วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใจหล่อมาก! เปิดตัว 'คุณหมอบิ๊กไบค์' ขี่มอเตอร์ไซค์อุทิศตัวช่วยคนยากไร้ ไกลกันดาร!

ถึงอาชีพแพทย์จะเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อย หนักหนา และดูจะไม่ค่อยมีเวลาเป็นส่วนตัวสักเท่าไร แต่สำหรับแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชัย "นพ. พลกฤษณ์ จันทรโสภาคย์" คนนี้ กลับได้สละเวลาว่างส่วนตัวอันน้อยนิด ออกเดินทางพร้อม 'บิ๊กไบค์' คู่ใจ ไปช่วยเหลือ และตรวจรักษาโรคต่างๆ ให้กับผู้ยากไร้ในถิ่นห่างไกล เพียงมุ่งหมายจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น …

หลายคนอาจคุ้นชินกับชื่อ "หมอหลุยส์" ที่เมื่อถูกเอ่ยขึ้นทีไร เป็นต้องนึกถึงคุณหมอหน้าละอ่อนที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารที่ต่างๆ ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ ขึ้นดอยหรือเข้าป่าลึกไปไกล ลำบากสักแค่ไหน เขาก็จะไปให้ได้ ซึ่งตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เขาออกเดินทางช่วยเหลือชาวบ้านมาเป็นเวลา 4 ปี ด้วยอุดมการณ์แรงกล้า และเป้าหมายที่ชัดเจนไม่แปรเปลี่ยน

ไทยรัฐออนไลน์บุกบ้านจับเข่านั่งคุยถึงเรื่องราวการเดินทางที่แสนประทับใจนี้ทำให้รู้ว่า 'ความสุข' ไม่ได้อยู่แค่การเดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยสองล้อบิ๊กไบค์ และชิลกับบรรยากาศรอบๆ เท่านั้น ทว่ายังรวมถึงการช่วยเหลือ ตรวจรักษาชาวบ้านด้วยวิชาชีพแพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมา และสานความหวังของทุกคนให้เป็นจริง

"การเห็นใบหน้าของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเป็นประกาย มันเป็นความสุขที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว" หมอขี่บิ๊กไบค์เป็นร้อยกิโลฯ เพื่ออุทิศตนช่วยคนยากไร้ ที่เชื่อว่าไม่ต้องรู้จักก็หลงรักได้ รับประกัน 

บทเริ่มต้น : เริ่มต้นแรงบันดาลใจจากคุณตา

Q : จุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจกับการเป็นหมอเกิดขึ้นตอนไหน ?



จุดเริ่มต้นจริงๆ น่าจะมาจากคุณแม่ และครอบครัวที่ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วยความที่คุณตาเป็นคุณหมออยู่แล้ว จึงทำให้ผมซึมซับ เรียนรู้มาเรื่อยๆ จนเริ่มชอบ เลยอยากเป็นหมอตั้งแต่เด็กๆ ตามคุณตา เด็กๆ จำได้ว่าชอบเห็นคุณตาขี่บิ๊กไบค์ไปตรวจคนไข้ (คุณตาเป็นคนชอบขี่บิ๊กไบค์มากๆ) เลยเป็นภาพจำติดตามาจนถึงปัจจุบัน ไม่ได้มีใครวางแผนหรือบังคับอะไร การขี่บิ๊กไบค์ไปช่วยเหลือคนอื่นพูดได้ว่าแรงบันดาลใจทั้งหมดมาจากคุณตา บวกความชอบส่วนตัวที่ได้เห็นจากภาพยนตร์ในทีวี หรือเอ็มวีเพลง ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็น ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน หรือจะเป็น อินเดียน มอเตอร์ไซเคิล 

ที่จริงผมชอบบิ๊กไบค์มาตั้งแต่เด็กๆ เสิร์ชหาข้อมูล หาหนังสืออ่านมาเรื่อยๆ แต่ตอนแรกที่บ้านไม่ให้ขี่เลย ให้คุณตาขี่ได้ แต่พอมาถึงรุ่นผม คุณพ่อคุณแม่จะกลัวเรื่องอุบัติเหตุ กลัวรถล้ม เป็นแผลอะไรแบบนี้ แต่ก็ห้ามไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

Q : ชอบบิ๊กไบค์ขนาดสะสมเป็นคอลเลกชั่นหรือเปล่า ?



ไม่มีเลยครับ จริงๆ อย่างที่บอก คุณแม่ไม่ให้ขี่เลย ให้ขี่แต่จักรยาน หรือจะไปเล่นกีฬาอย่างอื่นก็ได้ทุกอย่าง แต่พอมาเป็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ เขานึกถึงอุบัติเหตุก็ไม่โอเคแล้ว ผมก็เลยไม่ได้ขี่แต่มีหนังสือไว้คอยอ่านเรื่อยๆ แทน ซึ่งไม่ใช่แค่ผมที่คุณแม่ไม่อนุญาต คนอื่นๆ ในบ้านก็ด้วยเหมือนกัน ซึ่งหลังจากที่คุณปู่เสียไปตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ก็ไม่รู้ว่าบิ๊กไบค์ที่คุณปู่เคยขับ เคยสะสมหายไปไหนแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ผมเองก็เพิ่งมาสะสมช่วง 10 ปีหลัง ค่อยๆ ซื้อ ค่อยๆ สะสมไป

Q : อุปนิสัยตอนเด็กๆ ชอบขับบิ๊กไบค์ ที่ดูขัดกับคุณหมอเนี้ยบๆ ?


จริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าจะได้มาขี่มอเตอร์ไซค์เยอะขนาดนี้ โดยเฉพาะการขี่ออกไปในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ผมรู้แน่ๆ แค่ขี่ออกไปชิลๆ ตามร้านกาแฟ ไปทานข้าว หรือไปที่ทำงาน แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไกลๆ ปรากฏว่ายิ่งขี่มันก็ยิ่งอิน ยิ่งหลงใหล มันสนุกเข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิตผมเลย เพราะผมเป็นคนลุยๆ อยู่แล้ว จะนอนกลางดินกินกลางทรายก็ยังได้ อีกทั้งการออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ (อย่างที่คุณตาทำ) ก็เหมือนผมได้ค้นพบ-เจอตัวเองในสิ่งที่ชอบ ว่าผมรักการเดินทางด้วยสองล้อไปช่วยเหลือคนอื่น ได้ไปเจอบรรยากาศ และสถานที่ที่ผมสามารถเข้าไปทำประโยชน์ได้ มันทำให้ผมรู้สึกดี และก็เลยตกหลุมรักการเดินทางไปกับบิ๊กไบค์คู่ใจไม่รู้ตัว ซึ่งจริงๆ มันก็ดูขัดกับลุคคุณหมอมากพอสมควรเหมือนกัน (หัวเราะร่า)

ตอนนี้ผมมีบิ๊กไบค์ทั้งหมด 8 คัน แต่มี 2 ยี่ห้อที่ชอบที่สุด คือ ฮาร์เล่ย์-เดวิดสัน และ อินเดียน มอเตอร์ไซเคิล มันเป็นรถที่ผมชอบและฝังใจมากๆ เพราะติดภาพลักษณ์มาจากฝรั่ง แต่ผมก็เปิดกว้างลองขับขี่ยี่ห้ออื่นด้วยนะ ก็เลยจะมีหลายยี่ห้อไว้ในครอบครอง ...

Q : จุดเริ่มต้นในการขี่บิ๊กไบค์ช่วยเหลือผู้ยากไร้ถิ่นห่างไกล เริ่มจากตรงไหน ยังไงบ้าง ? 


จริงๆ จุดเริ่มต้น คือ ผมขี่มอเตอร์ไซค์อยู่แล้ว แล้วมันก็มีหลายสังคม หรือกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่จะขี่บิ๊กไบค์ไปทำบุญ ไปบริจาคของเล็กๆ น้อยๆ ช่วยเหลือผู้ยากไร้กัน แต่ผมเห็นว่าหมอที่ขี่บิ๊กไบค์ไปช่วยเหลือคนจริงๆ มันยังไม่มี ทีนี้มีอยู่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เดินทางไปเข้าป่า เป็นป่าลึก ทุ่งใหญ่นเรศวร เข้าไปตรวจคนไข้ ไปกับกลุ่มมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ด้วย พอเข้าไปในครั้งนั้นมันเกิดความรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก ถึงทางเข้าไปจะยากลำบาก แต่พอนึกถึงชาวบ้าน-ชาวเขาแล้ว ผมก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ผมย้อนคิดดู พวกเขาจะต้องเข้า-ออกกันลำบากมากแค่ไหน ยิ่งเวลาใครเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยแล้ว เพราะขนาดผมเองยังว่าลำบากมากเลย ฉะนั้นทางการแพทย์ หรือยารักษาโรคต่างๆ มันต้องขาดแคลนอยู่แล้ว ตอนนั้นเมื่อผมได้ไปตรวจคนอย่างใกล้ชิดจริงๆ ได้เข้าไปช่วยเหลือคน ผมรู้สึกดีมากเลย และชอบมากอย่างอธิบายไม่ถูก ปกติคนเขาแค่เอาของไปบริจาคกัน แต่วันนั้นผมเอาเครื่องมือตรวจต่างๆ ติดไปด้วย เพื่อไปตรวจ และได้พูดคุยกับชาวบ้าน ผมรู้สึกประทับใจกับสิ่งที่พวกเขา (ชาวบ้าน) ตอบรับกลับมาอย่างเกินคาด

ทริปครั้งนั้นแฟนผม (หมอต่าย) ไม่ได้ไปด้วย พอกลับมาผมเจอเขา ผมเลยเล่าให้เขาฟังว่า ผมมีความสุขมากเลย เพราะนอกจากผมจะได้ขี่บิ๊กไบค์ที่ผมรัก ชิลไปกับธรรมชาติแล้ว ผมยังได้เข้าไปตรวจคนไข้อีก ซึ่งมันไม่ใช่แค่การไปบริจาคสิ่งของ หลังจากนั้นผมก็เลยชวนเขาไปที่นั่น เข้าป่าไปถิ่นทุรกันดารที่ต่างๆ ที่การแพทย์ยังเข้าไม่ถึง โดยมีมอเตอร์ไซค์คู่ใจเป็นตัวพาไป การเดินทางแต่ละครั้ง ไม่ได้หวังเพื่อความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำวิชาชีพแพทย์ที่ได้เรียนมาทำให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด

พาร์ตที่ 1 ออกสตาร์ตด้วยความสุข

Q : ทริปแรกที่ได้ไปเยือน ?

จำได้ว่าเป็นทุ่งใหญ่นเรศวร ที่หมู่บ้านสะแก ติดชายแดนพม่าเข้าไปลึกสุดเลย ถ้าฝนฟ้าเป็นใจอากาศดีหน่อย ก็ใช้เวลาเดินทางเข้าไป 2-3 วัน ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตรได้ แต่การเดินทางค่อนข้างลำบากมาก ต้องไปนอนกลางทางก่อน (กลางเต็นท์นอน) แล้วก็เดินทางต่ออีกประมาณหนึ่งวัน ซึ่งจากตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า การแพทย์เขาขาดแคลนมาก ทั้งเส้นทางที่ไกลและยากลำบาก รวมถึงสภาพอากาศที่แปรปรวนคาดเดาไม่ได้ พอผมไปถึงได้ไปตรวจชาวบ้าน ผมวางแผนต่อได้เลยว่าครั้งหน้าที่ผมจะเข้ามา ผมต้องเอายาตัวไหนมารักษา หรือช่วยเหลือพวกเขาบ้าง เพราะบางทีผมไปตรวจแล้วเจอโรคที่ยังไม่มีหมอมารักษา หรือยายังเข้าไม่ถึง

ผมจะวางแผนสเต็ปที่ 2 คือ ถ้าครั้งหน้ากลับมาผมจะต้องทำอะไร ต้องเตรียมอะไร หรือยาตัวไหนมาให้พวกชาวบ้านอีกบ้าง เวลาออกทริปแต่ละครั้ง มันก็เลยกลับมาเป็นการบ้านว่า ผมจะกลับไปต่อยอดให้การรักษาสมบูรณ์ขึ้น มันเป็นโจทย์ที่สำคัญเลย จะรักษาชาวบ้านอย่างไรให้ต่อเนื่องมากที่สุด

Q : ได้ออกทริปช่วยเหลือชาวบ้านบ่อยไหม ?

ไปปีละ 1 หนนะ แต่อย่างทุ่งใหญ่นเรศวรที่ผมไป มันค่อนข้างลึกพอสมควร ทำให้บางที 1 วันถึงบ้าง หรือบางทีก็กินเวลา 2-3 วันเลย ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นอะไรที่เข้ายาก และดูจะลำบากที่สุดแล้ว ไป-กลับ ตกประมาณ 3-4 วันเห็นจะได้ ยิ่งถ้าอยู่ๆ เกิดฝนตกระหว่างทางแน่นอนเลยว่าเกิน 5 วันและมันจะคาดไม่ได้ว่าจะกลับออกมาได้รึเปล่าด้วย

Q : อุดมการณ์ หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการออกเดินทางแต่ละครั้ง ?

ผมตั้งเป้าไว้แค่ว่า พอเข้าไปถึงแล้วสามารถบริจาคยาเวชภัณฑ์ต่างๆ และตรวจรักษาคนไข้ได้ในระดับหนึ่งเบื้องต้น จากนั้นจะเริ่มเสต็ป 2 วางแพลนต่อว่า คราวหน้าผมจะต้องกลับมาอีกทีหนึ่งเพื่อเอาอะไรๆ มาให้พวกเขาบ้าง มันจะไม่มีทริปครั้งเดียวจบ มันจะต้องมีเรื่อยๆ ครั้งที่ 2 ที่ 3 เพราะกว่าจะเข้าไปถึงครั้งแรกครั้งเดียว มันก็ยากลำบากมากอยู่แล้ว ทั้งไม่ชินทาง แถมยังไม่รู้ว่าที่นั่นเขาขาดแคลนอะไรบ้าง ฉะนั้นครั้งแรกมันไม่ได้พร้อมไปซะทุกอย่าง มันจะต้องขาดตกบกพร่องอะไรสักอย่างหนึ่งแน่นอน ยิ่งการรักษาที่ไม่รู้ว่าชาวบ้านป่วยเป็นโรคอะไรบ้าง มันจึงต้องมีครั้งที่ 2 เพื่อกลับมาเก็บงานซ้ำอีกที เจออะไรเพิ่มเติมก็จะได้จัดเตรียมมาให้พวกเขาพร้อมในครั้งหน้า ตลอดจนของใช้จำเป็นให้กับชาวบ้าน และเด็กๆ ด้วย

พาร์ต 2 : เพราะความสุขคือการได้ช่วยเหลือ และตรวจรักษาชาวบ้าน

Q : ออกทริปรักษาชาวบ้านแต่ละครั้ง มีเลือกสถานที่ไหม หรือไปได้ทุกที่ที่ขาดแคลนจริงๆ ?


สถานที่ส่วนใหญ่จะเป็นการทราบข่าว หรือส่งข่าวต่อกันมามากกว่า อย่างมีข่าวชุมชนถิ่นห่างไกลตามหน้าหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต ว่ามีที่ไหนเดือดร้อนบ้าง ถ้าพวกเขาเดินทางลำบาก ต้องการแพทย์จริงๆ และความช่วยเหลือดูแลต่างๆ (โดยเฉพาะทางการแพทย์) ผมก็ยินดีจะไป และวางแผนติดต่อประสานงานไปในพื้นที่ทางนั้นให้เดินทางเข้าไปถึงได้ ช่วยในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กันและกัน ทุกครั้งที่ไปจะไปกับแฟนผม 2 คนเป็นหลัก แต่บางทีก็จะมีเพื่อน หรือน้องผมที่เป็นหมอเหมือนกันไปด้วย ถ้ามีเวลาก็จะเข้ามาช่วยกัน

มีทริปที่ผมไปใกล้ๆ เหมือนกัน อยู่แค่นครปฐมเอง เป็นบ้านพักหญิงคนชรา ตอนนั้นมีกลุ่มน้องๆ ใจบุญที่ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน เขาจัดกิจกรรมที่นั่น ก็เลยมาชวนให้ผมไปช่วยตรวจคุณยาย ถึงมันจะอยู่แค่นครปฐม แต่ผมก็แฮปปี้มาก และพวกเขาเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เพราะปกติจะมีแต่คนเอาของไปบริจาค แต่ไม่เคยมีใครเข้าไปนั่งคุย นั่งตรวจอย่างจริงจัง รวมไปถึงเรือนพักของคุณยายบางท่านที่ไม่สามารถเดินออกมาตรวจกับผมได้ ด้วยเพราะเขาอาจจะป่วย เรื่องของความพิการอะไรต่างๆ เดินไม่ไหว ผมก็เข้าไปเยี่ยมตรวจถึงเตียงเลย เหมือนทำงานโรงพยาบาลเลย เข้าไปดูคุณยายทีละเตียงๆ แล้วเอาของไปให้ ผมมีความสุขมากนะ ถึงแม้มันจะเป็นสถานที่ใกล้ๆ ก็ตาม เรื่องการเดินทางไม่ใช่ปัญหาว่า ผมจะต้องเดินทางไกลแล้วถึงจะมีความสุข มันไม่เกี่ยวเลย แค่ได้ไปตรวจ ได้ช่วยเหลือคนอื่น มันก็ทำให้ผมมีความสุขมากแล้ว

Q : โรคส่วนใหญ่ที่ตรวจพบมากที่สุดจากชาวบ้าน ?

ก็คงหนีไม่พ้นไข้หวัด เจ็บกล้ามเนื้อ ปวดหลัง เพราะพวกเขาทำงานหนักต้องใช้แรงมาก อย่างคนธรรมดาอาจจะมองเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่มันกลายเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาไม่สามารถออกมาข้างนอกเจอหมอ และรับยากลับไปทานได้โดยง่าย เนื่องจากการเดินทางที่ไม่อำนวย บางทีเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาแต่ไม่ได้รับยารักษา มันก็ลุกลามได้ หรือบางคนเป็นโรคปอด วัณโรค

กระทั่งโรคเอดส์ ซึ่งผมก็เจอบ่อยเหมือนกัน แต่ผมก็คิดไม่ออกว่าจะพาพวกเขาออกมาได้อย่างไร มันเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับผมมากนะ ว่าจะทำอย่างไรดีให้การรักษาต่อเนื่องกัน อีกทั้งการสื่อสารก็ค่อนข้างลำบากไม่น้อย เพราะพวกเขาใช้ภาษาท้องถิ่น ภาษากะเหรี่ยง ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจก็ต้องหาคนมาช่วยแปล ให้เขาช่วยอธิบายวิธีการรักษา และยาที่ต้องทานให้กับชาวบ้านอีกทีหนึ่ง คนที่มาช่วยแปลก็จะเป็นผู้ใหญบ้านที่นั่น และคุณครู บางทีแปลได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะเขาเองก็พูดไทยไม่ค่อยชัด

Q : มีอะไรบ้างทางการแพทย์ที่ชาวบ้านยังขาดแคลน ?


หลักๆ เลยคือยา และบุคลากร นอกจากขาดแคลนเวชภัณฑ์แล้ว ชาวบ้านยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยาที่ถูกต้อง บางอย่างผมเอายาไปให้พวกเขาแต่พวกเขาใช้ไม่เป็น บางคนก็พูด-เขียนภาษาไทยไม่ได้ อ่านไม่ออก ยิ่งยาบางตัวเป็นภาษาอังกฤษยิ่งแล้วใหญ่ ผมก็อาจจะต้องเอายาไปฝากไว้จุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน ไว้กับผู้ใหญ่บ้าน ใครเป็นอะไรเจ็บป่วยก็ให้มารับยาจากผู้ใหญ่บ้านแทน โดยให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนอธิบายการใช้ บางทีผมให้กับคนไข้เลยไม่ได้ เพราะพวกเขาจะไม่เข้าใจวิธีการใช้ยา ผมก็ต้องอธิบายให้ผู้ใหญ่บ้านฟังอีกทีหนึ่ง

Q : ความประทับใจ และผลตอบรับจากชาวบ้านเป็นอย่างไร ?


ผมประทับใจ 'รอยยิ้ม' นะ ทุกครั้งทุกที่จะเหมือนกันหมด รอยยิ้มที่มีความสุข และเต็มไปด้วยความหวัง ถามว่าผมขี่บิ๊กไบค์เข้าไปเหนื่อยไหม เหนื่อย เตรียมของเตรียมทุกอย่างเหนื่อยไหม เหนื่อย บางทีพอเข้าไปถึงก็ไม่มีแรงจะตรวจ รู้สึกอยากพักผ่อน แต่พอเห็นชาวบ้านมายืนรอกันเต็มด้วยความหวัง หลังได้พูดคุยกับชาวบ้าน เห็นพวกเขาเฮฮาตื่นเต้น รอยยิ้มที่เป็นมิตร และต้อนรับ นั่นก็ทำให้ผมหายเหนื่อย ผมประสานงานให้ชาวบ้านมารับยา มาตรวจ พวกเขาก็ยิ้มแย้มสนุกสนาน มันทำให้ผมมีแรงฮึดทำต่อได้ทันที พวกผมตั้งโต๊ะยา จัดหน่วย แล้วก็คุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ มันเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานมาก และเป็นอีกหนึ่งความประทับใจแสนวิเศษ ผมเห็นพวกเขาตื่นเต้น ทุกคนมีแววตาเป็นประกายที่เต็มไปด้วยความหวัง

Q : แบบนี้มีความกดดันมากน้อยแค่ไหนกับความหวังของชาวบ้าน ?


จริงๆ แล้วไม่กดดันอะไรเลยนะ คือผมรู้ว่าชาวบ้านคาดหวังจะได้ยา ได้รับของบริจาค ซึ่งผมก็เตรียมมาให้อยู่แล้ว เพราะว่าผมไปมาหลายที่หลายงาน ผมรู้ล่ะว่าต้องจัดการอะไร ยังไงบ้าง ผมรู้ว่าอะไรที่ชาวบ้านต้องการ และจำเป็นจริงๆ หากแต่บางอย่าง หรือโรคบางโรค ผมไม่ได้เตรียมยามาให้ เพราะไม่คิดว่าจะเจอ และด้วยข้อจำกัดของการเดินทางสองล้อ ทำให้ไม่มีที่จะบรรทุกยาอะไรมากมายนักในครั้งเดียว ผมก็คุยกับเขาแล้วรับปากสัญญาว่าจะเอามาให้ในครั้งหน้า ผมเห็นแววตาของพวกเขาเป็นประกายอย่างมีความหวัง และแน่ล่ะผมต้องรักษาสัญญานั้นให้ได้ บางทีบางครั้งมันก็เหมือนกับเป็นการสำรวจไปในตัวว่าพวกเขาต้องการอะไรบ้าง ไม่มีครั้งไหนไปแล้วรอบเดียวจบ มันต้องมีครั้งที่สองเป็นอย่างน้อย เพื่อเก็บผลลัพธ์ให้มันคอมพลีทเสมอถึงจะจบกระบวนการรักษาได้จริงๆ

Q : ก่อนการออกทริปทุกครั้ง สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม ?

ก็เป็นเรื่องยานะ ยาพื้นฐานสำคัญเลย เวชภัณฑ์ประจำบ้านต่างๆ เพราะการขี่มอเตอร์ไซค์ มันมีพื้นที่บรรทุกของค่อนข้างจำกัดในแต่ละครั้ง การเตรียมของหลักๆ จึงเป็นยาพื้นฐานก่อน มันเป็นยาที่กินง่าย เข้าใจง่าย และโรคทั่วๆ ไปก็ยึดยาสามัญประจำบ้านเป็นหลัก นอกจากยาก็อาจเป็นเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า แต่จริงๆ ผมจะดูตามฤดูกาล ตามสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ ณ เวลาตรงนั้นมากกว่าว่า เขาต้องการอะไร อย่างไรก็ตาม ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ขนม เอาไปแจกเด็กๆ มีครั้งหนึ่งผมเคยเอาขนมทาโร่ไปให้พวกเขา เด็กๆ ดีใจกันมาก และบอกว่าของฝากจากทะเล ซึ่งแท้จริงมันเป็นแค่ปลาเส้นจากมหาชัย เพราะเด็กบนดอยเขาจะไม่ค่อยกินอาหารทะเล พอผมเอาปลาเส้นไปให้ พวกเขาก็ชอบใจ กินกันใหญ่เลย

Q : วิธีการให้ความรู้ความเข้าใจชาวบ้านเรื่องยา ?


อย่างที่บอกส่วนใหญ่ที่ผมไปค่อนข้างไกล ทุรกันดารมาก แล้วชาวบ้านก็พูดภาษาต่างถิ่น ซึ่งมันคนละภาษากับที่พวกเราพูดกัน ฉะนั้นผมไม่สามารถให้ความรู้ชาวบ้านเกี่ยวกับยาได้อย่างละเอียด และชัดเจน หลักๆ คือผมจะตรวจว่าเขาเป็นอะไร แล้วอาศัยให้ผู้ใหญ่บ้าน หรือคุณครูที่พูดไทยได้มายืนอยู่ข้างๆ ผม แล้วเหมือนอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง เขาจะรู้จักชาวบ้านทุกๆ คน และจำได้ว่าคนนี้ป่วยเป็นอะไร และต้องให้ทานยาอะไรบ้าง เขาจะไปบอกกันอีกทีหนึ่ง

ส่วนยาสามัญประจำบ้าน ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะให้ทุกคน ให้ทุกบ้าน แต่คิดอีกทีเอาไว้ส่วนกลางดีกว่า ใครที่เจ็บป่วยอะไรก็มารับยาที่ส่วนกลางตรงนี้ เขาจะอธิบายได้ด้วยว่าต้องทานอะไร ทานอย่างไร จะได้ไม่ทานผิดพลาด เพราะว่าชาวบ้านอ่านภาษาไทยไม่ได้ เดี๋ยวพวกเขาจะทานผิดกันเอา

พาร์ต 3 : ปลายทางจะลำบากแค่ไหนก็ไม่หวั่น

Q : ทริปต่อไปคิดว่าจะเดินทางไปที่ไหน ?


คงเป็นที่เดิม เพราะล่าสุดผมเพิ่งไปที่แม่สะเรียง หมู่บ้านสะเมิง (บ้านป่าคานอก) จังหวัดเชียงใหม่ ของที่แรงเลอร์ (แรงเลอร์ คือแบรนด์เครื่องแต่งกายยีนส์สัญชาติอเมริกัน) จัดขึ้น คือ แรงเลอร์จัดทริปมาให้ทางผมเดินทางไปในที่ที่ยังไม่เคยไป ซึ่งมันง่ายมากเพราะทางผมไม่เคยไปหลายที่เลย แต่ถ้าเป็นที่เที่ยวจริงๆ พวกผมไปมาแทบจะหมดแล้ว เอเชียก็ไป จะมีก็ตามหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครไป เพราะมันไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว มันจึงกลายเป็นโจทย์ที่ง่ายสำหรับทางผมมาก ให้ผมไปก็ไม่มีปัญหา อีกอย่างยังมีหลายที่ที่ขาดแคลนอะไรหลายๆ อย่าง

ล่าสุดไปที่หมู่บ้านสะเมิง บ้านป่าคานอก ผมก็ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่นั่น เพื่อให้ความสะดวกในการเดินทาง และผมก็มีเพื่อนที่อยู่เชียงใหม่พอดี เขาก็คอยเทคแคร์ดูแล จัดหายาให้ พาผมไปซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งผมแค่เตรียมเฉพาะของบางอย่างจากที่นี่ไป ส่วนที่นู่นได้เตรียมยาเตรียมอะไรไว้ให้แล้ว ผมเป็นคนส่งลิสต์ยาไปแล้วให้เขาเตรียม มันจะได้ง่ายสะดวก และเร็วขึ้น เราก็แค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเจอกัน แล้วเข้าไปตามหมู่บ้านพร้อมกัน แน่นอนว่าพอไปคราวนั้น มันก็มีการบ้านกลับมาให้ผมอีก ในเรื่องของยาต่างๆ เพราะสัญญากับชาวบ้านไว้ว่า ครั้งหน้าที่เจอผมจะเอายาไปเพิ่มให้เขามากขึ้น 

Q : ประสบการณ์ที่ได้รับ นอกเหนือการทำงานในโรงพยาบาล ?


ผมมีความสุขที่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์ คิดว่าติดการขี่มอเตอร์ไซค์ไปแล้วล่ะ พอผมได้ขี่มอเตอร์ไซค์แล้วรู้สึกว่ามันใช่ มันตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวผมจริงๆ ขนาดไปทำงานที่โรงพยาบาลก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไป จนเขารู้กันหมดแล้วว่าหมอมาๆ และพวกเขาคงคิดว่าผมไม่มีรถยนต์แล้วล่ะ เพราะเจอผมขี่แต่มอเตอร์ไซค์ (หัวเราะ) ผมได้อยู่กับสิ่งที่ผมรัก มันทำให้ผมมีความสุข ยิ่งได้ออกทริปไปบริจาค ตรวจรักษา ช่วยเหลือชาวบ้านที่ห่างไกลด้วยสองล้อคู่ใจ มันทำให้ผมมีความสุขเป็นทวีคูณ 2-3 เท่าตัวเลย ได้ทั้งขี่รถเที่ยวที่ผมชอบ และทำอะไรให้กับคนอื่น แค่เห็นชาวบ้านยิ้มแย้ม ผมก็ดีใจมากแล้ว เป็นความสุขที่ไม่น่าเชื่อ …

Q : การออกทริปตอนนี้ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอยู่ไหม ?

เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเริ่มชินไปแล้วนะ มันเลยจุดตื่นเต้นนั้นมาแล้ว แต่ถามว่าไปแล้วมีความสุขไหม คือ ผมมีความสุขทุกครั้ง และทุกทริปที่ไป ผมไม่ตื่นเต้นแล้ว เพราะได้เดินทางมาเยอะจริงๆ ตรงกันข้ามมันทำให้ผมเตรียมพร้อมมากขึ้น และรู้ว่าควรต้องทำอะไร อย่างไรก่อน แต่ก่อนตอนแรกๆ ผมตื่นเต้นมากแน่นอน จะออกทริปทีนอนไม่หลับตั้ง 5 วัน เตรียมของล่วงหน้าร่วมอาทิตย์ หลังๆ มา 2 ทุ่มเลิกงาน เตรียมของ 3-4 ทุ่ม ออกเดินทางเที่ยงคืนเลย

Q : รางวัล 'ป๊อปปูลาร์ โหวต' ของแรงเล่อร์หลังออกทริป ได้รับรางวัลนี้มาอย่างไร ?


แรงเลอร์ให้ทางผมไปออกทริปกิจกรรมในที่ที่ไม่เคยไป เป็นเวลา 5 วัน พร้อมเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านบล็อก ตอนนั้นมีผู้สมัครแข่งขัน 10 คน เพื่อคว้ารางวัลใหญ่ 1 รางวัล พอผมลงบล็อกก็จะเปิดให้คนได้เข้าไปอ่าน และถ้าชอบก็กดโหวตให้ ทีนี้เรื่องราวของผมกับเพื่อนๆ มันคงเป็นที่ถูกใจ ชื่นชอบของคนที่ได้เข้าไปอ่าน พวกเขาก็เลยกดโหวตให้ และแชร์เรื่องราวกันออกไป ซึ่งถือเป็นคะแนนโหวตที่ให้กับพวกผมค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ผมจะเล่าเหมือนกับให้พวกเขาได้อยู่ในเหตุการณ์ ไปเที่ยวกับผมจริงๆ และทำกิจกรรมกับผมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่กลับบ้าน


สำหรับรางวัลนี้ ผมดีใจนะ เพราะจริงๆ ไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะต้องได้ 'ป๊อปปูลาร์ โหวต' อะไร คือแรงเลอร์เสนอกิจกรรมดีๆ อย่างนี้มา ผมก็โอเค ซึ่งทางเขาพร้อมสนับสนุนทุนมาด้วย มันเลยเข้าทางพวกผมพอดี ผมก็นำทุนที่แรงเลอร์สนับสนุนมาทั้งหมด จัดกิจกรรมกับผมเลย เพราะจริงๆ ผมก็มีแพลนอยู่แล้วว่า จะทำแบบนี้ๆ อยู่ ผมก็เอาเงินสนับสนุนไปซื้อยาหมดเลย จริงๆ ทางเขาให้เอาไปใช้ในการเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก แต่ผมเอาไปซื้อยาหมดเลยถือว่าเป็นการทำบุญด้วยกัน

ส่วนรางวัล 'ป๊อปปูลาร์ โหวต' อย่างที่ว่า จริงๆ ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่คนเขาอาจจะชอบวิธีการเล่าเรื่องด้วยส่วนหนึ่งที่มันค่อนข้างสดใหม่ และอัพให้อ่านผ่านโซเชียลตลอดแบบเรียลไทม์เลย ไม่ว่าจะเป็น ยูทูบ เฟซบุ๊ก บล็อก พันทิป หรือหน้าเพจฮาร์เล่ย์-เพลย์กราวน์ ทำให้คนที่อ่านเรื่องราวการเดินทางของผมเหมือนได้ไปพร้อมๆ กันกับผม ไปเที่ยวด้วยกัน สนุกด้วยกัน เจอเหตุการณ์อะไรก็เจอแบบเดียวกัน

Q : คุณสมบัติของคุณหมอที่ดีต้องมีอะไรบ้าง ?

ในฐานะที่ผมเป็นหมอ ผมคิดว่าลึกๆ ของหมอจะต้องเป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ คอยให้ผู้อื่นเสมอๆ ไม่งั้นจะทำอาชีพนี้ไม่ได้ อาชีพนี้จริงๆ ต้องเป็นผู้ให้นะ รู้จักให้ หลายๆ อย่างมันก็ปิดทองหลังพระ อย่างที่ผมไปช่วยเหลือชาวบ้านในที่ต่างๆ ผมทำไม่ได้คิดว่าจะต้องมีเสียงตอบรับหรืออะไร ผมแค่ลงเฟซบุ๊ก สื่อโซเชียลนิดหน่อย แต่คือคนเขาแชร์กัน เห็นจากในพันทิปบ้าง บล็อกบ้าง และชื่นชมในสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมก็ขอขอบคุณมากในตรงนั้น

Q : สุดท้ายเคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ให้ห่างไกลโรคต่างๆ ?


1. พักผ่อนให้เพียงพอ : อาชีพผมค่อนข้างพักผ่อนน้อย แต่โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย แต่ก็ตื่นง่ายเหมือนกัน ฉะนั้นผมรู้เลยว่า การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มันจะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ร่างกายเพลียไม่ไหว สมองไม่ค่อยสั่งการ หรือตอบสนองช้า มันจะล้าไปหมดเลย 


2. อาหาร : ทานอาหารที่มีประโยชน์ ผมสังเกตจากคนไข้เป็นโรคนั้นโรคนี้ ส่วนใหญ่ก็มาจากการทานอาหารตามใจปาก ฉะนั้นผมก็จะคอยดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ


3. ออกกำลังกาย : ผมออกกำลังกายเยอะ เพราะเพื่อการขับรถเป็นจุดประสงค์หลักเลย เพราะตอนขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่า มันต้องใช้กำลังมากในการเข้าไปแต่ละที่ มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นเลยที่ต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเสมอ 


4. สุขภาพจิต : มองโลกในแง่ดี สุขภาพจิตก็ดีตามไปด้วย

ขอบคุณ : WRANGLER

ถึงอาชีพแพทย์จะเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อย หนักหนา และดูจะไม่ค่อยมีเวลาเป็นส่วนตัวสักเท่าไร แต่สำหรับแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชัย "นพ. พลกฤษณ์ จันทรโสภาคย์" คนนี้ กลับได้สละเวลาว่างส่วนตัวอันน้อยนิด ออกเดินทางพร้อม 24 ก.ค. 2558 18:31 ไทยรัฐ