วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'กรุงไทย' ปล่อยกู้ให้โซลาร์รูฟไฟฟ้าช่วยชาติ 100 ล้าน

ธ.กรุงไทย สร้างนวัตกรรมให้สินเชื่อครั้งแรกในวงการธนาคารไทย ปล่อยกู้ติดตั้งโซลาร์รูฟบนหลังคาบ้านผลิตไฟฟ้าช่วยชาติ ลอตแรก 100 ล้าน โว ปีนี้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 200 เมกะวัตต์ รุกต่อตลาดโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เนปาล และพม่า มั่นใจรายได้ตามเป้าหมาย 5 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 58 น.ส.จิรารักษ์ กุลสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ฝ่ายทีมผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมปล่อยสินเชื่อบุคคลให้กับลูกค้าของ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด ที่ต้องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟ ซึ่งเบื้องต้นจะปล่อยสินเชื่อ 300 ราย วงเงินกู้ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ถ้าลูกค้ายื่นขอสินเชื่อมากกว่านี้ ธนาคารพร้อมพิจารณาให้สินเชื่อโดยไม่จำกัดวงเงิน เพราะตามแผนของบริษัทฯ ตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์รูฟให้ได้ 1,000 หลังคาเรือน และถ้าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีธนาคารจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าทั่วไปที่มีสัญญาซื้อขายไฟกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอกู้

"ไม่กังวลเรื่องของปัญหาความเสี่ยงและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ เอ็นพีแอล เนื่องจากลูกค้าที่ขอสินเชื่อนั้นจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน และมีสถานะเป็นเจ้าของบ้านและที่อยู่อาศัย รวมทั้งผ่านการอนุมัติจาก กฟน. และ กฟภ.ให้เป็นผู้ขายไฟฟ้า ขณะเดียวกันจะต้องไม่มีประวัติหนี้เสีย เพราะการปล่อยกู้ในแต่ละครั้งจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรให้กับลูกค้า ถ้าพบว่ามีหนี้สินมากเกินไปก็จะไม่พิจารณาให้สินเชื่อ" ผู้บริหารสินเชื่อ ธ.กรุงไทย กล่าว

น.ส.วันดี กุญชรยาคง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือกันครั้งนี้ เพื่อสนองนโยบายรัฐที่ประกาศรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาประเภทที่อยู่อาศัยไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ ซึ่ง กฟน. และ กฟภ. จะรับซื้อไฟฟ้าจากลูกค้าอัตรา 6.85 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี ซึ่งในช่วงแรกลูกค้าที่สนใจจ่ายเงินดาวน์เพียง 30% และผ่อนเพียง 8 ปี คิดดอกเบี้ย 8.88% โดยนำรายได้จากการขายไฟฟ้ารายเดือนจ่ายชำระค่าอุปกรณ์ให้กับธนาคารกรุงไทย และลูกค้าที่ร่วมโครงการต้องยื่นแบบคำขอขายไฟฟ้าไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.นี้ ส่วนการปรับระบบสายป้อนแรงส่งไฟจากที่อยู่อาศัยมาให้กับ กฟภ. และ กฟน. เชื่อว่าไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามทางไทยมีแผนลงทุนผลิตไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ คาดว่าจะชัดเจนในไตรมาส 2 ขณะที่ในเมียนมาร์จะลงทุนโซลาร์ฟาร์มขนาดเล็ก แต่ติดปัญหาเรื่องการวางสายส่ง และเชื่อว่ายังมีอนาคตลงทุนธุรกิจไฟฟ้า เพราะมีประชากร 60 ล้านคน แต่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศเพียง 2,500 เมกกะวัตต์ ถ้าเทียบกับไทยที่มีกำลังการผลิตถึง 33,000 เมกกะวัตต์ และบริษัทมีกระแสเงินสด 3,000 ล้านบาท จะพิจารณาเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ามากที่สุด.