ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จะรับน้องกันไปทำไม?

    Dr. POP16 ก.ย. 2558 05:01 น.
    SHARE

    “การรับน้อง” คือ ดราม่าประจำปีของประเทศไทย

    ทุกปีต้องได้ยินข่าวการรับน้องถึงขั้นเสียชีวิต การใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ หรือ การรับน้องจนสร้างความบาดหมาง โดยส่วนตัว ผมโอเคกับการห้อยป้ายชื่อใหญ่ (ไม่ว่าจะมาในรูปแบบแก้วน้ำ หรือ ว่าป้ายโฆษณาใดๆ) ผมว่ามันน่ารักดี , ผมโอเคกับพี่ว๊าก ที่ต้องตะเบงเสียงกดดันน้องๆ (เรารู้กันอยู่ว่ามันเป็นการแสดง) , ผมโอเคกับการปะแป้ง ลอดซุ้ม เต้นไก่ย่าง และ กิจกรรมสันทนาการฮาเฮทั่วไป

    แต่ผมไม่โอเคกับ “การใช้ความรุนแรง” ใดๆ และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมก็ไม่โอเคกับเรื่องนี้เช่นกัน

    จุดประสงค์ของการรับน้อง คือ “สร้างความสามัคคี ความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกันในสถาบัน” นี่คือใจความหลักซึ่งผมเชื่อว่าคุณเข้าใจตรงกัน ผมดีใจที่รุ่นพี่ส่วนใหญ่เข้าใจจุดนี้ แต่ก็มีรุ่นพี่บางกลุ่มที่ไม่รู้ว่าอ้างสิทธิ์อะไรจึงหาข้ออ้างชอบธรรมเพื่อฉีกบริบทนี้ทิ้งไป

    บางกลุ่มไปจัดการรับน้องนอกสถานที่เพื่อจงใจหลบตาอาจารย์ มีการบังคับให้น้องกินเหล้า พอขาดสติก็เกิดการทะเลาะวิวาท บางกลุ่มใช้กำลังกับน้อง และบางกลุ่มใช้ให้น้องทำสิ่งที่ฝืนร่ายกายจนเจ็บป่วย หรือ เสียชีวิต

    ใครสอนคุณครับว่าการทำร้ายกันเป็นเรื่องเท่?

    พ่อแม่คุณ? สถาบันคุณ? หรือ ตัวคุณเอง?

    บางสถาบันถือเรื่องการรับน้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ากฎหมาย หากรุ่นน้องคนใดไม่สามารถเข้าพิธีรับน้องได้รุ่นพี่จะพากันแบน ประเด็นคือ ทุกคนมีเหตุผลที่จะไม่เข้าร่วม บางคนบ้านอยู่ไกล บางคนร่างกายไม่พร้อม บางคนเขาก็ไม่ได้อยากร่วมด้วยใจ นั่นนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจว่า “คุณรักรุ่นน้องด้วยใจจริงๆ หรือรุ่นน้องจะได้ความรักต่อเมื่อตอบสนองกฎของคุณ?”

    ถ้าคำตอบคือ ข้อแรก นั่นหมายความว่า คุณต้องรักรุ่นน้องอย่างไม่มีเงื่อนไข รักด้วยเลือดสถานบันเดียวกัน รักเพราะเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาเจ็บคุณจะเคียงข้างเขา เขาพลาดคุณจะตักเตือน นี่คือ “รักที่แท้จริง รักที่น่าภูมิใจ” แต่ถ้าคำตอบคือข้อสอง นั่นหมายความว่า คุณจะรักเขาก็ต่อเมื่อเขายอมตกอยู่ในบัญชาของคุณ เมื่อเขาได้ทำบางสิ่งแลกเปลี่ยนความรักจากคุณ และเมื่อเขายอมเล่นเกมตามคุณ

    ถ้าคิดแบบที่สองนี่ ต้องถามตัวเองแล้วว่า “คุณรู้จักความรักจริง หรือ แค่สะกดคำว่ารักเป็น?”

    ทุกคนมีสิทธิ์จะเข้าการรับน้องหรือไม่ก็ได้ นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา เป็นอิสระเสรีความชอบธรรมตามกฎหมาย ซึ่งรุ่นพี่ หรือ อาจารย์ ไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายด้วยความชอบใดๆ แทนที่จะโทษน้องว่าเขาไม่อยากร่วมพิธี ลองถามตัวเองว่า “ทำไมน้องๆ ถึงไม่มาร่วม?” บางทีคำตอบเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ให้รุ่นพี่เอามาใช้ปรับปรุงเพื่อการรับน้องที่สร้างสรรค์กว่าเดิมในอนาคต มีวิธีมากมายที่สามารถสร้างความทรงจำอันดีงามให้ติดผนึกเป็นพลังแห่งความสุขในจิตใต้สำนึกของรุ่นน้องได้

    ที่น่าทึ่งก็คือ​ “พลังจิตใต้สำนึก” มีผลต่อชีวิตอย่างใหญ่หลวง

    จิตใต้สำนึกเป็นระบบอัตโนมัติ คุณบังคับไม่ได้ แต่มันมีเพื่อกำหนดชีวิตคุณทุกลมหายใจ เช่น เวลามีอะไรจะปะทะ จิตใต้สำนึกจะสั่งให้ขาคุณโกยหนี เด็กที่ผ่านการรับน้องอย่างมีความสุข เขาจะจดจำความสุขลงในจิตสำนึก ทำให้เกิดความสดชื่นแจ่มใส และรู้สึกรักสถาบัน รักเพื่อน เคารพรุ่นพี่โดยธรรมชาติ ส่งผลให้การเรียนดี เข้าสังคมได้ มีแววเป็นพลเมืองที่ดี นี่คือผลจากการปกครองด้วย “ความรัก” มิใช่ “ความกลัว”

    แต่เด็กที่ถูกบันทึก “ความทุกข์” ในจิตใต้สำนึกจะเกิดผลข้างเคียงทางจิตใจที่ซับซ้อนกว่าตาเห็น หลายคนจะรู้สึกหวาดระแวงคนรอบกายโดยไม่รู้ตัว หลายคนก้าวร้าว หลายคนจะรู้สึกเกรงกลัวรุ่นพี่ หลายคนจะรู้สึกไม่สบายอกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ โดยหาคำตอบไม่ได้ว่ามันเกิดจากอะไร ส่งผลต่อสมาธิในการเรียน การไม่กล้าแสดงออกในทางที่ถูก หรือมีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม

    และที่จะแย่กว่านั้นคือ ทำให้เกิดความคิด “เอาคืน”

    รุ่นพี่ที่รับน้องอย่างรุนแรงวันนี้ ส่วนมากเพราะเคยถูกรับน้องด้วยวิถีนั้นมาก่อน บางคนเคยถูกตบตีก็เอามาลงที่รุ่นน้องให้สาแก่ใจ มันเป็นตะกอนความแค้นที่ฝังรากลึกในจิตใจ คุณอาจไม่ยอมรับ แต่มันมีอยู่จริง เมื่อคุณทำร้ายรุ่นน้อง รุ่นน้องก็ซึบซับความคิดแง่ลบจากคุณลงในจิตใต้สำนึก พอเขาโตขึ้นก็เอาไปลงกับรุ่นน้องอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันจบสิ้น

    นี่คือวิถีของผู้มีอารยธรรมมีการศึกษาหรือเปล่า?

    ผมเชื่อว่าสังคมจะชื่นชมมาก หากมีรุ่นพี่บางสถาบันกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติการรับน้องโดยปราศจากความรุนแรงและเคารพสิทธิมนุษย์ชน หลายคนอาจจะเถียงผม “เฮ้ย เขาทำแบบนี้มานานแล้วนะโว้ย”

    ประเด็นคือ “อะไรที่มันแย่มันก็เปลี่ยนได้เปล่าวะ? หรือคุณไม่กล้าพอจะทำสิ่งที่ดีกว่าล่ะ?” บางคนอาจจะบอกว่า “พวกเรามันเด็กแหกคอกเว้ย เราจะไม่ทำอะไรที่อยู่ในกฎ” ช้าก่อน เด็กแหกคอกมันมีสองประเภท

    1. แหกคอกเพราะมั่นใจว่าความดีของตัวเองมันเจ๋งๆ จนสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกได้ เช่น สตีฟ จอบส์, บิล เกตต์, จอห์น เลนนอน

    2. แหกคอกเพราะตัวเองไม่มีดีอะไร เลยต้องแหกต้องขบถเพื่อเรียกร้องความสนใจ เติมเต็มปมด้อยให้ตัวเองมีจุดยืนในสังคม เช่น พวกก่อความไม่สงบในบ้านเมือง, อาชญากร

    คุณเป็นแบบไหนอ่ะครับ? 1 หรือ 2 ?

    ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า “จะรับน้องกันไปทำไม?” ก็คงหนีไม่พ้นเพื่อ “สร้างความสามัคคี ความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวกันในสถานบัน” ผมเชื่อว่าเราเข้าใจจุดยืนร่วมนี้ตรงกัน ผมขอชื่นชมทุกสถาบันที่จัดพิธีรับน้องอย่างอบอุ่น ไม่หนักไป ไม่แย่งเวลาน้องเกินไป เป็นที่ไว้ใจของอาจารย์ผู้ปกครอง คุณทำถูกแล้ว และผมก็เชื่อว่าจะมีอีกหลายที่ที่จะยอมปรับนิดเปลี่ยนหน่อยเพื่อให้การรับน้องดูน่าสนใจมากขึ้น

    ผมแนะนำเคล็ดลับให้นิดนึง ไม่ว่าคุณจะจัดกิจกรรมอะไร โปรดโฟกัสไปที่ “รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาจากความสุข” จงทำให้รุ่นน้องรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ทำให้เขารู้สึกกับรุ่นพี่เหมือนเป็นสายเลือดร่วมสถานบันที่เปี่ยมด้วยความรักบนหนทางที่สร้างสรรค์ เมื่อนั่นแหละกิจกรรมของคุณจะทรงพลัง ตราตรึงใจ เป็นที่เล่าขาน และประทับใจไม่รู้ลืม ผมเชื่อในสมองเด็กไทยว่าคุณเจ๋งพอจะคิดอะไรดีๆ ได้ บางทีคุณอาจเปลี่ยนเทรนด์การรับน้องให้เป็นอะไรที่เด็กๆ กระสันต์อยากจะเข้าร่วมจนตัวสั่นไปเลยก็ได้ เด็กไทยเก่งครับ ผมเชื่อในตัวพวกคุณ

    ถ้ารับน้อง จงรับน้อง ด้วยความรัก แล้วน้องจะรักคุณ

    Dr.Pop Facebook : www.facebook.com/drpopworld 
    Dr.Pop Twitter : @drpoppop
    Dr.Pop IG : @drpoppop
    Dr.Pop Line : @drpoppop

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คนดังนั่งเขียนดร.ป็อบDr.Popรับน้องรับน้องความรุนแรงไลฟ์สไตล์สตีฟ จอบส์บิล เกตต์จอห์น เลนน่อนแคมปัสการศึกษาข่าวข่าวไทยรัฐไทยรัฐออนไลน์ข่าวไลฟ์สไตล์กิจกรรมรับน้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 เวลา 13:50 น.