” ตั้งสติแล้วนอน

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส.กล่าวเรื่องเดียวกันว่า เดาว่านายมีชัยคงพูดด้วยอารมณ์ ถามว่าจะเอาอะไรเป็นตัวชี้วัดว่าใครคนไหนพูดบิดเบือน ผู้สูงอายุที่มารับหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นคนที่ค่อนข้างรับฟังความคิดเห็นแตกต่างไม่ได้ ไม่มีสมาธิเพียงพอ ฉะนั้น ขอฝากให้ตั้งสติ มีสมาธิ เปิดใจกว้าง ข้อเสนอใดนำมาวิเคราะห์แล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเสีย ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐธรรมนูญถูกคว่ำแล้วนายมีชัยต้องรับผิดชอบคนเดียว แต่ก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะโยนให้คนอื่นรับผิดชอบ หนทางที่จะทำให้รัฐธรรมนูญไม่ถูกคว่ำคือต้องอดทน รับฟัง ชี้แจง ความจริงท่านก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว อย่าใช้อารมณ์เลย เดาว่าท่านแก่แล้ว งานเยอะคงจะเหนื่อย ถ้าเหนื่อยมาก ท่านพักผ่อนเสียบ้างก็ดี

ประชามติมีคำถามพ่วงด้วยหรือไม่

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า มีประเด็นที่อยากได้คำตอบว่า คณะรัฐมนตรีจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อใดในประเด็นการลงมติประชามติให้ถือเอาเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ มิใช่ผู้มีสิทธิ รวมทั้งประเด็นหากประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะทำอย่างไรต่อไปเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งต้องมีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับได้ของประชาชน ไม่เกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญในอนาคต นอกจากนี้ ขอถามว่า คสช.และรัฐบาลจะยืนยันในความคิดที่จะสอบถามประเด็นเพิ่มเติมนอกจากการรับหรือไม่รับร่างหรืออยู่หรือไม่ เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ส่วนตัวคิดว่าหากมุ่งหวังจะให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.ไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศเงียบสงัดแบบนี้ ไม่มีกระบวนการสื่อสารสาธารณะ หรือการประชาสัมพันธ์เลย เป็นเรื่องแปลกมาก ตนรู้สึกหวั่นๆว่า ถ้าปล่อยไปแบบนี้ ร่างรัฐธรรมนูญอาจไม่ผ่านประชามติก็ได้

“เรืองไกร” ตั้ง 8 ข้อสังเกตราชภักดิ์

ด้านความเคลื่อนไหวติดตามตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในวันที่ 4 ม.ค. เรื่องข้อสังเกตเพิ่มเติมจากการเข้ารับฟังการแถลงผลสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์จาก พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม โดยมีรายละเอียดสำคัญคือ 1.ข้อมูลตัวเลขรายรับ-รายจ่ายของโครงการจะนำไปสู่การหารายละเอียดประกอบได้ต่อไป ซึ่งควรแจ้งต่อให้ สตง.ได้ทราบด้วย เพื่อตรวจสอบกับเอกสารการขออนุมัติงบประมาณ เอกสารสัญญา แบบรูป รายงานการตรวจรับ และเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อไป 2.จากการแถลงข้อเท็จจริงอาจเห็นได้ว่ามีการนำตัวเลขงบกลางไปรวมเป็นยอดเงินบริจาคด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปรากฏหลักฐานทางราชการว่า งบกลางจำนวนประมาณ 63 ล้านบาท เป็นการขอใช้เพื่อจัดจ้างสินทรัพย์ถาวรใหม่ ดังนั้นควรนำข้อเท็จจริงนี้ไปตรวจสอบเพิ่มเติม 3.การแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของโรงเรียนนายสิบทหารบก 2 รายการ คือ การโอนเงินไปไว้ในมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ประมาณ 106 ล้านบาท และการใช้เงินงบประมาณอีก 149 ล้านบาทนั้น ควรมีการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า เงินที่โอนให้มูลนิธิราช–ภักดิ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ใด และที่ใช้ไป 11 รายการ เป็นการใช้เงินไปในพื้นที่หรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่โครงการอุทยานราชภักดิ์หรือไม่

เน้นจี้ขยายผลปมค่าหัวคิวฉาว

นายเรืองไกรกล่าวว่า 4.การรับบริจาคจากโรงหล่อทั้ง 5 แห่ง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการออกมายอมรับค่าหัวคิวก่อนหน้านี้หรือไม่ จำนวนเงินค่าหัวคิวที่กรรมการบางคนเรียกเก็บไปมีจำนวนเท่าใด ถือเป็นการทุจริตที่เข้าข่ายลักษณะความผิดกฎหมายอาญาหรือไม่ มีการตรวจสอบยันกับเอกสารทางบัญชีของผู้รับจ้างที่จ่ายค่าหัวคิวหรือไม่ และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานการลงบัญชีและชื่อบัญชีจากค่าหัวคิวเป็นค่าที่ปรึกษาโดยหานอมินีโดยไม่ชอบหรือไม่ 5.เงินส่วนที่ได้รับมาจากการจัดกิจกรรมที่เหลืออยู่ประมาณ 76 ล้านบาท ควรส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบควบคู่ไปกับหมายศาลทหารที่ออกมาเพื่อดำเนินคดีก่อนหน้านี้ ว่า มีบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการในโครงการอุทยานราชภักดิ์เกี่ยวข้องกับรายการในจำนวนเงินดังกล่าวด้วยหรือไม่ 6.ยังมีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบขยายผลต่อไป ทั้ง 3 บัญชี คือ บัญชีกองทุนสวัสดิการกองทัพบก บัญชีกองทุนสวัสดิการอุทยานราชภักดิ์ และบัญชีมูลนิธิราชภักดิ์ 7.โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ตามแผนน่าจะยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จะดำเนินการต่อไปอย่างไร ใช้เงินจากบัญชีใด และ 8.มีการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติและการจำลองพระพุทธรูปสำคัญอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ สำนักงานเลขาธิการ ครม.รับรู้และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องการขออนุญาตในขั้นตอนต่างๆอย่างไรบ้าง

เด็ก ปชป.ชี้เกมเลื่อยขาเก้าอี้ “มาร์ค”

ส่วนกระแสข่าวนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จะมาเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ด้านนายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดูเหมือนมีหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่ส่อให้เห็นความพยายามจะให้นายอภิสิทธิ์ออกจากหัวหน้าพรรค ขอย้อนถึงกรณีการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนสั่งฆ่าประชาชนในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ล่าสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ยกข้อกล่าวหาแล้ว และบังเอิญว่าที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยออกมาระบุแนวคิดให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ทั้งหมด เท่ากับว่าจะต้องมีการประชุมพรรคเพื่อสรรหากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สอดคล้องกับกรณีล่าสุดที่บังเอิญ มีคนเสนอตัวพร้อมเป็นหัวหน้าพรรค ทั้งๆที่ยังไม่หมดวาระ

เชื่อหมอดูอีทีทำนาย “หล่อรีเทิร์น”

นายบุญยอดกล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองต่อสู้กับระบอบทักษิณ นำทีมอดีต ส.ส.คัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เชื่อว่าความพยายามกำจัดนายอภิสิทธิ์ ออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคจะยังมีอีกต่อไป เพราะมีบางฝ่ายมองว่านายอภิสิทธิ์เป็นอุปสรรคขัดขวางในการนิรโทษกรรม แต่จากการเช็กกระแสของอดีต ส.ส.ของพรรคที่ได้ต่อสู้ร่วมกันมาโดยตลอด หลายคนยังเชื่อว่าเหตุการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้น่าจะเป็นไปตามที่หมอดูอีทีทำนายไว้ว่า นายอภิสิทธิ์จะได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งในปี 2559

ไม่วายแขวะใส่ศัตรูคู่อาฆาต

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า จะเป็นขบวนการล้มนายอภิสิทธิ์ ออกจากเส้นทางการเมืองเพราะคดีต่างๆ เริ่มเข้าสู่กระบวนการ โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องกรณีที่นายอภิสิทธิ์เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม กรณีที่ปลดออกจากการเป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำการนั้น นายอภิสิทธิ์จะได้ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อไป จึงยังไม่เป็นเหตุที่จะต้องมาเปลี่ยนแปลงตัวหัวหน้าพรรค ยืนยันว่าสมาชิกพรรคยังหนุนนายอภิสิทธิ์ให้เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และจะเป็นนายกฯของประชาชนได้อย่างแน่นอน

กัดติด กทม.ลากไส้ประดับไฟแพง

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า วันที่ 6 ม.ค.จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ตรวจสอบการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส 3 เรื่อง 1.เรื่องการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) ที่ทาง กทม. อ้างว่า มีการติดตั้งจำนวน 47,000 กว่าตัว แต่ติดตั้งจริง 11,000 ตัว 2.การขยายสัญญาเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ออกไปอีก 30 ปี ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 17 ปี 3.ส่วนเรื่องโครงการประดับไฟตกแต่งที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. จำนวน 5 ล้านดวง มีมูลค่าสูงถึง 39.5 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทที่รับทำ คือบริษัท คิวริโอ ทัวร์ แอนด์ แทรเวิล จำกัด ที่เคยเป็นบริษัทที่รับทำทัวร์ตลอด ในนาม “ทัวร์ก้อย” แต่อยู่ดีๆเมื่อวันที่ 7 ก.ย.58 บริษัทไปแจ้งต่อกรมทะเบียนการค้า เพื่อขอเพิ่มวัตถุประสงค์ประกอบการทำธุรกิจ คือ รับตกแต่งไฟและขายหลอดไฟประดับ และจัดจำหน่ายเครื่องดนตรีทุกประเภท แสดงให้เห็นว่ามีการพูดคุยว่าจะต้องมารับงานดังกล่าว ทั้งที่ยังไม่ทำสัญญา และขอถามว่าใช้งบประมาณเกินไปหรือไม่ ถ้าผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ บริสุทธิ์ใจจริง ขอให้นำสัญญาว่าจ้างมากาง เพื่อให้ตรวจสอบความโปร่งใส และท่านจะได้ฟอกตัวเองด้วย

โพลย้ำซ้ำชาวบ้านอยากเห็น ศก.ดีขึ้น

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,189 คน เรื่อง “ของขวัญปีใหม่ที่ประชาชนอยากได้จากนายกรัฐมนตรี” พบว่าของขวัญปีใหม่ปี 2559 ที่อยากได้จากนายกรัฐมนตรีมากที่สุด

ร้อยละ 34.4 อยากให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูง และปัญหาการว่างงาน ร้อยละ 16.3 อยากให้ประเทศสงบสุข สามารถสร้างความสามัคคีปรองดองให้เห็นเป็นรูปธรรม และร้อยละ 10.1 อยากให้จัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ส่วนเรื่องที่อยากให้รัฐบาลปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดในปีใหม่นี้ ร้อยละ 39.1 อยากให้ปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้า ร้อยละ 18.7 เรื่องสังคมปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 9.6 อยากให้ปฏิรูปด้านการเมือง ทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ ทั้งนี้ เมื่อถามความเห็นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2559 เปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ร้อยละ 40.6 คิดว่าน่าจะดีกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 33.8 น่าจะเหมือนกับปีที่แล้ว และร้อยละ 15.6 คิดว่าแย่กว่าปีที่แล้ว และเมื่อให้ประชาชนแสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา ร้อยละ 28.9 ระบุว่านายกรัฐมนตรี เป็นคนจริงใจ พูดจาตรงไปตรงมา ร้อยละ 18.2 พูดจาแข็งไป โผงผาง ฉุนเฉียวบ่อย ร้อยละ 13.4 ระบุว่าเป็นคนจริงจัง ตั้งใจทำงาน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    52.6%
  • ไม่ชอบ
    19.3%
  • สนุก
    14.0%
  • ประหลาดใจ
    10.5%
  • เสียใจ
    1.8%
  • ให้กำลังใจ
    1.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement