Thairath Logo
กีฬา

เปิดใจ "วุฒิชาติ กัลยาณมิตร" ภารกิจฟื้นฟูกิจการ "ม้าเหล็ก"

Share :

กิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อตั้งมายาวนานมากกว่า 118 ปี และเพิ่งฉลองวันสถาปนาองค์กรไปเมื่อ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ถือได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายชั่วอายุคน

จากยุคที่ได้ชื่อว่า “รุ่งเรืองที่สุดในเอเชีย” เพราะบุกเบิกกิจการรถไฟมาก่อนใคร สู่ยุคที่หมักหมมเต็มไปด้วยปัญหาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาด้านการบริการ ทั้งความล่าช้าในการเดินรถ ความสะอาดภายในโบกี้ ห้องสุขาที่เหม็นตลบ หรือแม้แต่ตัวสถานีที่เก่าแก่ไร้การเหลียวแล ความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสาร หรือแม้กระทั่งปัญหาการบริหารจัดการภายในองค์กร
ทำให้ภาพลักษณ์รถไฟไทยถูกมองว่า เป็นองค์กรที่ “ล้าหลัง”

ที่สำคัญ ร.ฟ.ท.ยังมีหนี้สินสะสมพะรุงพะรังนับแสนล้านบาท จนถึงขั้นที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือ “ซุปเปอร์บอร์ด” ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นประธานต้องสั่งให้จัดทำแผนฟื้นฟูเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและเร่งฟื้นฟูองค์กรอย่างเร่งด่วน ถือเป็นภารกิจ “สุดหิน” ที่ทุกฝ่ายจับตา และในเวลาเดียวกัน รถไฟไทยยังต้องทำหน้าที่ลงทุน “เมกะโปรเจกต์” สูงถึง 1.9 ล้านล้านบาทเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ถือเป็นความท้าทายของผู้บริหารรถไฟคนใหม่ที่จะเข้ามา “ปลดแอก” กิจการที่เต็มไปด้วยปัญหาแห่งนี้

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร” ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย “ป้ายแดง” ที่ผันตัวเองมาจาก “บิ๊กบอส” บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. สู่เก้าอี้ “ผู้ว่าการม้าเหล็ก” ถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนและพลิกโฉมองค์กรที่ถูกค่อนแคะว่า “ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง” แห่งนี้ ดังนี้ :

สร้างภาพลักษณ์–ฟื้นฟูความเชื่อมั่น

“ก่อนผมเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฯ ก็มีคนถามมาเยอะว่าไม่กลัวหรือ เพราะที่นี่เหมือนเป็นองค์กรปราบเซียน ที่ใครเข้ามาบริหารก็เหนื่อยทุกราย แต่ส่วนตัวผมไม่ได้มองเช่นนั้น และเชื่อว่า ร.ฟ.ท.มีโอกาสอยู่รอดได้ “วุฒิชาติ” เริ่มบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ”

“ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ผมตั้งใจทำงานร่วมกับคนรถไฟ ก็คือ การปรับภาพลักษณ์องค์กร โดยพยายามสร้างความเข้าใจให้สังคมรับรู้ให้ถูกต้อง เกี่ยวกับกิจการรถไฟ ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับรถไฟด้วย เพราะสาเหตุของปัญหาหมักหมมส่วนหนึ่งก็มาจากการลงทุน แต่ละโครงการต้องใช้เงินมหาศาล รวมถึงเกิดความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐบาลในแต่ละยุค จนสั่งสมหมักหมมกลายเป็นข้อจำกัด รวมถึงหนี้สินของการรถไฟฯด้วย”

ในฐานะผู้ว่าการ “ม้าเหล็ก” มีภารกิจ 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ ภารกิจแรก คือ การปรับปรุงภาพลักษณ์ของรถไฟในด้านความปลอดภัยของการบริการ ซึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่า การให้บริการรถไฟ มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ด้วยสายทางรถไฟที่มีความยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร และมากกว่า 90% เป็นแบบรางเดี่ยว ที่ไม่ได้มีการปรับปรุงมานาน ประกอบกับการรถไฟต้องเปิดให้บริการเดินรถตลอดเวลา เวลาซ่อมบำรุงจะทำได้ไม่เต็มที่ ต้องซ่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งข้อดีแม้ทำให้เดินรถไปด้วยได้ แต่ก็มีข้อเสียระบบรางจะเสียหายเร็ว

ส่วนการดูแลพนักงานที่ให้บริการบนขบวนรถไฟจะมีการเข้มงวดไม่ให้มีแอลกอฮอล์ เมื่อสุ่มตรวจจะต้องเป็น 0 ทุกรายต่ำกว่ากฎหมายที่ห้ามเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ขณะที่การจัดขบวนรถ “เลดี้ โบกี้” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารที่เป็นสุภาพสตรี ด้านการดูแลความปลอดภัยในภาพรวมนั้นได้มีการบูรณาการร่วมกับตำรวจรถไฟ ในการเตรียมมาตรการป้องกันความปลอดภัยร่วมกันอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว

อีกปัญหาที่ถูกร้องเรียนมานาน คือ ด้านความสะอาด ที่ผ่านมารถไฟตกเป็นจำเลยสังคม ทั้งเรื่องห้องสุขาในสถานีและขบวนรถ จึงมีนโยบายเร่งด่วนให้มีการปรับปรุงห้องน้ำที่สถานีหัวลำโพงใหม่ โดยนำนวัตกรรมที่ทันสมัยถูกสุขอนามัยมาให้บริการประชาชน โดยจะให้เปิดได้ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ก่อนทยอยปรับปรุงทุกสถานี ส่วนการปรับปรุงห้องน้ำบนขบวนรถไฟจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน

“ผมมีแนวคิดจะให้นำตู้ขบวนสินค้าที่ปลดระวางมาปรับปรุงเป็น “โบกี้ห้องน้ำ” ที่ให้ถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานกรมอนามัย และจะเป็นห้องน้ำแบ่งแยกชาย-หญิงชัดเจนเพื่อไม่ให้กลิ่นไปรบกวนตู้โดยสาร”

โครงการปรับปรุงห้องน้ำบนขบวนตู้โดยสารนี้จะเห็นผลชัดเจนภายใน 6 เดือน ซึ่งนับแต่เข้ารับตำแหน่ง การรถไฟได้จัดทำ “บิ๊กคลีนนิ่งเดย์” ทำความสะอาดสถานีรถไฟหัวลำโพง และยังได้ประสานไปยังกรมราชทัณฑ์ ขอกำลังผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพมาช่วยทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์เส้นทางรถไฟ ตั้งแต่สถานีสามเสน-หัวลำโพงจนสะอาดไปแล้ว หลังจากนี้จะมีการขยายบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ไปยังสถานีรถไฟแห่งอื่นๆเพิ่มเติม”

ซ่อมราง–ซื้อรถจักร “แก้ตกราง–หวานเย็น”

ส่วนการปรับปรุง “จุดตัดรถไฟ” และทางลักผ่าน ซึ่งเป็นอีกนโยบายที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคมให้นโยบายเพื่อดำเนินการ ถือเป็นภารกิจที่ 2 ที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่ง ร.ฟ.ท. มีแผนเร่งรัดติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย หรือไม้กั้นอัตโนมัติที่จุดตัดและทางลักผ่านกว่า 1,359 แห่ง เพื่อให้ติดตั้งแล้วเสร็จโดยเร็ว

โดยปี 58 นี้ รถไฟได้รับการจัดสรรงบประมาณ 58.4 ล้านบาท เพื่อติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบเตือนตามจุดลักผ่าน 584 แห่ง โดยจะติดตั้งให้เสร็จภายในเดือน ก.ย.58 นี้ ส่วนการติดตั้งระบบไม้กั้นจุดตัดรถไฟในปี 58 นี้ ได้รับงบประมาณ 403 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการติดตั้งก่อน 130 แห่ง โดยเป็นระบบไม้กั้นระบบอัตโนมัติไม่ต้องใช้คนควบคุม ขณะที่ปี 59 จะของบประมาณติดตั้งไม้กั้นอัตโนมัติอีก 200 แห่ง วงเงิน 600 ล้านบาท นอกจากนี้เป็นจุดตัดรถไฟทางคู่ 120 แห่ง จะของบในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำเป็นสะพาน หรืออุโมงค์ทางลอด

นอกจากปรับปรุงด้านบริการแล้ว ในด้านความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุรถไฟตกราง รถไฟไทยยังมีแผนเพิ่มการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อปรับปรุงและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการการเดินรถดีขึ้น โดยจะมีการเปลี่ยนรางไม้หมอนที่ชำรุด รวมถึงการจัดหาหัวรถจักรและขบวนรถใหม่เข้ามาให้บริการ

“หลังจากปิดซ่อมใหญ่สายเหนือ และการซ่อมรางขนานใหญ่ในสายอีสานไปแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างการซ่อมรางเส้นทางสายใต้ แต่จะไม่มีปิดเส้นทางเดินรถเหมือนการซ่อมสายเหนือ แต่จะทยอยซ่อมทางเป็นช่วงๆนอกเวลาเดินรถแทน โดยจะเปลี่ยนไม้หมอนเป็นคอนกรีตให้รับน้ำหนักได้ 100 ปอนด์ ทำให้เพิ่มความเร็วการเดินรถได้”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ทำให้การเดินรถและขนส่งด้วยรถไฟล่าช้า ส่วนหนึ่งมาจากระบบ “รางเดี่ยว” เมื่อเดินรถสวนทางกัน ทำให้ต้องจอดรอการสับหลีก การรถไฟจึงมีแผนก่อสร้าง “รางหลีกรอ” เพิ่มขึ้นอีกราว 100 จุดเพื่อร่นระยะเวลาสับหลีกให้เร็วขึ้น ขณะที่จะปรับปรุงการเดินรถไฟดีขึ้น ทั้งคุณภาพบริการ การตรงต่อเวลา โดยเฉพาะหลังจากที่รับมอบหัวรถจักรดีเซลใหม่ครบ 20 หัว ในเดือน ก.ค.นี้ และรับมอบโบกี้รถไฟใหม่อีก 115 คันในปีหน้าเสร็จแล้ว

“เชื่อแน่ว่า รถไฟจะสามารถเดินรถได้ตรงต่อเวลามากขึ้น ช่วยเสริมศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางให้คล่องตัว ทำให้สัดส่วนรายได้จากการขนส่งสินค้าทางราง เมื่อเทียบกับบริการรถโดยสารจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 5% เป็นมากกว่า 30% ได้ในอนาคต”

รับลูก “ไฮสปีดเทรน–รถไฟกึ่งเร็วสูง”

สำหรับภารกิจที่ 3 เป็นนโยบายที่มีคนสนใจกันมาก คือ แผนขยายการลงทุนเส้นทางรถไฟใหม่ รวมถึงโครงการรถไฟกึ่งความเร็วสูงของรัฐบาล ซึ่งผู้ว่าการการรถไฟฯเล่าให้ฟังว่า “รถไฟทางคู่ และรถไฟกึ่งความเร็วสูง” จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนา ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งประเทศ

การดำเนินการในขณะนี้ จะประกอบด้วย รถไฟทางคู่ “ไทย-จีน” ขนาดราง 1.435 เมตร เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 873 กิโลเมตร การรถไฟฯได้ให้ความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลจีนอย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจเส้นทาง และการแลกเปลี่ยนข้อมูล แผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ รวมถึงการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและออกแบบ

เช่นเดียวกับ รวมถึงความร่วมมือรถไฟทางคู่ไทย-ญี่ปุ่น 3 เส้นทางที่อยู่ระหว่างศึกษาก่อสร้าง

สำหรับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร หรือ “เมเตอร์ เกจ” ซึ่งจะขยายจากเดิมที่เป็นรางเดี่ยวและโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองนั้น การรถไฟฯจะเดินหน้าทำเต็มที่ อยู่ในแผนการดำเนินงานโครงการลงทุนพัฒนาด้านคมนาคมขนส่งปี 2558 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 8 ปี 2558-2565 ของรัฐบาล โดยมีโครงการเร่งด่วน 6 โครงการ มูลค่า 68,000 ล้านบาท ในเส้นทางที่มีความพร้อม คือ สายฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย , เส้นทางสายชุมทางจิระ-ขอนแก่น, สายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, ลพบุรี-ปากน้ำโพ, มาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และนครปฐม-หัวหิน

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าชานเมือง มีโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26.30 กม. มีทั้งสิ้น 10 สถานี ขณะนี้งานก่อสร้างฐานรากคืบหน้าไปแล้ว 25.78% และอยู่ระหว่างการปรับแบบเพิ่มรางเพื่อรองรับรถไฟกึ่งความเร็วสูงในอนาคต คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้บริการได้ปี 61

ขณะที่โครงการส่วนต่อขยาย แอร์พอร์ต เรลลิงค์ ดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท ระยะทาง 21.40 กม.วงเงิน 31,103 ล้านบาท กำหนดสร้างเสร็จในปี 63 รวมถึงการสร้างรถไฟชานเมืองสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-หัวลำโพง รวม 25.9 กม. วงเงิน 38,954 ล้านบาท ซึ่งตามแผนจะเสร็จในปี 61 เช่นกัน

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง “ไฮสปีดเทรน” ความเร็ว 250 กม.สายท่องเที่ยว เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน 211 กิโลเมตร, กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง 196 กิโลเมตรนั้น ขณะนี้มีภาคเอกชนไทย 3 ราย ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส ให้ความสนใจร่วมลงทุน ซึ่งพร้อมดำเนินการ ขอให้มีนโยบายของรัฐบาลชัดเจนลงมาเท่านั้น

ปัดฝุ่นที่ดินเจ้าคุณปู่สร้างรายได้ล้างขาดทุน

ผู้ว่าการการรถไฟฯยังกล่าวถึงแผนฟื้นฟูกิจการและการล้างขาดทุนสะสมกว่าแสนล้านบาทของกิจการรถไฟด้วยว่า ขณะนี้ ร.ฟ.ท.กำลังปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการอยู่เพื่อเสนอให้ “ซุปเปอร์บอร์ด”

“เรื่องหนี้สินสะสมกว่าแสนล้านนั้น อยากขอความเป็นธรรมกับการรถไฟฯด้วย เพราะหนี้สินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากการบริหารกิจการรถไฟอย่างเดียว แต่ยังมาจากการทำตามนโยบายเชิงสังคมของรัฐบาลด้วย”

ส่วนนี้การรถไฟฯได้ให้ฝ่ายบัญชีไปพิจารณาแบ่งแยกว่า “หนี้กว่าแสนล้านบาท” นี้ เป็นหนี้ส่วนไหนบ้าง เป็นหนี้ที่เกิดจากการลงทุนของรถไฟเอง หรือหนี้เชิงสังคม “หากเป็นหนี้ของรถไฟเราต้องหาทางแก้ไขเอง แต่หากเป็นหนี้เชิงสังคมภาครัฐก็ควรเข้ามาช่วยรถไฟรับผิดชอบ”

ส่วนข้อเสนอจะให้เอาที่ดินของรถไฟไปแลกใช้หนี้นั้น “วุฒิชาติ” แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า “หากบริหารที่ดินเหล่านี้ให้ดีจะสร้างประโยชน์ให้กิจการรถไฟได้มากกว่า”

“ได้สั่งให้เร่งสำรวจที่ดินรถไฟที่มีกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งมีที่ดินเชิงพาณิชย์อยู่ 100,000 ไร่ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาททั่วประเทศให้เสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่ดินทุกแปลงใหม่ว่า ราคาประเมิน ราคาตลาด ราคาซื้อขายจริงเท่าไหร่ เพื่อนำมาใช้ประกอบแผนการพัฒนาที่ดินและเพิ่มรายได้แก่การรถไฟฯ เพราะขณะนี้เรายังเก็บรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ เชื่อว่าหากปรับฐานข้อมูลใหม่ จะทำให้การรถไฟฯมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 20%”

ส่วนการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ มีแนวคิดจะเปิดให้เอกชนมาลงทุน และการรถไฟก็เก็บเช่าที่ดิน เช่น ที่ดินรถไฟ จ.เชียงใหม่ และ จ.หนองคาย เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เช่น ที่ดิน จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ มีแนวคิดจะสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรของการรถไฟฯ ที่ปัจจุบันยังไม่มีศูนย์ฝึกเป็นของตนเองเพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางที่ประเทศไทยจะมีการลงทุนใหม่ทั้งรถไฟรางมาตรฐาน และรถไฟความเร็วสูง

“ที่ดินในกรุงเทพฯ มีแปลงสำคัญหลายแปลง เช่น สถานีรถไฟแม่น้ำ 277 ไร่, สถานีรถไฟ กม.11 ขนาด 359 ไร่ และสถานีมักกะสัน 497 ไร่ ขณะนี้ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีให้ไปศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่มักกะสันให้เป็นปอดของคนกรุงเทพฯให้เสร็จภายใน 2 เดือนครึ่ง ภายในมีสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์รถไฟ พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงโครงการพระราชดำริแก้มลิง บริเวณบึงมักกะสัน ขณะที่พื้นที่อื่นต้องรอผลสำรวจข้อมูล หลังจากนั้นจะนำข้อมูลมาศึกษาเพิ่มเติมว่า การรถไฟควรลงทุนออกแบบเอง หรือเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนแค่ไหน

ขณะที่แผนระยะต่อไปจะมีการปรับโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ ด้วยการจัดตั้ง “หน่วยธุรกิจหรือ BU (Business Unit) เช่น การจัดตั้งหน่วยธุรกิจการเดินรถ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ร.ฟ.ท. เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ และมีการแยกบัญชีออกจากกันชัดเจน รวมถึงการบริหารทรัพย์สินที่ดินรถไฟ ที่ต้องแยกเป็นหน่วยธุรกิจหรือ BU ออกมาเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาการรถไฟฯยังไม่มีความชำนาญด้านอสังหาริมทรัพย์มากพอ

“ผมเชื่อว่าแม้รถไฟจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟู แต่ยังเป็นหน่วยงานที่มีอนาคตและมีโอกาสรอดได้มาก เพราะมีศักยภาพความพร้อมอยู่หลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สิน ที่ดิน ที่มีทั่วประเทศที่สามารถนำมาพัฒนาสร้างรายได้เพื่อลดภาระหนี้ที่มีอยู่ได้ ที่สำคัญ เท่าที่สัมผัสได้ องค์กรนี้มีบุคลากรที่ตั้งใจทำงาน หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน มั่นใจว่าการรถไฟฯจะกลับมาเป็นองค์กรที่แข็งแกร่ง เป็นที่พึ่งในการเดินทางของคนไทยได้”

ทั้งหมดคือวิสัยทัศน์ที่ “ผู้ว่าการม้าเหล็ก” คนใหม่ที่จะให้ความมั่นใจถึง “กิจการรถไฟไทยในอนาคต”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...