วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แห่ดาวท่าแร่ รับวันคริสต์มาส

แห่ดาวท่าแร่ รับวันคริสต์มาส

  • Share:

“แห่ดาวท่าแร่”...หนึ่งเดียวใน โลกของชาวคริสต์พอเอ่ยปากถึง “ชุมชนบ้านท่าแร่”...เชื่อแน่เหลือเกินว่า หลายคนคงมุ่งมองไปตรงประเด็น คนที่นี่ล้วนมีพฤติกรรมอันเป็นวัฒนธรรมในการบริโภคชิ้นเนื้ออาหารที่ไม่สู้จะเหมือนคนถิ่นอื่นๆ แต่ถ้ามองด้วยสายตาแห่งความเห็นแจ้งและเห็นจริงแล้ว ต้องรู้อย่างหนึ่งว่าพวกเขาต่างสืบสานการบริโภคในชีวิตประจำวันกันมาแต่บรรพบุรุษอันยาวนาน จนแทบทุกคน ณ ที่นั้นต่างถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับการดำรงชีพ เหมือนเช่นมนุษย์ที่ชอบบริโภคชิ้นเนื้อวัว ควายไปจนถึงหมูป่า หมูบ้าน กระทั่งกบ เขียด นกกระจอกเทศ และเนื้อจระเข้ ไม่เว้นแม้แต่เนื้อม้า

อะไรไม่ว่าถ้าจะว่ากันด้วยความเป็นจริงแล้ว ชาวชุมชนคนท่าแร่นั้นต่างมีอะไรหลายอย่างให้น่าพูดถึงในทางที่ดีมากกว่าการตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ โดยเฉพาะการสืบสานตำนานจนกลายเป็นงานประเพณีที่ควรค่าแก่การยกย่องได้อย่างเต็มปาก

ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมได้ถูกบันทึกไว้ว่า พวกเขาเป็นคนเชื้อสายเวียดนาม ซึ่งทุกชีวิตล้วนนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และผละจากมาตุภูมิมาตั้งแต่ปี 2427 หรือเมื่อประมาณ 131 ปีที่ผ่านมา และมากันแค่ 40 ชีวิตโดยการนำของบาทหลวงเกโก มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่คอยดูแล

เมื่ออพยพถอยร่นผ่านดินแดนเพื่อนบ้านแล้วข้ามลำน้ำโขงเข้ามา ก็พบกับทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมตรงริมฝั่งหนองหาร จ.สกลนคร ที่ชาวบ้านแถบใกล้เคียงเรียกกันว่า “หินแฮ่” จึงตั้งหลักปักฐานเป็นที่อยู่ถาวรโดยไม่คิดจะเคลื่อนย้ายไปยังที่อื่นใดอีก และไม่นานต่อมาชื่อของหินแฮ่ก็ถูกเรียกเพี้ยนเปลี่ยนเป็น “ท่าแร่” มาจนถึงทุกวันนี้

ชุมชนชาวท่าแร่ที่เริ่มต้นจากคนแค่ 40 ชีวิต ได้ครองเรือนกันเรื่อยมาจนที่สุดออกลูกออกหลานจากรุ่นสู่รุ่นตามมา ถึงปัจจุบันมีมากถึง 2,574 ครัวเรือน ประชากรรวมทั้งสิ้น 13,154 คน อยู่ใน 8 หมู่บ้าน 2 ตำบล

และแน่นอน...ทุกผู้คนในครัวเรือนต่างนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกด้วยกันทั้งชุมชน จากจำนวนประชากรชาวคริสต์ที่องค์กรคริสต์ศาสนาสำรวจล่าสุดปีนี้พบว่า ไทยมีคริสต์ศาสนิกชนนิกายต่างๆอยู่ 777,821 คน คิดเป็นร้อยละ 1.21 ของประชากรไทยทั้งประเทศ

ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้นับถือนิกายโรมันคาทอลิก 369,636 คนโดยกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่สำหรับที่ชุมชนบ้านท่าแร่นั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งที่มีชาวคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ชุมนุมกันอยู่มากสุด!

ผู้คนในชุมชนแห่งนี้เขาต่างพากันรำลึกอยู่เสมอว่า ตามบทจารึกบนคัมภีร์คริสต์ที่พวกเขาพากันยึดเหนี่ยวเป็นชีวิตจิตใจนั้นบอกว่า... “คืนวันคริสต์มาสคือคืนวันที่พระเยซูคริสต์ได้เสด็จลงมาประสูติยังพื้นพิภพ และในคืนเดียวกันนั้นได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อมีดวงดาวเปล่งรัศมีสุกสกาวขึ้นบนนั้นราวกับทอแสงส่องสว่างขึ้นคลุมโลกทั้งโลก”

ปี 2525 หรือปีที่กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 200 ปีพอดี ชาวท่าแร่พลันได้เกิดแนวคิดที่จะนำเอาเหตุปาฏิหาริย์จากคัมภีร์คริสต์บทนั้นขึ้นมาน้อมรำลึกถึงองค์พระเยซูเจ้าในคืนวัน...“คริสต์มาส”

เริ่มจากการประดิษฐ์ดาวดวงน้อยแทนสัญลักษณ์ดาวบนท้องฟ้า แล้วกำไว้กับมือ ถือแห่แหนไปรอบๆชุมชนก่อนนำเข้าสู่อาสนวิหารอัครเทวดามิคาเอล คริสต์ศาสนสถานซึ่งตั้งอยู่กลางชุมชน ถือเป็นปีแห่งการริเริ่มกิจกรรมแห่ดาวของชุมชนชาวท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร

จากนั้น...ได้มีการจัดต่อเนื่องกันเป็นประจำปีเรียกว่า “งานประเพณีแห่ดาว เทศกาลคริสต์มาส” โดยได้มีวิวัฒนาการให้ดูอลังการมากขึ้นจากที่เคยใช้ดาวดวงน้อยถือร้อยไว้กับมือ ก็พัฒนารูปแบบเป็นโคมดาวขนาดใหญ่ประดับด้วยแสงไฟส่องสว่างไว้บนรถประดับดาวเพื่อแห่ไปรอบชุมชนแทน ขณะที่บ้านเรือนภายในชุมชนแต่ละหลังจะพร้อมใจกันตกแต่งเป็นรูปโคมไฟประดับดาวส่องสว่างไปทั่วชุมชน

ช่างเป็นภาพที่แสนวิจิตรมหัศจรรย์ อย่างแทบจะหาชมที่ไหนไม่ได้ ด้วยบ้านเรือนชุมชนชาวท่าแร่ยังคงรักษาเอกลักษณ์รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ ที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้านเมื่อคราวถูกคุกคามจากจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส...

สมฤดี จิตรจง ผอ.ภูมิภาคอีสาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า งานประเพณีแห่ดาวฯ สกลนคร เป็นกิจกรรมที่ ททท.นำมาสนับสนุนด้านการตลาด โดยได้บรรจุไว้ในปฏิทินท่องเที่ยวประจำปีทุกปีทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

“เมื่อปีที่ผ่านมา ททท.ได้ส่งเสริมและยกฐานะให้ขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติ เทียบเท่างานไม้ดอกไม้ประดับเชียงใหม่ หรืองานแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี และงานช้างสุรินทร์ ด้วยการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อฯ และ ททท.ในประเทศ 35 สำนักงานกับสำนักงานต่างประเทศทั่วโลก เพื่อกระตุ้นตลาดให้เกิดแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางมาร่วมงาน”
สมฤดี ย้ำว่า สำหรับปีนี้ชาวท่าแร่จะพร้อมใจกันเริ่มประดับโคมดาวตามอาคารที่อยู่อาศัยกันตั้งแต่คืนวันที่ 23 ธันวาคม กระทั่งเย็น

พลบค่ำของวันที่ 24 ธันวาคม ก็จะเป็นการจัดริ้วขบวนแห่ผ่านเข้าสู่ชุมชนด้วยรถประดับโคมดาวจำนวน 70 คัน ซึ่งคืนนั้นชุมชนบ้านท่าแร่จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟที่เปล่งรัศมีออกมาจากโคมดาวประดับรถและประดับอาคารบ้านเรือน ท้องถนนรอบๆชุมชนจะคึกคักคลาคล่ำด้วยเหล่านักท่องเที่ยวที่ไปร่วมงาน

ททท.สำนักงานนครพนม จะเข้าไปจัดพื้นที่ร่วมงานภายในชุมชน โดยปีนี้ได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบที่ว่า...หากนักท่องเที่ยวรายใดเข้าพักโรงแรมที่เป็นพันธมิตรร่วม โดยประสาน ททท.สำนักงานนครพนม ก็จะได้รับส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์

“นอกจากนี้หากนักท่องเที่ยวใช้บริการโรงแรม กินอาหารเครื่องดื่ม จับจ่ายสินค้าภายในห้างสรรพสินค้า จังหวัดสกลนคร ครบ 1,000 บาทแล้วนำหลักฐานไปแสดงต่อ ททท.ภายในงาน ก็จะได้รับของที่ระลึกเป็นกระเป๋าเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว”

ในคืนวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม...ขบวนรถแห่ดาวของชุมชนชาวท่าแร่ทั้งหมด จะไปสมทบกับขบวนรถแห่ดาวของชาวคริสต์จาก จ.นครพนม-มุกดาหาร-กาฬสินธุ์ อีกจำนวน 300 คัน ที่ศูนย์ราชการภายในตัวเมืองสกลนคร แล้วแห่เป็นขบวนไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรก็จะสิ้นสุดยังสำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่-หนองแสง (โรงเรียนเซนต์ยอแซฟ) เพื่อให้ประชาชนคนทุกศาสนาได้ชมกัน

เมื่อหลังจบงานมหัศจรรย์นี้แล้ว ททท.ภูมิภาคอีสาน ก็จะขยายผลด้านตลาดท่องเที่ยว ด้วยการเจาะกลุ่มตลาดชาวคริสต์ในไทย 777,821 คน ให้เดินทางไปท่องเที่ยวยังคริสต์ศาสนสถานที่มีอยู่ในอีสาน อาทิ อาสนวิหารอัครเทวดามิคาเอล ชุมชนบ้านท่าแร่แล้วก็วัดสองคอน จ.มุกดาหาร วัดนักบุญอันนา ริมฝั่งโขงกลางเมืองนครพนม และวิหารคริสต์แห่งใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเปิดที่ จ.นครราชสีมา ในเร็ววันนี้

สมฤดีตั้งหวังไว้ว่า...ถ้าขยันคิด ขยันทำกันแบบนี้ “อีสาน”...ก็น่าจะหมดยุคอับเฉาด้านการท่องเที่ยวในฐานะดินแดนแห่งอู่อารย-ธรรม แหล่งธรรมชาติและวิถีชุมชนเสียที.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้