วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อะไรก็เสื่อมได้ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติและผู้สอนที่ถูกต้อง...' กะเทาะเปลือกศาสนา พระไพศาล วิสาโล

ระยะหลังมีข่าวคราวความขัดแย้งระหว่างพระกับพระตามหน้าสื่อมากมาย

หลายคนโดยเฉพาะคนยุคใหม่เร่ิมตั้งคำถามเสียงดังต่อศาสนาและตัวพระสงฆ์ถึงความเหมาะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องในวันมาฆบูชาไทยรัฐมีโอกาสดีได้สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักปฏิบัติชื่อดัง มาสะท้อนกระแสดังกล่าว เป็นการให้ธรรมที่ทำให้คนฟังตาสว่างบ้าง ไม่มากก็น้อย?

Q : ปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับวันสำคัญทางศาสนามากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน?

ก็น้อยลงนะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ความสนใจของผู้คนลดน้อยลงทุกที เพราะมันมีสิ่งที่น่าสนใจหรือข้อมูลข่าวสารท่วมท้น พูดถึงคนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้วันนั้นเป็นวันสำคัญทางศาสนา แล้วยิ่งถ้าถามว่ามีความหมายว่าอะไรยิ่งไม่รู้ใหญ่

Q : เรื่องที่ว่ามันสะท้อนปรากฏการณ์อะไรบ้าง

มันสะท้อนว่าผู้คนเหินห่างกับศาสนา หรือมองอีกแง่ ศาสนาเหินห่างกับผู้คน มันมองได้ 2 แง่

Q : แล้วมีวิธีไหนที่เราจะจูนกันติด ยิ่งตอนนี้มีกระแสข่าวเรื่องพระเยอะแยะมากมาย มีส่วนไหมที่ทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับศาสนาหรือพระน้อยลง

อย่างที่บอกว่าผู้คนมีความผูกพันกับวัดหรือศาสนาน้อยลง ที่เกี่ยวข้องกับวัดก็จะเป็นใส่บาตร ไปงานศพ หรือถวายสังฆทาน นอกนั้นก็ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องเท่าไหร่ ในอีกแง่นึงก็เป็นเพราะว่า พระ เก็บตัวอยู่แต่ในวัด เลยไม่ได้ออกไปสัมพันธ์กับประชาชน มีพระสงฆ์น้อยนะที่ออกไปสัมพันธ์กับชาวบ้าน ออกไปเทศนา สั่งสอน มันไม่ใช่แค่เรื่องเจอบุคคลที่ไปสัมพันธ์กับชาวบ้าน มันต้องเอาหลักธรรมด้วยนะ เพราะรู้สึกว่าหลักธรรมมันสำคัญ แต่ว่าธรรมะที่พระส่วนใหญ่สอน

แม้กระทั่งในโรงเรียนที่สอนมันก็รู้สึกว่าเหินห่าง ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 หรือ พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) น้อยคนนะที่จะรู้ว่ามันสำคัญ กลายเป็นเพียงแค่ว่าเป็นข้อบังคับหรือประเพณีที่ต้องปฏิบัติ แต่หลายคนก็คิดว่า ศีล 5 หรือ พรหมวิหาร 4 มันช่วยเขาได้ ช่วยให้ชีวิตเขามีความสุข ความเจริญ อยากให้รู้สึกด้วยใจ ไม่ใช่แค่ท่องไปว่าศีล 5 คืออะไร อยากให้รู้ว่าธรรมะใกล้ชิดกับเขา

Q : วิกฤติศรัทธาศาสนาหรือแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายออกไประหว่างกันและกันระหว่างศาสนาหรือพระกับประชาชน มันเกิดขึ้นช่วงไหน?

เอาแบบชัดเจนๆ ก็ต้องย้อนกลับไปในสมัย ร.6 เพราะสมัยนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่วัดกับโรงเรียนแยกออกจากกัน สมัยก่อน โรงเรียนจะอยู่ที่วัด นักเรียนที่จะเข้าโรงเรียนก็ต้องไปวัด พอแยกการศึกษาออกจากวัด และคนก็เข้าโรงเรียนและไปวัดน้อยลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่แยกการศึกษาออกจากวัด ไม่ใช่แค่โรงเรียน อย่างเช่นโรงพยาบาล เวลาคนไม่สบายก็เข้าไปหาพระ เพราะพระรู้เรื่องสมุนไพร สังคมสมัยก่อนจะอยู่ที่วัด แต่พอแยกสังคมพวกนี้ออกจากวัด เดี๋ยวนี้พระก็สอนแต่พระ เณร ไม่เหมือนสมัยก่อนที่สอนคนธรรมดาด้วย 

Q : พูดได้ไหมว่ามาชัดเจนจริงๆ นี้มาในยุคโซเชียลหรือยุคสมัยใหม่ มันเกี่ยวกันไหมว่าโลกมันทันสมัยขึ้น ศาสนาก็เลยตกยุคขึ้นเรื่อยๆ

ไม่จำเป็นนะ เช่น อเมริกา แม้กระทั่ง Google หรือใน Facebook ก็ยังมีสถานที่สำหรับการทำสมาธิ ภาวนา เรียกง่ายๆ ว่า บริษัทใหญ่ๆ ที่ทำเกี่ยวกับดิจิตอลหรือแบบสถิติข้อมูลอะไรและหลายบริษัทใหญ่เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่อง สมาธิ ภาวนามาก เพราะเขารู้ว่าสมาธิทำให้จิตใจโปร่งใส ฉะนั้นอเมริกาศาสนากับประชาชนจะไม่ได้แยกจากกัน

Q : ในประเทศไทยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความทันสมัยทำให้เด็กยุคนี้ห่างหายจากศาสนา ไม่เชื่อมากขึ้น ตั้งคำถามกับศาสนา หรือแม้กระทั่งความเชื่อ วัด ปฏิบัติต่างๆ ของไทยมากขึ้น ?

อาตมาว่า มีการตั้งคำถามมากขึ้น แต่ว่าในแง่หลักธรรมนะ มีหนุ่มสาวที่มาสนใจไม่น้อยนะ อาตมาอยู่ไกลนะ แต่ก็ยังมีหนุ่มสาว นักศึกษา มาวัด มาทำสมาธิ ภาวนา ส่วนใหญ่ผู้คนก็จะหันไปทาง สนุกสนาน แต่อาตมาเชื่อว่าความเครียดจะทำให้คนมาสนใจ สมาธิ ภาวนาและศาสนามากขึ้น สังเกตไหมว่าธรรมกายคนเยอะมากขึ้นทุกที ก็แสดงว่าเด็กรุ่นใหม่ก็หันมาสนใจในศาสนามากขึ้น

Q : ถ้าอยากดัง ในยุคสมัยนี้การตลาดกับศาสนาต้องทำควบคู่ 

ก็ไม่จำเป็นนะ ถ้าคุณต้องการสื่อทางพวกวาดภาพอะไรก็เป็นการตลาด แต่ถ้าคุณต้องการชีวิตเขาอย่างลึกซึ้งก็ไม่จำเป็น อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ก็เป็นการตลาด ขึ้นอยู่กับจะทำแนวกว้างหรือแนวลึกละ แนวกว้างก็คือการตลาด แนวลึกก็คือหลักธรรม แต่ว่าจะรู้จักลึกซึ้งหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ แล้วจะให้รู้จักแล้วปฏิบัติด้วยมันต้องอาศัยการบริหารแนวลึก

Q : อย่างนักศึกษาที่มาปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ค้นพบไหมว่าเขาสนใจปฏิบัติเชิงลึกหรือว่าปฏิบัติเชิงฉาบฉวย เหมือนการไปเที่ยวต่างจังหวัดพักผ่อนแค่นั้น เข้าวัดเพื่อการพักผ่อนหรือมาปฏิบัติจริงๆ ครับ

เขาก็ปฏิบัติ เขาก็สนใจนะ ฝึกการทำสมาธิ และวัดอาตมาก็ไม่ได้มีอะไรสนุกเลย

Q : ข่าวคราวเรื่องสงครามศาสนาระหว่างหลายฝ่ายในปัจจุบันที่มีมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวพระมากขึ้น เป็นพระสมัยนี้ปฏิบัติตัวยากไหม? 

เป็นพระที่ดีมันยากนะ เพราะสิ่งยั่วยุมันเยอะ สิ่งยั่วยุมันทำให้ตบะแตก สิ่งที่ทำเพลิดเพลินในวัตถุนิยมมันเยอะขึ้น ขนาดอาตมาอยู่ไกลๆ มีโทรศัพท์ สัญญาณ 3G ก็ถึง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีวินัยในการใช้อินเทอร์เน็ต มันก็สามารถจะเสียผู้เสียคนเสียพระได้ อย่างที่เห็นในข่าวในเว็บไซต์ ในอีกแง่นึงก็ดีนะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้การเข้าหาธรรมมันง่ายมาก อย่างอยู่บ้านก็สามารถดู Youtube มีพระบรรยาย มันก็ง่ายนะในการเข้าถึงธรรมะ

Q : เพียงแต่ว่าเราสนใจซะหน่อย?

เราต้องมีวินัย วินัยสำคัญมากเลย แบ่งเวลาให้เป็น มีความพอเพียงในการใช้อินเทอร์เน็ต ในการเล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่มิติพระ อาตมาหมายรวมถึงคนทั่วไปด้วย คนทุกวันนี้ติดเรื่องโซเชียลมีเดียมาก เอาจิตใจไปฝากไว้กับ Like ไม่กด like คอมเมนต์อะไรต่างๆ

Q : วันมาฆบูชาเราควรจะทำอะไรบ้าง มีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ก็ต้องเข้าใจความหมายของวันมาฆบูชาว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ประดิษฐ์ธรรมะที่พระองค์ในสอนไว้เป็นข้อๆ อย่างกระชับ 3 ข้อ 1.ไม่ทำชั่ว 2.ทำความดี 3.ทำจิตใจให้ผ่องใส มันเป็นสูตรสำเร็จนะที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขจริง พระพุทธเจ้าก็อธิบายความหมายเพิ่มเติมนะว่านอกจาก 3 ข้อนี้แล้ว มีอะไรอีก อย่างเช่น การวิปัสสนาในการบริโภค และก็การจัดอยู่ที่ที่สงัด แค่ 2 ข้อนี้มันก็ช่วยคนสมัยนี้ได้เยอะแล้ว เพราะคนสมัยนี้ไม่รู้จักความประมาณในการบริโภค ทั้งการเสพวัตถุและการเสพข้อมูลข่าวสาร และการจัดอยู่ในที่ที่สงบสงัดเนี่ย ช่วยบำรุงจิตใจ บำรุงกายได้ดี การรู้จักฝึกจิตให้ผ่องแผ้ว ก็จะดีขึ้นไปใหญ่

Q : ด้วยการทำสมาธิเจริญภาวนา? 

ใช่ ทำที่ไหนก็ได้ อย่างที่อาตมาบอก เพื่อนอาตมา หลายคนก็ฟังธรรมะที่บ้าน ทำสมาธิที่บ้าน เดี๋ยวนี้เปิด Youtube ฟังธรรมะแล้วเขาก็สวดมนต์ ทำสมาธิได้ ทำให้การปฏิบัติธรรมเนี้ยเกิดได้ทุกเวลา สำหรับคนที่วิ่งจ๊อกกิ้งหรือฟังธรรมมะไปด้วย จิตใจก็ดี

Q : พระยังคือที่พึ่งสุดท้ายของสังคมไทยในปัจจุบันอยู่ไหม?

เอาที่พึ่งมาฝากกับพระไม่ได้นะ ต้องฝากไว้กับธรรมะ พระธรรมดายิ่งฝากไม่ได้หรอก พระสงฆ์คืออริยสงฆ์คือผู้ที่บรรลุเป็นพระอริยเจ้า ถ้าจะฝากให้ดีฝากไว้กับธรรมะดีกว่า และเดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ใครอริยสงฆ์นะ เอาธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ ที่จริงควรจะเป็นที่พึ่งตั้งแต่แรกเป็นที่พึ่งเบื้องต้น

จริงๆ คนปัจจุบันไม่เข้าใจว่าอริยสงฆ์คือใคร เขามีคุณสมบัติยังไง บางคนก็ไปเข้าใจว่าคนที่มีอภินิหาร ปาฏิหาริย์ เป็นอริยสงฆ์ คนที่คลายกรรมได้ แก้กรรมได้นั้นไม่ใช่อริยสงฆ์ อริยสงฆ์คือการเป็นผู้ที่มีปัญญา ไม่ใช่พวกที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่เข้าใจธรรมะตั้งแต่แรกก็เลยไปหลงเชื่อว่า คนนั้น-นี้เป็นอริยสงฆ์ เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากข่าวลือ ส่วนที่สองเกิดจากการสร้างภาพ มีการปล่อยข่าวลือ คนก็เชื่อกัน และบรรยากาศที่สร้างขึ้น ทำให้คนศรัทธาได้ง่าย ลึกๆ เนี้ยคนไทยมันขาดความมั่นคงในใจเลยต้องหาที่พึ่ง และใครที่สามารถเป็นที่พึ่งให้เขาได้ หรือคนที่มีบริวารเยอะ ผู้คนก็เทใจให้ ยิ่งแบบทำให้รวยทำโน่นนี่นั่น คนก็ยิ่งชอบ ทำให้มั่นใจว่าจะทำให้มั่นคงขึ้น 

Q : ฝากอะไรถึงพุทธศาสนิกชนเนื่องในวันมาฆบูชาที่หลายคนไม่รู้ความหมายและมองข้ามไป

คือจริงๆ ไม่รู้ความหมายยังไม่เท่าไหร่นะ แต่ถ้าเกิดว่ามองข้ามไป ไม่เห็นคุณค่าที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ไม่ทำชั่วและทำความดีและทำจิตใจให้ผ่องใสถึงแม้ว่ารู้ว่าพระพุทธเจ้าสอน 3 ข้อนั้นในวันมาฆบูชา หรือเห็นคุณค่าของ 3 ประการนี้ก็จะเกิดความสุขให้กับตัวเองได้ อยากให้เอา 3 ประการนี้มาปฏิบัติใช้ในชีวิตตนเอง

Q : ศาสนาไม่ได้เสื่อม พระบางรูปต่างหากที่เสื่อม

มันแล้วแต่ว่าคุณนิยามศาสนาว่าอย่างไร อย่างเช่นคำสอน เป็นคำสอนที่ผิด มันคลาดเคลื่อนกับคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอน จริงๆ มันก็เสื่อมได้นะ อะไรก็เสื่อมได้ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติและผู้สอนอย่างถูกต้อง มันก็เสื่อมได้

ไทยรัฐมีโอกาสดีได้สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักปฏิบัติชื่อดัง มาสะท้อนกระแสดังกล่าว เป็นการให้ธรรมที่ทำให้คนฟังตาสว่างบ้าง ไม่มากก็น้อย? 3 มี.ค. 2558 18:22 4 มี.ค. 2558 01:30 ไทยรัฐ