วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ร้อยเหลี่ยมพันเล่ห์?คดีเครื่องหมายการค้า

ร้อยเหลี่ยมพันเล่ห์?คดีเครื่องหมายการค้า

  • Share:

กรณีศึกษา...“คดีเครื่องหมายการค้า” ที่เป็นประเด็นร้อนมาอย่างต่อเนื่องคงต้องยกให้ “คดีศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูมินทร์ บุตรอินทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตัดสินคดีที่บริษัทศรีสวัสดิ์พาวเวอร์ลวงขายโดยเลียนเครื่องหมายบริการของบริษัทซีเอฟจีเซอร์วิสเจ้าของเครื่องหมายบริการศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากสับสน หลงเข้าไปทำธุรกรรมต่างๆและเกิดความเสียหาย

ประเด็นน่าคิดก็คือ แม้ว่าโจทก์จะชนะคดีนี้ แต่ผู้บริโภคได้อะไร?

ย้อนรอย... “คดีศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” ดร.ภูมินทร์ ย้ำว่า ข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำสำหรับคู่แข่งขันทางการค้า กรณีนี้ก็เช่นกัน...เดิมทีบริษัทศรีสวัสดิ์พาวเวอร์เป็นเจ้าของกิจการและเครื่องหมายบริการ แต่ได้ขายกิจการและเครื่องหมายบริการให้กับบริษัทซีเอฟจีเซอร์วิสเจ้าของเครื่องหมายบริการศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ ซึ่งตั้งสาขาอยู่ทั่วประเทศ


ภายหลังบริษัทศรีสวัสดิ์พาวเวอร์เปลี่ยนชื่อเป็น “ศรีสมาน อินเตอเนชั่นแนล” แล้วจึงค่อยๆเปลี่ยนชื่อบริษัทกลับไปกลับมาจนสุดท้ายลงเอยด้วยการเปลี่ยนกลับมาเป็น “ศรีสวัสดิ์พาวเวอร์”

“นอกจากนั้น การตั้งสำนักงาน สัญลักษณ์ของเครื่องหมาย ฯลฯ ยังคล้ายคลึงกัน ...ผู้บริโภคสับสนหลงผิดเป็นจำนวนมากจนทำให้เจ้าของกิจการเกิดความเสียหาย” ความน่าสนใจในคดีเครื่องหมายบริการข้างต้นก็คือ ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองหรือไม่...แค่ไหน... อย่างไร?

คดีดังกล่าวเป็นเรื่องการละเมิดเครื่องหมายบริการ ซึ่งกฎหมายเครื่องหมายการค้ากำหนดโทษทางอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้บริโภคด้วยอีกส่วนหนึ่งจากความสับสนหลงผิดในกิจการ...

จึงบัญญัติเรื่อง การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Competition) ไว้ในกฎหมายด้วย

กรณีตัวอย่างของพฤติกรรมไม่สุจริตเหล่านี้ เช่น การก่อให้เกิดความสับสนในชื่อทางการค้า, ชื่อสิ่งเฉพาะอื่นๆได้แก่ สัญลักษณ์ของธุรกิจนั้นๆ (Business Symbols), โลโก้ และสโลแกน หรือลักษณะที่ปรากฏออกมา เช่น หีบห่อ รูปทรง สีของสินค้า รวมไปถึงลักษณะการเสนอบริการในรูปของการตกแต่งหน้าร้าน

ดร.ภูมินทร์ บอกว่า กรณีคดีนี้เป็นลักษณะที่จำเลยมีพฤติกรรมก่อให้เกิดการทำให้เข้าใจผิด (Misleading) และการแสวงหาความสำเร็จของผู้อื่นโดยมิชอบ หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า “Advantage of another’s achievement free riding” หรือ “Slavish Imitation”...แปลว่า “การเลียนแบบความสำเร็จของผู้อื่น”

กรณีต่างๆข้างต้นที่กล่าวมานี้ กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องคือเรื่องการลวงขาย แต่ขอบเขตการคุ้มครองแคบกว่ามากและไม่คุ้มครองไปถึงผู้บริโภค บางเรื่องต้องใช้กฎหมายทั่วไป เช่น การเลียนแบบชื่อทางการค้า (Trade Name) ของนิติบุคคลที่มีชื่อเสียง

ผู้เสียหายต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งโดยใช้มาตรา 18 ประมวลกฎหมายแพ่งฯ

ถึงตรงนี้สำหรับผู้บริโภคแล้ว คงต้องยอมรับว่า “กฎหมายเครื่องหมาย การค้า” ไม่สามารถใช้เกาให้ถูกที่คันได้


คดีลักษณะนี้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายถูกสงวนให้กับตัวเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนเท่านั้น กรณีที่เครื่องหมายฯ ไม่ได้จดทะเบียนก็ต้องไปฟ้องเรื่องการลวงขาย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าเปิดช่องไว้ในมาตรา 46...“ถ้าจะฟ้องคดีอาญาก็ต้องดำเนินคดีตามระบบ และควรฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญาไปพร้อมๆกัน”

อย่างไรก็ตาม ศาลอาจสั่งให้แยกคดีกันไป ซึ่งเป็นดุลพินิจของแต่ละท่าน บางคดี...อาจไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ศาลก็สั่งให้แยกคดี

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ปลอมเครื่องหมายการค้าได้เปลี่ยนชื่อนิติบุคคล หรือบริษัทให้ตรงกับชื่อบริษัทและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของที่แท้จริงโดยมีเจตนาไม่สุจริต

“การฟ้องอาจถูกสั่งให้แยกไปฟ้องที่ศาลอื่นซึ่งไม่สะดวกในการดำเนินคดีและเปลืองค่าใช้จ่าย แม้ว่าชนะคดีกันไปแล้ว โจทก์ก็ต้องนำคำพิพากษาไปให้นายทะเบียนนิติบุคคลดำเนินการแก้ไขชื่อนิติบุคคลที่มีการเลียนแบบด้วย”

ดร.ภูมินทร์ ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากแพ้คดีไปแล้วเหลี่ยมของจำเลยในคดีอาจมีด้วยกัน 2 กรณี ดังต่อไปนี้ กรณีแรก...เมื่อนายทะเบียนเปลี่ยนชื่อนิติบุคคลของบริษัทจำเลย ภายหลังก็ค่อยๆเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นชื่อที่คล้ายคลึงกับชื่อเดิมอีก เช่น โจทก์ใช้ชื่อบริษัทสุนัขขาว จำเลยใช้ชื่อบริษัทสุนัขแดง ภายหลังถูกฟ้องให้เพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนแล้ว จำเลยเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัทวัวแดง จำกัด เมื่อเวลาผ่านไปก็เปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นบริษัทสุนัขดำ จำกัด และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน

“กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อย แต่กฎหมายไทยยังมีกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อนในการแก้ปัญหา กรณีที่จำเลยร่วมเป็นกรรมการของบริษัท เมื่อแพ้คดีไปแล้วนิติบุคคลก็ดำเนินการเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่เพื่อไม่ให้คดีที่ถูกฟ้องใหม่เป็นการกระทำผิดซ้ำ”

กรณีที่สอง...เมื่อจำเลยแพ้คดีไปแล้ว ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าที่เลียนแบบ แต่ใช้การโฆษณาผ่านสื่อแอบแฝง หรือทำให้สื่อสารมวลชนเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัทเดียวกับบริษัทโจทก์ กรณีแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นการปลอม หรือเลียนครื่องหมายการค้าอีกเพราะจำเลยไม่ได้ดำเนินการเอง หรือไม่ได้ปลอมหรือเลียนผ่านเครื่องหมายการค้า หรือตัวผลิตภัณฑ์อีก...แต่เป็นการลวงผ่านสื่อต่างๆ

น่าสนใจว่า...กรณีแบบนี้ การนำสืบเพื่อให้เห็นความไม่สุจริตของจำเลยไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องการคงไม่ใช่เอาคำพิพากษามาถือเอาไว้เล่นๆ หลังจากเสียเวลาและค่าทนายความ การบังคับใช้ของกฎหมายต่างหากที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการ...

อีกประเด็นสำคัญในทางตรงกันข้าม “ผู้บริโภค” ก็ไม่มีสิทธิดำเนินคดีละเมิดเครื่องหมายการค้ารวมถึงการลวงขาย หรือการดำเนินคดีเรื่องการใช้นามโดยมิชอบ

อีกทั้งกฎหมายต่างๆ ที่น่าจะคุ้มครองได้ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคก็ไม่สามารถใช้กับกรณีนี้ได้เนื่องจากปัญหาการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา หรือ พ.ร.บ. การดำเนินคดีแบบ กลุ่มที่ไม่สอดคล้องกับการนำมาใช้ในทางปฏิบัติ

ครั้นผู้บริโภคที่เสียหายจะอ้างถึงการทำนิติกรรม หรือสัญญาที่ตนทำธุรกรรมโดยสำคัญผิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การดำเนินคดีก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก...ต้องใช้เวลานานในการดำเนินคดี ดังนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายเครื่องหมายการค้าคงบังคับใช้ไม่ได้ หรือใช้ได้แต่มีข้อจำกัดในการคุ้มครอง

เสมือนกับว่าการบังคับใช้กฎหมาย...ไม่ช่วยให้บรรลุถึงการทำการค้าที่เป็นธรรม ผู้บริโภคก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาความคุ้มครองความเสียหายของตนเองได้ น่าสนใจอีกว่า...“ยุคดิจิตอลอีโคโนมี” เบ่งบาน ธุรกิจการค้าออนไลน์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด โอกาสที่จะมีโฆษณาเปรียบเทียบ ทำให้หลงผิดในความเป็นเจ้าของจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้...ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องร่วมกันคิด เร่งหามาตรการรับมืออย่างเท่าทัน.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้