วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
MIT จับมือ หอการค้า-รัฐบาลไทย สร้าง "นักรบ" เศรษฐกิจเจนใหม่ : ชูนวัตกรรมขั้นสูง ยกระดับการแข่งขันเวทีโลก

MIT จับมือ หอการค้า-รัฐบาลไทย สร้าง "นักรบ" เศรษฐกิจเจนใหม่ : ชูนวัตกรรมขั้นสูง ยกระดับการแข่งขันเวทีโลก

  • Share:

ประเทศไทยในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา เกิดผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) จำนวนมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้นมุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ จนในปัจจุบันมี SME อยู่กว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ และ SME เหล่านี้เองเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่

แต่ในโลกยุคปัจจุบัน และในอนาคต การผลิตและขายสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดิมๆไม่อาจทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อีกแล้ว!!

เพราะหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนแต่หันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมล้ำสมัย (Innovation) ผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหลีกหนีการแข่งขันจากคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น หรือใช้เป็นโมเดลทางธุรกิจ (Business Model) รูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ตั้งแต่ facebook.com และ google.com  ฯลฯ

หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกต่อไป ก็จำเป็นจะต้องผลิตสินค้า และบริการที่มีนวัตกรรมขั้นสูงให้มากขึ้น เพื่อวิ่งตามโลกให้ทัน และทิ้งคู่แข่งให้ได้ แนวทางนี้ ตรงกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้าง “นักรบเศรษฐกิจ” โดยใช้นวัตกรรมขั้นสูงเป็นอาวุธสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า Innovation-driven Entrepreneur (IDE) ตามแนวทางของ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เลือก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการนำพารัฐบาลและภาคเอกชนไทยเข้าสู่โมเดลนี้

นวัตกรรมขั้นสูงอาวุธใหม่ทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.เสาวณีย์เริ่มต้นการสนทนาว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า IDE คืออะไร และแตกต่างจาก SME อย่างไร ประเทศไทยมี SME อยู่จำนวนมากแล้ว ในอนาคตการเติบโตทางธุรกิจของ SME ยังคงมีอยู่แน่นอน แต่อัตราการขยายตัวอาจมีไม่มากนัก ในขณะที่แนวโน้มของโลกหันไปสู่การใช้นวัตกรรมมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินตามโลกให้ทัน ต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

คำว่า “IDE” ถ้าพูดให้เข้าใจอย่างง่ายๆ หมายถึง ผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ยังไม่มีในโลกนี้ ถือเป็นกลุ่มนักรบเศรษฐกิจที่ใช้นวัตกรรมเป็นอาวุธทางธุรกิจ

การจะเกิด IDE ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนก่อน แต่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความคิด (Idea) ว่าจะผลิตสินค้าอะไร หรืออยากทำธุรกิจรูปแบบใด ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง หรือที่ยังไม่มีในโลก ไม่ใช่เป็นสินค้าที่ “มโน” ขึ้นเองว่าอยากขายนั่นขายนี่ เช่น เปิดร้านขายกาแฟ ที่มีอยู่ดาษดื่น สุดท้ายเจ๊ง เพราะผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือมีมากเกินไปจนล้นตลาด

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ต้องดูจาก Customer Pain หรือความเจ็บปวดของผู้บริโภค ที่ต้องการมีสินค้านั้นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตนเอง เช่น ผู้สูงอายุ ต้องการอะไรบ้างที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในประจำวัน

เมื่อได้ไอเดียว่าจะผลิตสินค้าอะไรแล้ว ต่อไปต้องหาแหล่งเงินทุน (Venture Capital) และนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัย เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตสินค้านั้นๆ หรือพัฒนา Business Model หรือเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์ที่จะใช้ทางธุรกิจ ก่อนนำเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค

“จากการเข้าอบรมหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการโดยใช้นวัตกรรมขั้นสูง ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) เมื่อหลายเดือนก่อน จะสอนตั้งแต่การหาไอเดีย จนถึงสามารถเปิดบริษัทขายสินค้าได้ MIT บอกว่าก่อนที่คนคนหนึ่งจะเป็น IDE ได้ ต้องนำเสนอไอเดียมากถึง 80 ครั้งกว่าจะมีผู้สนใจ และสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตสินค้าจนนำออกขาย แต่คนที่ผ่านกระบวนการนี้ของ MIT จะเปิดบริษัทได้ภายใน 8 เดือน สินค้าที่ผลิตจะขายได้ทั่วโลก”

นอกจาก MIT จะมีหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการให้เป็น IDE แล้ว ยังสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมขั้นสูงด้วย เช่น มีโกดังเปล่า ที่ภายในมี “โต๊ะแห่งความคิด” จำนวนมาก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเป็นออฟฟิศ มาเปิดให้ผู้ที่ต้องการเป็น IDE ได้เช่าโต๊ะวันละไม่กี่สิบเหรียญฯ เพื่อหาไอเดียทำธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือผลิตสินค้าใหม่ๆ ในแต่ละปี โกดังแห่งนี้สามารถสร้างธุรกิจเกิดใหม่ หรือเกิด IDE ได้ไม่ต่ำกว่า 600 ธุรกิจ

ความแตกต่างของ IDE–SME

การเป็น IDE แตกต่างจาก SME มาก เพราะ SME เกือบทั้งหมดตั้งเป้าหมายทำธุรกิจในประเทศ หรืออย่างมากเฉพาะในภูมิภาคเท่านั้น ที่สำคัญ ในการผลิตหรือการทำธุรกิจ มักไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีผลิตสินค้า ทำธุรกิจด้วยวิธีการแบบเก่าที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นพ่อ ซึ่งขาดเงินทุนจากภายนอกประเทศ ส่งผลให้ขาดศักยภาพในการแข่งขัน นอกจากนี้ ธุรกิจ SME ช่วยสร้างงานได้ไม่มากนัก แต่ก็มีข้อดีตรงธุรกิจ SME เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับ IDE เป้าหมายการทำธุรกิจ ไม่ได้มุ่งเฉพาะภายในประเทศ หรือภูมิภาคเท่านั้น แต่มองไกลไปถึงตลาดโลก โดยใช้นวัตกรรมล้ำสมัยและเทคโนโลยีขั้นสูงผลิตสินค้า และกำหนด Business Model หรือกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่ไม่ซ้ำใคร ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจากแหล่งเงินทุนภายนอกประเทศได้ ก่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขัน ช่วยสร้างงานให้คนในประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นทวีคูณ

แต่ข้อเสียของ IDE คือ ในช่วงการเริ่มต้นธุรกิจ กิจการอาจขาดทุนก่อน เพราะเงินทุนจำนวนมากจะหมดไปกับการค้นคว้าและวิจัยสินค้าใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด แต่เมื่อสินค้าติดตลาดแล้ว ธุรกิจจะทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“IDE เป็นคนละเรื่องกับ SME ที่ส่วนมากจะไม่โตแล้ว เพราะ SME ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะเข้าสู่ตลาดโลก จะขายเฉพาะในประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ IDE มีความต้องการจะไปถึงตลาดโลก เพราะสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่า”

เมื่อ SME และ IDE มีความแตกต่างกัน การกำหนดนโยบายสนับสนุน จึงต้องต่างกันด้วย โดย IDE ต้องการความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนักรบเศรษฐกิจรายใหม่ของประเทศ ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้จากตัวของผู้ประกอบการเพียงลำพัง และการสนับสนุน IDE ยังต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว และมีความยืดหยุ่น เพราะกว่าจะผลิตสินค้าได้ ต้องใช้ระยะเวลามากกว่า SME

สำหรับประเทศไทย MIT แนะนำว่า การจะขับเคลื่อน IDE ได้ ภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง

ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าการสร้าง IDE อย่างเป็นรูปธรรม ต้องไม่ทิ้ง SME หากยังต้องส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือในด้านต่างๆต่อไป รวมถึงต้องหาพี่เลี้ยง เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยหานวัตกรรม และต่อยอดการผลิตให้ และช่วยเสริมสภาพคล่องให้ด้วย

“MIT” แนะไทยขาดนวัตกรรม

แม้การใช้นวัตกรรม และการสร้างผู้ประกอบการโดยใช้นวัตกรรม เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับระบบเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยแทบไม่รู้จัก IDE ผู้ประกอบการแต่ละรายใช้นวัตกรรมผลิตสินค้าและทำธุรกิจน้อยมาก หนำซ้ำยังแทบไม่มีงบประมาณทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) เลย ประเทศไทยจึงยังไม่ก้าวหน้าเทียบชั้นประเทศพัฒนาแล้ว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมผลิตสินค้ามานานแล้ว จึงได้ทุ่มทุนกว่า 10 ล้านบาท ส่ง “ทีมไทยแลนด์” ที่นอกจากจะมี รศ.ดร.เสาวณีย์ แล้ว ยังคัดเลือกบุคคลชั้นหัวกะทิจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเงินทุน และนักวิชาการ เดินทางไปเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ของ MIT ตามโครงการ MIT REAP (Regional Entreperneur Acceleration Program) เมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ร่วมกับอีกหลายประเทศ อย่างญี่ปุ่น จีน นอร์เวย์ ชิลี อิสราเอล และสหราชอาณาจักร

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสร้างระบบนิเวศ ที่เอื้อให้เกิดระบบ IDE (IDE Eco-system) ซึ่งประกอบด้วย 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มทุน โดยผลักดันให้ทั้ง 5 ภาคส่วนทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง IDE ให้ได้ เพราะ IDE ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากมีเพียงผู้ประกอบการ แต่ไร้ซึ่งการสนับสนุนจากภาควิชาการเช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือไร้ซึ่งแหล่งเงินทุนต่างๆ รวมถึงยุทธ-ศาสตร์การสร้าง IDE จากรัฐบาล

ในการเวิร์กช็อป MIT บอกว่า ประเทศใดก็ตาม จะเกิด IDE ได้ ต้องมีความสามารถ 2 ด้านประกอบกัน คือ ความสามารถด้านนวัตกรรม (Innovation Capacity) เช่น การมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ มี R&D และมีงบ R&D คนในประเทศมีความ ต้องการนวัตกรรมหรือไม่ ถ้าไม่มี การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้มีนวัตกรรมมากขึ้นอาจขายไม่ได้ และยังต้องมีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Capacity) ด้วย

ภายหลังจาก “ทีมไทยแลนด์” ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว MIT ประเมินว่า ไทยมี Entrepreneurial Capacity มาก เห็นได้จากนักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็น start up แต่ยังขาด Innovation Capacity เพราะมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาน้อยมาก นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยก็น้อย

ขาดระบบการเกื้อกูลกันและกัน

นั่นอาจเป็นเพราะไทยยังขาดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดไอเดีย ระบบนิเวศ และการเกื้อกูลจากภาครัฐและเอกชนของ IDE ที่ประกอบด้วย 5 ภาคส่วนยังไม่ดีพอ นักคิดยังไม่มีโอกาสพบกับนักลงทุน ทำให้เด็กจบใหม่ ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเปิดร้านขายกาแฟ ขายอาหาร หรือร้านซักรีด ซึ่งล้วนแต่มีอยู่แล้วในตลาด ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบนิเวศขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการเกิด IDE

“ถ้าเราทำให้ระบบนิเวศ หรือการเกื้อกูลกันให้เกิดขึ้น ทำให้ทั้ง 5 ภาคส่วนได้ทำงานร่วมกัน จะเกิด IDE ขึ้นอีกมากในประเทศไทย อย่างร้านซักรีด ถ้าเอานวัตกรรมมาใส่ มีการสนับสนุนเงินทุน จะได้ธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร เช่นร้านซักรีด 24 ชั่วโมง ที่ชื่อ washbox 24...”

...นี่ถือเป็น Business Model ใหม่ เพียงแค่เช่าพื้นที่เล็กๆ ตามคอนโดทำล็อกเกอร์ใส่เสื้อผ้า ลูกค้าจะเอาผ้ามาใส่ล็อกเกอร์ เวลาใดก็ได้ ร้านจะเอาผ้าไปซัก โดยติดบาร์โค้ด และถ่ายรูปผ้าทุกชิ้น ลูกค้าสามารถติดตามสถานะการส่งซักได้ทางเว็บไซต์ www.washbox24.com  โดยร้านจะส่ง SMS แจ้งเมื่อผ้าซักเสร็จแล้ว Business Model นี้เป็นลิขสิทธิ์ของเด็กไทย จะเอาไปเปิดที่ไหนก็ได้”

หรืออย่างเว็บไซต์หนังสือออนไลน์ OOKBEE ที่มียอดขายในทั่วโลก เว็บไซต์ BUILK เว็บไซต์สำเร็จรูปเพื่อธุรกิจก่อสร้าง ที่มียอดขายทั่วโลกเช่นกัน หรืออย่าง Disrupt University โรงเรียนสอน start up โดยนำเอาองค์ความรู้จาก Stanford และการสร้างสรรค์นวัตกรรมจาก Sillicon Valley มาผสมผสานกัน ซึ่งจะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ในฝัน หรือเปิดบริษัทในฝันได้ในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ เป็นต้น

นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า การเริ่มต้นธุรกิจ หรือทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งต้องเอาความต้องการของตลาดเป็นหลัก ทำให้ไม่มีอะไรล้นตลาด แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนไทยมักเอางานวิจัยที่อยู่บนหิ้งมาขึ้นห้าง ทำให้เมื่อผลิตเป็นสินค้าแล้ว มักไม่ได้รับการตอบรับจากตลาด เพราะงานวิจัยต่างๆ เป็นสิ่งที่นักวิจัยทำตามความต้องการของตนเอง ไม่ได้เอาความต้องการของตลาดมาเป็นหลักคิด

“ในช่วงเริ่มต้นของการเป็น IDE ต้องใช้เวลาในการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจทั้งหมด พัฒนานวัตกรรม แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจไม่ทำกำไรในปีแรก จึงต้องหาแหล่งเงินทุนที่มีสายป่านยาวมาช่วยสนับสนุนด้านการเงิน”

หอการค้าไทยเดินหน้าสร้าง IDE

รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า ในการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือน พ.ย.58 หนึ่งในหัวข้อสำคัญในการสัมมนาคือ การสร้าง IDE และการใช้นวัตกรรมผลิตสินค้า ซึ่งสมาชิกหอการค้าไทยตื่นตัวมาก เพราะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะนักลงทุนที่บอกว่า มีเงิน แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไร

หอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าว กับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แล้ว และแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการดำเนินการ และรอคนที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อน จึงมอบหมายให้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกันแล้ว เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิด IDE อย่างจริงจัง และผลักดันการทำงานของระบบนิเวศ ทั้ง 5 ภาคส่วน โดยกำหนดจะประชุมร่วมกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อให้งานมีความคืบหน้าโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน “ทีมไทยแลนด์” แต่ละคนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่ MIT ต้องเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต้องหามหาวิทยาลัยอื่นเป็นพันธมิตร ตัวแทนเงินทุนก็ต้องหากองทุนอื่นๆเข้าร่วมเป็นทีมเดียวกันด้วย เป็นต้น

“เมื่อก่อน เรายังต่างคนต่างทำงาน รัฐบาล สถาบันการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ก็ทำงานวิจัยตามความต้องการของตนเอง เมื่อได้แล้วเอาเก็บไว้บนหิ้ง ไม่ได้นำมาผลิตสินค้าขาย เพราะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ถ้าประเทศไทยจะมุ่งหน้าไปสู่ IDE ทั้ง 5 ภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน และต้องหากิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิด IDE ได้เร็วขึ้น อย่างที่ MIT มีโกดังให้เช่าโต๊ะความคิด”

สำหรับหอการค้าไทยวางแผนในอีก 6 เดือน จะประกาศการประกวดแผนธุรกิจ โดยอาจคัดเลือกทีมที่มีไอเดียดีๆ 10-20 ทีม เพื่อเอามาบ่มเพาะ โดยจัดหาสถานที่ให้อยู่รวมกันเป็นทีม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีบริษัทขนาดใหญ่เป็นพี่เลี้ยง

ถ้าเสนอแผนธุรกิจแล้วบกพร่อง จะหาทีมมาร์เกตติ้งมาให้คำแนะนำ หรือหากบกพร่องเรื่องการวิจัย จะหานักวิจัยมาดูให้ เมื่อแผนธุรกิจ หรือตัวสินค้าเสร็จแล้ว จะมีการตัดสินและประกาศรางวัล จากนั้นจะหาแหล่งเงินทุนมาดู ถ้าถูกใจก็ลงทุนร่วมกันได้ทันที

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยฯได้ร่วมกับหอการค้าไทยเปิดหลักสูตร “สถาบันวิทยาการนวัตกรรมผู้ประกอบการ” หรือ IDEA (Innovation Driven Entrepreneurship Academy) ที่เน้นการสร้าง Ecosystem (ระบบนิเวศหรือการเกื้อกูลกันทางธุรกิจ) สำหรับผู้ประกอบการ และพัฒนาผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมตามโมเดลของ MIT สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้าง“นักรบเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย” โดยเปิดรับผู้สนใจอายุ 25-42 ปี สมัครได้จนถึงวันที่ 15 ม.ค.59 เริ่มเรียนวันที่ 12 ก.พ.-10 มิ.ย.59

“ถ้าทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนที่ถูกต้อง ประเทศไทยเกิด IDE จำนวนมากได้แน่ และผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้จะเป็นนักรบเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้แบบทวีคูณ เพื่อช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้อย่างแน่นอน”.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้