ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ชีวิตดี๊...ดี ที่ "เกาะพยาม"

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 ต.ค. 2558 05:01 น.
    SHARE

    ชายหาดสวยงามสุดลูกหูลูกตา

    2 คืน 3 วันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งเวลาดีๆของการเดินทางท่องเที่ยว ต้องขอบคุณ “พี่ต้อย” กัณฑรัตน์ เจิมจิตรผ่อง และ “พี่หมู” ภารดี เทศรัตนวงศ์ แห่งบริษัท บัตรเครดิตกรุงไทย จำกัด ที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับทริปดีๆแบบนี้....

    ออกเดินทางจาก กทม.ด้วยเครื่องบินนกแอร์ในช่วงเย็นวันศุกร์ ไปถึงระนองตอนค่ำ แน่นอนที่สุด อาหารมื้อแรกในเมืองระนองไม่น่าจะเป็นอย่างอื่นนอกจากอาหารทะเลสดๆ

    เราเลือก ร้านเคียงเล แถวปากน้ำระนอง ที่นอกจากจะมีดีที่รสชาติของอาหารแล้ว ยังมีวิวของแสงไฟจากบ้านเรือนบนฝั่งเกาะสองของพม่าให้มองเพลินๆอีกด้วย อาหารจานเด็ดของร้านนี้ เขาบอกว่าต้องสั่ง “ยำกุ้งเคย” ซึ่งเป็นกุ้งตัวเล็กๆ ที่ใช้ทำกะปิ หนึ่งในสินค้าส่งออกที่มีชื่อของเมืองระนอง เจ้าของร้านคุยว่า กุ้งเคยที่ใช้ในร้านนั้น เป็นกุ้งจากเรือประมงที่ลากกันสดๆ นำมาล้างให้สะอาดก่อนที่จะนำไปทอดในน้ำมันจนเหลืองกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับยำมะม่วงสด เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ก่อนจะต่อด้วยกุ้งผัดสะตอกะปิ รสเด็ดเผ็ดมันส์ ชนิดที่ว่า ใครอย่าได้เผลอเล่นไลน์หรือคุยโทรศัพท์ทีเดียว หันกลับมาอาหารอาจจะหมดจานได้ ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อนๆ มีแกงส้มปลากะพง สไตล์ปักษ์ใต้ที่ครบรส ทั้งเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน ประสานกันอย่างลงตัวแล้วล่ะก็...เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมกันละงานนี้

    บัวลอยน้ำขิงรสเข้ม...
    บัวลอยน้ำขิงรสเข้ม...

    แม้จะบ่นกันว่าอิ่มแปล้..แต่พอขึ้นรถ บางคนก็เปิดประเด็นหาขนมหวานเมืองระนองกินกันดีกว่า โชเฟอร์หนุ่มผมยาวคนท้องถิ่น แนะนำ ร้านอาแปะ บอกเป็นร้านเก่าแก่ ไม่มีชื่อร้าน แต่คนขายเป็นอาแปะ ก็เลยเรียกร้านอาแปะ..แนะนำกันขนาดนี้ อิ่มแค่ไหนก็ต้องไปชิม แล้วก็คุ้มกับการที่ต้องยอมเพิ่มน้ำหนัก ทั้งๆที่ลงทุนลดมาแทบเป็นแทบตาย เพราะทั้งน้ำเต้าหู้ทรงเครื่องและบัวลอยน้ำขิงของร้านนี้ บอกได้เลยว่าถึงเครื่อง ถึงรสจริงๆ ราคาก็ไม่แพง บัวลอยน้ำขิง รสชาติเข้มข้น ขายแค่ 30 บาท น้ำเต้าหู้เครื่องเพียบ ขาย 17 บาท เรียกว่าไม่ค้ากำไรเกินควรนัก

    น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง..ร้านอาแปะ
    น้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง..ร้านอาแปะ


    คืนแรกในระนอง คงไม่ต้องบอกว่า หลับฝันดีแค่ไหน...เพราะทั้งกินอิ่ม แถมยังได้แช่น้ำแร่อุ่นจัดในห้องนอน ความสุขอยู่แค่เอื้อมจริงๆ

    ยำไข่ลวกน้ำแร่...ที่ร้านฟาร์มเฮาส์
    ยำไข่ลวกน้ำแร่...ที่ร้านฟาร์มเฮาส์

    ฝนโปรยปรายรับอรุณตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น อาหารเช้าวันนี้ เรามีนัดกับเมนูพิเศษ ยำไข่ลวก ที่ร้านฟาร์มเฮาส์ ที่ คุณแต้ว ที่เป็นทั้งเจ้าของร้านและเจ้าของสูตร บอกว่า เป็นไข่ลวกน้ำแร่แท้ๆซึ่งถ้ามาถึงระนองแล้วไม่ได้กินไข่ลวกน้ำแร่ถือว่ามาไม่ถึง

    ไข่ลวกน้ำแร่...ที่พรรั้ง
    ไข่ลวกน้ำแร่...ที่พรรั้ง

    กินอาหารเช้าเสร็จยังพอมีเวลาก่อนลงเรือไปเกาะพยาม รถสองแถวแดงเมืองระนองพาไปแวะชม หาดส้มแป้น...ที่ต้องบอกว่า หลายคนไปแล้วผิดหวัง เพราะคิดว่าคำว่า หาด คือ ทะเล แต่จริงๆแล้ว หาดส้มแป้นนี้เป็นเหมืองแร่เก่าอยู่บนเขา ชื่อ หาดส้มแป้น เพี้ยนมาจาก คำว่า “ห้วยซัมเปียน” ซึ่งมีความหมายว่า ลึกเข้าไปในหุบเขา เป็นแหล่งแร่ที่มีความสำคัญ มีการทำเหมืองแร่กันมานับร้อยปี จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการผลิตแร่ดีบุกและแร่ดินขาว ที่เอามาทำชามตราไก่อยู่ แต่ชื่อเรียก เรียกกันต่อๆมาหลายยุคหลายสมัย จาก ห้วยซัมเปียน (Hadsompaen) จึงเพี้ยนเป็นหาดส้มแป้น ที่มีแต่ทะเลหมอกไม่มีทะเลจริงๆ

    ออกจากหาดส้มแป้น รองท้องอีกนิดด้วย โรตีไข่ดาว ที่บ้านกำนันต่วน บ้านเก่าที่สร้างด้วยดินเผา เมนูโรตีทอดร้อนๆกรอบๆกินกับไข่ดาวเข้ากันได้ยังไงก็ไม่รู้...จากนั้นไปต่อบักกูเต๋และติ่มซำ อาหารดั้งเดิมของชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพมาตั้งรกรากที่เมืองระนอง และยังเป็นเชื้อชาติของเจ้าเมืองระนองคนแรกคือ คอซูเจียง ด้วย

    บ่ายนี้เป้าหมายของเรา คือ “เกาะพยาม” ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามันของระนอง เป็นเกาะใหญ่รองจากเกาะช้าง ระนอง ที่ที่หลายคนบอกว่ายังดิบอยู่ ต้องรีบๆไปเที่ยวก่อนที่จะช้ำไปมากกว่านี้

    เรือเมล์วิ่งข้ามไปเกาะ
    เรือเมล์วิ่งข้ามไปเกาะ

    เราลงเรือที่ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ มีเรือให้เลือกอยู่ 2 แบบ คือ เรือธรรมดา กับ เรือสปีดโบ๊ต เรือธรรมดามีรอบ 9 โมงครึ่งกับบ่ายสองโมง ส่วนเรือสปีดโบ๊ตมีรอบ 10 โมงเช้ากับบ่ายสองโมงครึ่ง ถ้าอยากนั่งชิวๆไม่รีบร้อนจะนั่งเรือธรรมดาก็ได้ ใช้เวลาจากฝั่งไปถึงเกาะประมาณ 2 ชั่วโมง ค่าเรือ 150 บาท แต่ถ้าเป็นเรือสปีดโบ๊ต จะใช้เวลาแค่ 40 นาที ค่าเรือคนละ 350 บาท อันนี้ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน แต่สำหรับสาวๆอย่างพวกเราที่ไปกันคราวนี้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเลือกเรือสปีดโบ๊ตแน่นอน เพราะใจร้อนกันทั้งนั้น จะให้นั่งเรือเมล์แบบหวานเย็นเห็นทีจะไม่ไหว

    สะพานท่าเรือเกาะพยาม
    สะพานท่าเรือเกาะพยาม

    หลับไปครึ่งตื่น เราก็มาถึงเกาะพยาม รถของรีสอร์ตบลู สกาย มารับกระเป๋าสัมภาระถึงเรือ ส่วนผู้โดยสารต้องเดินตามสะพานออกไปประมาณ 300 เมตร จะมีรถกอล์ฟมารอรับอยู่เพื่อนำไปที่รีสอร์ต ตอนขึ้นจากเรือจะเห็นอาคารกลมๆสีขาวคล้ายเจดีย์อยู่กลางน้ำ ถามเจ้าหน้าที่รีสอร์ตที่มารับ บอกว่า เป็นโบสถ์กลางน้ำ ของ วัดเกาะพยาม ดูสวยงามไปอีกแบบ

    โบสถ์กลางน้ำ...วัดเกาะพยาม
    โบสถ์กลางน้ำ...วัดเกาะพยาม

    จะว่าไป เกาะพยาม มาดังจนเป็นที่รู้จักก็เพราะ The Blue Sky Resort นี่ละที่โฆษณาว่าเป็นมัลดีฟส์เมืองไทย คนเลยแห่ไปกันใหญ่ และนึกไปว่าบนเกาะคงมีรีสอร์ตอยู่แค่แห่งเดียว แต่จริงๆแล้วบนเกาะพยามมีรีสอร์ต และที่พักที่เป็นบังกะโลอยู่ประมาณ 26 แห่ง ให้เลือกตามความพอใจ ถ้าเป็นบังกะโลราคาถูกจะตกประมาณ 500-800 บาท แต่ถ้าติดทะเลก็อาจจะแพงขึ้นมาหน่อย 800-2,500 บาท ส่วนบลู สกายนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่นและวันหยุดสุดสัปดาห์แล้วล่ะก็ราคาขึ้นไปถึง 7,000-8,000 บาทเลยทีเดียว

    สะพานไม้ ที่บลู สกาย รีสอร์ต
    สะพานไม้ ที่บลู สกาย รีสอร์ต

    เราพักที่บลู สกาย รีสอร์ต ตรงที่พักเขาเรียกว่า อ่าวแม่หม้าย ชายหาดทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ถ้าเป็นแม่หม้ายก็น่าจะเป็นแม่หม้ายทรงเครื่องละ เพราะหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ พระอาทิตย์ขึ้นก็อารมณ์หนึ่ง พระอาทิตย์ตกก็อีกอารมณ์หนึ่ง และที่เรียกว่า บลู สกาย ก็เพราะเวลาที่พระอาทิตย์ตก ท้องฟ้าด้านหน้าของรีสอร์ตจะเป็นสีฟ้า ที่ต้องตั้งใจรอดู พลาดไปแค่นาทีเดียวก็อาจจะไม่เห็นซะแล้ว

    พระอาทิตย์ตกที่หน้าอ่าวแม่หม้าย
    พระอาทิตย์ตกที่หน้าอ่าวแม่หม้าย

    กิจกรรมยามเช้าที่ไม่ควรพลาด คือ การพายเรือคยัครอบๆที่พัก เพราะในช่วงเช้าที่น้ำขึ้นเต็มที่ บ้านทุกหลังจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำ ยกเว้นห้อง Sea view ที่อยู่ติดทะเล น้ำใสมาก เห็นปลาเข็มตัวเล็กๆมาว่ายอยู่เต็มไปหมด แถมยังมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ของป่าโกงกางที่คอยเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลได้อย่างดี และถ้าโชคดีเราก็อาจจะเห็นนกเงือกมาบินวนเวียนอยู่ใกล้ๆที่พักด้วย ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดกิจกรรมนี้ เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่คนที่ไม่เคยลงน้ำก็ยังต้องลงเล่นเพราะอดใจไม่ไหวกับธรรมชาติที่สมบูรณ์และสวยงามแบบนี้

    บ่อน้ำร้อนพรรั้ง
    บ่อน้ำร้อนพรรั้ง

    หลังเล่นน้ำกินข้าวกินปลาเสร็จก็ได้เวลาเก็บข้าวของกลับขึ้นฝั่ง นั่งเรือสปีดโบ๊ตราวครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงฝั่งระนอง แวะเที่ยวชมบ่อน้ำร้อนพรรั้งในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ที่เป็นตาน้ำแร่ร้อนผุดขึ้นมาไหลเป็นสายเล็กๆ ไหลรวมกับธารน้ำเย็นคลองพรรั้ง เป็นอีกแห่งที่ควรไปนอกจากบ่อน้ำร้อนรักษะวารินแล้ว

    ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ
    ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

    ไประนองหลายครั้ง แต่คราวนี้ บอกได้คำเดียวว่า ชีวิตดี๊ ดี...แค่รู้สึกว่า วันคืนช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน หรือจะจริงอย่างที่เขาว่ากันว่า...เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ....!!!

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เที่ยวตามตะวันท่องเที่ยวเกาะพยามเกาะพยาม ระนองเที่ยวระนองหาดส้มแป้นห้วยซัมเปียนThe Blue Sky Resortมัลดีฟส์เมืองไทยบลู สกาย รีสอร์ต

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 13:52 น.