วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สภาทนายความยันทูตพม่า ช่วยคดีเกาะเต่าเต็มที่ สร้างเชื่อมั่นยุติธรรมไทย

ทูตพม่า เข้าพบนายกสภาทนายความ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา 2 ชายพม่าคดีเกาะเต่า หวั่นถูกแทรกแซง ด้านสภาทนายความ ยัน ช่วยเต็มที่ สร้างเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทยในสายตาโลก

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 ธ.ค. 58 นายอู วิน หม่อง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าพบ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เพื่อยืนยันขอให้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาให้กับชายชาวเมียนมาทั้ง 2 คน โดยกล่าวว่า ขอขอบคุณที่สภาทนายความออกแถลงการณ์เพื่อความเข้าใจระหว่างชาติไทยและเมียนมา ว่าคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด ทำให้ทั้ง 2 ประเทศ เกิดความเข้าใจดีขึ้น

แต่วันนี้มาเพื่อยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ซึ่งในฐานะตัวแทนประเทศเมียนมา ขอมอบหมายให้สภาทนายความ ดูแลคดีนี้ และต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ เชื่อว่าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด จะได้รับการดูแลอย่างดี หากมีค่าใช้จ่ายอย่างไรในชั้นอุทธรณ์ ขอให้แจ้งมาจะไปเบิกกับรัฐบาลเมียนมา ขณะที่กรณีสภาทนายความ เสนอว่าอาจจะมีการใช้ช่องทางรื้อฟื้นคดีขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในเงื่อนไขข้อ 3 ที่ว่า หากพบว่ามีพยานหลักฐานชิ้นใหม่ ยังไม่เคยนำเสนอในคดีเดิม ก็ให้ยื่นเข้ามาต่อศาล ซึ่งประเด็นนี้ จะนำไปติดตามรวบรวมส่งต่อสภาทนายความ

"เอกอัครราชทูตเมียนมา หารือในคดีเกาะเต่า ซึ่งมีการประท้วงในบางจุด และมีความเป็นห่วงในการประท้วง อาจจะมีสิ่งแปลกปลอม ซึ่งท่านใช้คำว่า "ไวรัส" เข้ามาแทรกแซงการประท้วง ตนจึงได้อธิบายให้เห็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมของไทย และแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายสุวิทย์ เชยอุบล อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และ นายนคร ชมพูชาติ ทนายความ พร้อมทีมงาน เตรียมเอกสารข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เคยหยิบยกไว้ศาลชั้นต้น ที่เป็นรายละเอียด และศาลมิได้นำมาพิจารณา หรือมีความเห็นแตกต่างกับสภาทนายความ เพื่อเตรียมนำไปยื่นอุทธรณ์ โดยก่อนหน้านี้ สภาทนายความ ได้จัดคณะทำงานเป็น 3 ทีม ทีมแรก คือทีมว่าคดี ทีม 2 คือ ทีมหาพยานหลักฐาน และทีม 3 เป็นทีมแสวงหาข้อเท็จจริงประกอบ ซึ่งทุกทีมจะมีการประชุมในวันที่ 11 ม.ค. นี้ เพื่อพิเคราะห์ข้อบกพร่อง นำข้อเท็จจริง ข้อแก้ไข เสนอศาลอุทธรณ์" นายกสภาทนายความ กล่าว


นอกจากนี้ ที่สภาทนายความ ต้องเข้ามาช่วยเหลือในคดี เพื่อจะพิสูจน์ให้เกิดความเชื่อมั่นในสายตาของต่างประเทศว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่พึ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจติดต่อการค้าขาย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกันต่อไป โดยเฉพาะชายพม่าทั้ง 2 คน จะเกิดความมั่นใจว่าไม่ได้กระทำความผิด ทั้งนี้ การยื่นอุทธรณ์อาจทำไม่ทันภายในกำหนด 30 วัน อาจจะต้องมีการขยายออกไปก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 1 ช่องทางคือ การใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญา พ.ศ.2524 ซึ่งมีเงื่อนไขคือ 1. มีพยานบุคคลที่สำคัญ ซึ่งศาลยังไม่ได้รับฟังในคดีเดิม และพยานหลักฐานในคดีเดิมเป็นเท็จ 2. มีพยานหลักฐานอื่นที่ศาลรับฟังในคดีเดิมไม่ถูกต้อง และตัวจำเลยหรือญาติได้ร้องขอรื้อฟื้น 3. มีข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า มีพยานหลักฐานชิ้นใหม่ในคดี ซึ่งไม่สามารถนำเสนอได้ในคดีเดิม ดังนั้น หากใครมีพยานหลักฐานชิ้นใหม่จะเชื่อว่าใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หรือเป็นผู้รู้เห็นในคดี ขอให้ช่วยเข้ามาชี้แจ้งต่อสภาทนายความ จะดำเนินการอย่างเต็มที่

นายนคร กล่าวว่า คดีนี้การนำเสนอข้อมูลต่อศาลเป็นเรื่องยาก แม้ศาลจะได้อ่านคำแถลงปิดคดีแล้ว เช่น มีความสงสัยในบางประเด็น แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีข้อสงสัย ปัจจุบันศาลมีแนวทางในการรับฟังพยานหลักฐานต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะพฤติเหตุแวดล้อม รวมทั้งกระบวนการนำเสนอการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจดีเอ็นเอ เป็นต้น.