กีฬา
100 year

"อาร์สทีเดอร์"เมืองเล็ก...หัวใจใหญ่

ไทยรัฐฉบับพิมพ์14 พ.ย. 2558 05:01 น.
SHARE

โบสถ์เก่าแก่ในอาร์สทีเดอร์

อารมณ์การเที่ยวแบบชิล...และฟิน!! ดูเหมือนจะหายไปจากชีวิตนานพอสมควร ด้วยเพราะการเดินทางที่ต้องผูกติดอยู่กับการทำงาน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามตารางเวลามากกว่าตารางที่เราสามารถกำหนดเองได้

แต่เมื่อหลายเดือนก่อน มีโอกาสไปเที่ยวในเมืองเล็กๆของเยอรมนี ที่ชื่อ “อาร์สทีเดอร์” (Rastede) อยู่ในเขตรัฐปกครองที่เรียกว่า “ชเลสวิก โฮลชไตน์” (Schleswig–Holstein) ของเยอรมนี เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองออลเดนบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งของเยอรมนี

สถานีตำรวจในอาร์สทีเดอร์

เราไปถึงอาร์สทีเดอร์ ในช่วงที่กำลังมีงานเทศกาลดนตรี International Rastede Musiktage พอดี ทำให้โรงแรมที่พักในเมืองส่วนใหญ่ค่อนข้างเต็มแน่น เพราะอย่างที่บอกเมืองนี้เล็กมากๆ โรงแรมที่พักที่พอจะรับแขกบ้าน แขกเมืองได้มีอยู่แค่ 2 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ โรงแรมชเลสคอส ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ปราสาทชเลสคอส หรือ Schloss Rastede ที่ถือเป็นไฮไลต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมือง

แม้จะเรียกชื่อว่าเป็นปราสาทแต่ดูจากภายนอกแล้ว น่าจะคล้ายๆกับวังฤดูร้อนเสียมากกว่า ตามประวัติที่มีอยู่น้อยนิด บอกว่า ปราสาทชเลสคอสในอาร์สทีเดอร์นี้ สร้างโดย Christian Duke of Oldenburg ซึ่งเกิดในเมืองอาร์สทีเดอร์ เป็นลูกชายคนเดียวของดุ๊ก อันตัน กุนเธอร์ แห่งออลเดนบูร์ก กับเจ้าหญิงเอมิลี่ แห่งโลว์สไตน์ เวิร์ธเธม โฟรเดนเบอร์ก

บ้านในอาร์สทีเดอร์...สร้างเมื่อปี 1904

ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก ถือเป็นราชตระกูลแห่งเยอรมันเหนือที่ทรงอิทธิพลมากราชตระกูลหนึ่งของยุโรป ซึ่งในเวลาต่อมาราชตระกูลนี้ได้ปกครองทั้งเดนมาร์กและนอร์เวย์ โดยเคาท์ คริสเตียนที่ 1 แห่งออลเดนบูร์กได้รับเลือกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์กในปี ค.ศ.1448 นอร์เวย์ ในปี ค.ศ.1450 และสวีเดนในปี ค.ศ.1457 จึงถือได้ว่าเป็นราชวงศ์ที่ได้ปกครองอาณาจักรถึงสามอาณาจักร ที่เรียกว่า สหราชอาณาจักรคาลมาร์

แค่ปราสาทหลังเดียวในเมืองเล็กๆก็ไม่ธรรมดาเสียแล้ว แต่เพราะเราทั้ง 3 คนยังไม่มีที่พักสำหรับคืนนี้ เลยออกเดินไปตามถนนสายหลักของเมือง เพื่อ ไปยังสำนักงานการท่องเที่ยวของอาร์สทีเดอร์ เพื่อสอบถามถึงที่พักที่อาจจะพอมีเหลืออยู่บ้าง ซึ่งก็สนุกสนานพอสมควร เพราะคนที่นี่ส่วนใหญ่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ยกเว้นคนที่ทำงานราชการหรือร้านค้าใหญ่ๆ

บ้านท้อปเคน แฟมิลี่ อายุ 120 ปี

เจ้าหน้าที่หนุ่มของสำนักงานการท่องเที่ยวเมืองอาร์สทีเดอร์ พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธุระในการโทรศัพท์สอบถามไปยังโรงแรมและบ้านพักต่างๆในเมือง และแนะนำให้เราไปที่ Pension Haus Waldblick ซึ่งเป็นโฮมสเตย์ที่ตั้งอยู่ในสวนริมทะเลสาบส่วนตัว

คุณป้าเจ้าของบ้านน่ารักมาก แม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ภาษามือของเราก็พอที่จะทำให้เธอเข้าใจได้ว่า พวกเราต้องการที่พักในเมืองนี้อย่างน้อย 3 คืน ซึ่งเธอบอกว่า ห้องพักของเธอว่างแค่ 1 คืน เท่านั้น

ระหว่างเตรียมแข่งขันคอนเสิร์ต แบนด์

เอาละสิ...เดินมาตั้งหลายกิโล ห้องพักจะว่างแค่คืนเดียว คุณป้าคงเห็นหน้าตาความผิดหวังปนกังวลใจของพวกเรา เธอบอกให้เรารอสักครู่ แล้วหยิบ โทรศัพท์โทร.หาญาติของเธอที่อยู่ใกล้ๆพร้อมกับเรียกแท็กซี่ให้พวกเราไปที่บ้านญาติของเธอที่เธอบอกว่า มีห้องพักว่าง 2 ห้อง 3 คืน ที่พวกเราจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปที่จะต้องเก็บกระเป๋าในวันรุ่งขึ้น แต่ทิ้งท้ายว่า “บ้านญาติฉันไม่มีอาหารเช้านะ แต่คิดเงินแค่คืนละ 25 ยูโร ถูกกว่าของฉัน 5 ยูโร”

บ้านหลังใหญ่ที่เราไปพัก เป็นบ้านของตระกูลท้อปเคน ซึ่งเป็นตระกูลคนชั้นสูงเก่าแก่ในเมืองอาร์สทีเดอร์ อายุบ้าน 120 ปี เพราะสร้างตั้งแต่ปี 1895 มีคุณป้าอิลลี่ วัย 85 สะใภ้ของตระกูลเป็นคนดูแลบ้านและทำธุรกิจโฮมสเตย์เล็กๆ

บ้านเรือนในอาร์สทีเดอร์อายุมากกว่า 100 ปี

เราอยู่ที่บ้านของคุณป้าอิลลี่เสมือนหนึ่งเป็นบ้านของเราเอง คุณป้าเล่าว่าเธอมีลูกสาว 3 คน นานๆจึงจะแวะมาเยี่ยมแม่สักครั้ง เธอมีความสุขกับการปลูกดอกไม้สวยๆไว้หลังบ้าน และตัดมาใส่แจกันเมื่อดอกไม้บานเต็มที่ ที่บ้านของคุณป้ายังมีคุณลุงแดเนียล อายุ 84 ที่หลังจากภรรยาตาย ก็ตัดสินใจให้เช่าบ้านของตัวเองที่อยู่ในเมืองและมาเช่าห้องพักแบบลองสเตย์อยู่ที่บ้านคุณป้า ทุกๆเช้าคุณลุงจะขับรถโฟล์กสวาเกนไปหาอาหารเช้ากินในเมือง ซึ่งเช้าวันแรกในบ้านท้อปเคน คุณป้าอิลลี่ขอให้คุณลุงพาพวกเราติดรถออกไปกินอาหารเช้าและเชียร์น้องๆโรงเรียนสตรีวัดระฆังที่มาแข่งขันดนตรีในครั้งนี้ด้วย

บ้านทุกหลังในอาร์สทีเดอร์ล้วนแล้วแต่มีอายุเกินกว่า 100 ปีทั้งนั้น บางส่วนเป็นของเจ้าของเดิมแต่บางส่วนก็ถูกขายให้กับเศรษฐีชาวเยอรมันที่นิยมมีบ้านพักตากอากาศในเมืองเล็กๆ หรือบางครั้งก็จัดการปรับปรุงแปลงโฉมทำเป็น B&B หรือ โฮมสเตย์ สำหรับการมาพักผ่อนในช่วงฤดูร้อนที่ดอกไม้พากันพร้อมใจบานสะพรั่ง สีสันสดใสไปทั้งเมือง

แม่ๆและครูพี่เลี้ยงกำลังพาเด็กๆกลับจากเนอร์สเซอรี่

วันสุดท้ายที่อาร์สทีเดอร์ เรานั่งรถไฟเอสบาห์น ไปหาซื้อของในออลเดนบูร์ก ใช้เวลาแค่ 10 นาทีจากสถานีรถไฟอาร์สทีเดอร์ เราก็มาถึงออลเดนบูร์ก สภาพบ้านเมืองที่นี่ต่างจากอาร์สทีเดอร์มาก ในออลเดนบูร์กมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ถนน ช็อปปิ้ง และร้านกาแฟน่ารักๆในย่านการค้าของเมือง พวกเราไม่พลาดที่จะแวะชิมไส้กรอกขาวแบบบาวาเรียน และไส้กรอกเยอรมันรสเลิศที่ต้องบอกว่าเด็ดสุดๆ พร้อมจับจ่ายซื้อของที่ราคาดูเหมือนจะถูกกว่าเมืองใหญ่ๆอย่างแฟรงก์เฟิร์ต มิวนิก หรือเบอร์ลิน เหตุเพราะอัตราภาษีในเมืองเล็กๆจะถูกกว่าเมืองใหญ่ๆ อยู่แล้ว

วันสุดท้ายของการแข่งขัน โรงเรียนเซนต์จิงกาเบล (สตรีวัดระฆัง) สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศในการประกวดวงคอนเสิร์ต แบนด์ มาฝากคนไทยร่วมกับโรงเรียนดังอีกโรงเรียนหนึ่งจากเมืองย่าโม พวกเราเฉลิมฉลองค่ำคืนแห่งความสุขและความสำเร็จที่ไม่ใช่เรียกว่าชัยชนะ เพราะการแข่งดนตรีคือการแข่งกับตัวเอง ทำให้ได้ถึงมาตรฐาน ถึงระดับ ไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร สำคัญที่สุดคือ ดนตรีได้มีส่วนเจียระไนหัวใจเด็กๆให้มีความสุข ภูมิใจกับความสามารถและความสำเร็จที่ตัวเองทำได้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

คุณป้าอิลลี่..ในวันที่ร่ำลากัน

เราออกจากอาร์สทีเดอร์ โดยไม่ลืมที่จะร่ำลา คุณป้าอิลลี่ เธอเข้ามาสวมกอดอย่างคนแก่ที่มีความเหงาเป็นเพื่อน พร้อมทั้งจับไม้จับมือขอให้เราสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมเธออีกในปีหน้า เราได้แต่ยิ้มๆและบอกว่าถ้ามีโอกาสเราจะกลับไปจิบไวน์กับเธออีก

ก็ทำไมถึงจะไม่อยากกลับไปอีกเล่า ในเมื่อหัวใจของคนในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินและชีวิตที่นี่ก็สโลว์ ไลฟ์ เกินกว่าที่คิดไว้เสียอีก...

ลาก่อนอาร์สทีเดอร์...แม่สาวสองพันปีแห่งชเลสวิก โฮลชไตน์.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เที่ยวตามตะวันอาร์สทีเดอร์เที่ยวต่างประเทศเที่ยวเยอรมนีปราสาทชเลสคอสคอลัมน์คอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้