ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    SME ไทยกับสงครามค่าเงินของจีน

    ธีระ กนกกาญจนรัตน์21 ส.ค. 2558 08:01 น.
    SHARE

    เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ทางรัฐบาลจีนประกาศลดค่าเงินหยวนติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ในวันพุธ (12 ส.ค.) ทำให้สกุลเงินตราของแดนมังกรอ่อนยวบลงไป 3.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์แล้วในสัปดาห์นี้ถือเป็นการอ่อนตัวแรงที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ หลังจากที่ทางการปักกิ่งกำหนดระบบอัตราแลกเปลี่ยนยุคใหม่ในปี 1994 ที่มีการลดค่าเงินหยวนรวดเดียว 33%

    ในความเห็นของผมคิดว่าจีนกำลังปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงส่งออก แม้ว่าการส่งออกของจีนจะยังเติบโต แต่ในช่วงหลายปีมานี้รัฐบาลจีนก็พยายามกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าพึ่งภาคการส่งออกเพียงอย่างเดียว ซึ่งการลดการพึ่งพาการส่งออกและหันมายกระดับการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) นั้นก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยพยายามทำ แต่ยังทำไม่ได้ เพราะที่ผ่านๆ มาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเรานั้นพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป

    กลับมาที่เรื่องจีนครับ หลายคนกังวลและสงสัยว่าจีนลดค่าเงินแบบนี้จะมีผลกับไทยอย่างไรบ้าง จีนจะมาเป็นคู่แข่งด้านการส่งออกของเราไหม ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่ผมเห็นคือเรื่องของการแข่งขันที่มาจากประเทศในกลุ่ม CLMV กับเรื่องการปรับตัวของแต่ละอุตสาหกรรมไทย

    สำหรับเรื่องของการแข่งขันนั้น ที่ผ่านมาภาคส่งออกของไทยนั้นไม่ได้แข่งขันกับจีนโดยตรง ตลาดส่งออกของไทยจะอยู่ในระดับกลางถึงกลางบน แต่ของจีนจะเป็นการส่งออกระดับ Mass ในตลาดล่างและกลาง และยิ่งถ้ามองถึงการส่งออกสินค้าไปจีนแล้วเราจะพบว่าสิ่งที่ไทยส่งไปขายในตลาดจีนนั้นเป็นวัตถุดิบและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสินค้าในบางหมวด เช่น น้ำตาล ข้าวโพด และผลไม้บางประเภท เช่น ลำไยหรือทุเรียนนั้น ความต้องการจากจีนมีมากโขจนเราส่งไปไม่พอขายอยู่แล้ว

    รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากมองว่าค่าเงินจีนที่อ่อนตัวลงจะทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาไทยมีจำนวนน้อยลง แต่ในทางกลับกันหากเทียบเรื่องมูลค่าและค่าเงินแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวจีนการมาเที่ยวไทยก็ยังคุ้มค่าและประหยัดกว่าการไปเที่ยวในประเทศกลุ่มยุโรปหรือที่อื่นๆ

    ดังนั้นผมมองว่าการพิจารณาผลกระทบในระยะสั้นเราต้องคำนึงถึงความต้องการจากจีนและอัตราส่วนเปรียบเทียบกับปัจจัยอื่นๆ ด้วยครับ

    ในทางกลับกันผมมองว่าประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง เวียดนามและกัมพูชาต่างหากครับที่น่ากลัวกว่าในระยะสั้น

    เพราะแทบจะทันทีที่จีนประกาศลดค่าเงินหยวน เวียดนามก็ประกาศขยายแถบช่วงที่ให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถขึ้น-ลงได้จาก “ค่ากลาง” เป็น 2 เท่าตัว นั่นคือต่อไปให้ค่าเงินดองขึ้นหรือลงได้ ไม่เกิน 2% จากค่ากลางที่ธนาคารกลางกำหนดในแต่ละวัน ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้เงินดองของเวียดนามอ่อนลงทันที 1% อยู่ที่ 22,040 ดองต่อดอลลาร์เมื่อวันพุธ ขณะที่อัตราอ้างอิงยังคงเดิม เพื่อรับประกันความสามารถในการแข่งขันด้านส่งออกของประเทศ

    ประเทศกัมพูชาเองก็เป็นคู่แข่งทางการค้ากับเรา โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออกข้าวไปขายยังประเทศจีน หากไม่นับการตกลงการค้าข้าวแบบจีทูจีของทางภาครัฐแล้ว การลดค่าเงินหยวนของจีนนั้นส่งผลให้การส่งข้าวไปขายจากกัมพูชาได้เปรียบกว่าผู้ค้าข้าวของไทย

    ในช่วงที่ฝุ่นยังตลบผลกระทบยังไม่ชัดอย่างนี้ สำหรับผู้ประกอบการ SME อย่างเราๆ ผมขอแนะนำว่า

    1.รักษาเงินสดหมุนเวียนและสภาพคล่องไว้ให้ดี
    2.ชะลอการขยายธุรกิจหรือเปิดตลาดในกลุ่มลูกค้าหรืออุตสาหกรรมใหม่
    3.มองกว้างและมองลึก จับตาดูความเคลื่อนไหวประเทศในกลุ่ม CLMV
    4.สำหรับผู้ที่ค้าขายกับจีน แนะนำให้ลงตลาดให้ลึกถึงผู้บริโภคเพื่อหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ในระยะสั้นไทยคงหนีไม่พ้นการตอบโต้เชิงนโยบายของภาครัฐและปรับตัวของภาคประชาชน ส่วนในระยะยาวก็คงต้องหานโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุกที่ลดการพึ่งพาอานิสงส์จากการส่งออกเพียงอย่างเดียวครับ

    ธีระ กนกกาญจนรัตน์
    http://www.facebook.com/SMECompass

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เข็มทิศ SMEธีระ กนกกาญจนรัตน์ค่าเงินจีนเศรษฐกิจลดค่าเงินหยวนส่งออกเงินดอง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 08:54 น.