บริการข่าวไทยรัฐ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 4) การรักษา

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวิธีการรักษาก็คงจะไม่ได้ เพราะการรักษาถือเป็นสิ่งสำคัญ การกินยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลัก โดยแพทย์จะจ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวให้เข้ากับสังคมและจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สำหรับอาการระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิเทียม (Lithim) วาลโปรเอท (Valproate) และคาร์บามาซีปีน (carbamaxepine) โดยยา 2 ชนิดหลังเป็นยากันชักที่พบว่าสามารถใช้รักษาโรคนี้ได้ดี ส่วนการออกฤทธิ์ของยาอาจต้องใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางคนที่มีอาการทางจิตหรือวุ่นวาย จิตแพทย์อาจให้ยารักษาเพื่อคุมอาการ ซึ่งยารักษาอาการทางจิตขนานใหม่ๆ สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

ส่วนอาการระยะซึมเศร้าแพทย์จะรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ร่วมกับยาป้องกันอาการเมเนีย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายหากกินยาแก้ซึมเศร้าขนานเดียว อาการอาจพลิกกลับไปเป็นเมเนียได้ โดยทั่วไปจะให้ผู้ป่วย กินยานานประมาณ 2 ปี เพราะหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแพทย์อาจให้ยานานถึง 5 ปี บางคนที่มีประวัติทางพันธุกรรมหรือเป็นหลายๆ ครั้ง อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การปฏิบัติตัวที่สำคัญสำหรับโรคนี้ ได้แก่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาสมดุลในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน จากการศึกษาพบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการดื่มสุรา

ไม่ว่าอาการจะอยู่ในขั้นไหน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการของคนรอบข้าง หากผิดปกติไปจากเดิม สิ่งที่ทำได้ในระยะแรกก็คือนำผู้ป่วยรายนั้นไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาตั้งแต่ เริ่มต้น การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พบกันใหม่ในศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี