วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
น้ำตาแตก!! 'ท็อป' หย่าเพราะ "ไม่อยากเกลียดกันมากกว่านี้"

น้ำตาแตก!! 'ท็อป' หย่าเพราะ "ไม่อยากเกลียดกันมากกว่านี้"

  • Share:

ยอมเปิดใจในรายการ น้ำผึ้งพระจันทร์ สำหรับนักแสดงมากความสามารถ ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ กับกรณีการหย่าขาดกับสามี อู๋ กฤต โพธิปิติ หลังทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมาถึง 18 ปี ซึ่งงานนี้ทำเอาคนช็อกไปตามๆ กัน เมื่อได้รู้ว่า ท็อปและสามีได้หย่าขาดกันมาหนึ่งปีครึ่งแล้ว...

ทางใครทางมัน หย่าไปเรียบร้อย จบชีวิตคู่ที่ยาวนานมากว่า 18 ปีไปแล้ว เตียงหักจริงนานกว่า 1 ปีครึ่ง ระหว่างนักแสดงรุ่นใหญ่ พิธีกรรุ่นเก๋า ท็อป ดารณีนุช และสามี อู๋ กฤต โพธิปิติ กล่าวทั้งน้ำตา ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเป็นภรรยาที่ไม่ดีพร้อม แต่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกชายทั้งสองอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด เอ่ยขำๆ ตอนนี้อยากจะมีแฟนใหม่แล้วนะคะ


ท็อป ดารณีนุช ควงลูกชายกำลังหล่อสองคน กั๊ท กฤณ, แก๊งค์ ติณห์ มาร่วมเปิดใจถึงกรณีหย่าในรายการ น้ำผึ้งพระจันทร์ ที่สตูดิโอมูนสตาร์ โดยท็อปบอกเลยว่า “แยกกันอยู่ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2556 แยกกัน นานปีครึ่งแล้ว ปัญหาสะสม คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เราละเลยหน้าที่เมียที่ดี เพราะเป็นคนทำงานหาเงินคนเดียว พยายามจะไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก ไม่อยากจะเกลียดเขาไปมากกว่านี้ แยกกันเถอะ ลูกโตแล้วพอจะรับได้ พอแยกกันแล้ว อิสระไม่คาดหวัง รู้สึกสบายใจแล้ว การหย่าร้างไม่ใช่ว่าชีวิตเราล้มเหลว ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ในแง่จิตใจ ลูกชาย (กั๊ท กฤณ) จะบอกรักเราทุกวัน ผมรักแม่ครับ จะกอดหอมเราทุกวัน”

กำลังใจจากสองหนุ่มสำคัญที่สุด


"ลูกคือกำลังสำคัญ 80% ที่เราออกไปทำงานเพราะลูก เราจะส่งลูกให้ถึงที่สุด เราอาจจะไม่ใช่แม่ดีเด่น แต่แม่จะเป็นแม่ที่ดีที่สุดของลูกสองคนนี้ เลี้ยงลูกไม่ยาก เราจะใส่ความคิด คุณธรรม ให้รู้จักแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี เน้นการพูดคุยเพื่อจะเช็กความคิดเขา จะเลี้ยงลูกให้มีความรับผิดชอบ มีความเป็นลูกผู้ชาย ไม่ใช่ว่ามีแค่เครื่องเพศเป็นผู้ชาย" ส่วนลูกชายอีกคน แก๊งค์ ติณห์ บอกเลยว่า "เคารพสิทธิ์ในการตัดสินใจของพ่อและแม่ พวกเราจะไม่ทิ้งแม่"

สองหนุ่มแก้วตาดวงใจ

หลังจากเปิดใจในรายการ น้ำผึ้งพระจันทร์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท็อป ดารณีนุช กล่าวกับกองทัพสื่อมวลชนอีกครั้งถึงสาเหตุการต้องหย่า “เป็นปัญหาสะสมนะคะ ถ้าจะให้บอกว่า อุ๊ย! เป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้มันก็จะไม่สามารถอธิบายได้ เรื่องบางอย่าง มันมีคำถามอ่ะ เฮ้ย ทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้น ทำไมเขาเป็นอย่างนั้นอย่างงี้ มันหลายๆ เรื่องค่ะ มันก็เหมือนว่าเราหมดใจไปเรื่อยๆ พอมันมีช่องว่าง มันไม่เข้าใจกัน ก็ไม่อยากจะเห็นหน้า ไม่อยากจะคุยกัน มันก็หมดใจหมดรักหมดอายุ” หมดศรัทธาในรักกันแล้ว? “ใช่ค่ะ จริงๆ คนเราไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาเก่งสมบูรณ์แบบ แต่เชื่อว่าถ้าคนเรามีหน้าที่ มีความตั้งใจที่จะดูแลอะไรต่างๆ ก็เชื่อว่าจะไม่เสียศรัทธากัน”

อดีตช่างมัน ปัจจุบันสำคัญกว่า


ทำไมถึงได้มาเปิดใจในวันนี้? “ที่ผ่านมามันก็มีทั้งเรื่องที่ดีไม่ดี มันอาจจะทุกข์มากกว่าสุข ส่ิงสำคัญคือพี่ก็รอให้ลูกตัวเองเติบโตพอที่จะรับเรื่องต่างๆ ได้ เราไม่ได้แต่งงานเพื่อมีเป้าหมายว่าจะหย่าร้างหรอกค่ะ เราก็แต่งงานเพื่อจะมีเป้าหมายว่ามีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข แต่พอเดินทางมาเรื่อยๆ เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราไปกันต่อ ก็ไม่ใช่แล้วแหละ ชีวิตที่เหลืออยู่มันไม่ได้อยากจะใช้ร่วมกันกับคนๆ นี้ เราก็ตัดสินใจว่า เออ จะทำยังไง พี่ก็ไม่ได้ตัดสินใจสายฟ้าแลบปุ๊บปั๊บๆ นะ คือมันต่อกันไม่ติดแล้ว ก็หันมาดูลูกเราว่าเป็นยังไง คนรอบๆ ข้างเราเป็นยังไง ก็เลยค่อยๆ เริ่มพูดกับเขา ก็ปรับความเข้าใจกันมันก็ไม่รอดอ่ะ ถ้ามันไม่รอด ตอนนี้ลูกเราก็โตแล้ว ก็ตัดสินใจเถอะแยกกันดีกว่า ถ้ามีชีวิตคู่อยู่กันต่อไป เราก็สะสมความรู้สึกเกลียดชังต่อกัน สะสมความรู้สึกที่ไม่ดี พอเดินออกจากบ้านไป พูดถึงแฟนเราอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็อายปากเรา ก็เลยรู้สึกว่า เออ เลิกกันไปดีกว่า เราอิสระกันทั้งคู่”

มีปัญหารุนแรงอะไร จนถึงขั้นเลิกกัน? “อืม มันอาจจะเป็นปัญหาที่บางเรื่องเป็นนามธรรม มันจะมาพูดว่า เฮ้ย เธอไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูก เราก็บอกเขานะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเธอ เธอเป็นคนทำ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตฉัน ฉันเป็นคนทำ เราก็ไม่ได้โทษเขานะ ทุกคนเลือกทำทั้งนั้นแหละ เธอเลือกทำในสิ่งนั้นแหละ และฉันก็ได้เลือก เพราะตรงนี้มันก็แฟร์ทั้งสองฝ่าย เราก็รู้สึกว่าเราไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ และเราก็บอกว่าเราไม่ได้ต้องการความรักที่มันสมบูรณ์แบบหรอก แต่เราต้องการความรักที่มันอบอุ่น อยู่ด้วยแล้วมีความแข็งแรง แข็งแรงในการที่เรามีกำลังใจ แต่ถ้าเราไม่ได้ตรงนั้น เราเลยรู้สึกว่าเราจะอยู่ไปเพื่ออะไร ถ้าเราจะอยู่เพื่อลูก เราก็อยู่ด้วยอิสระทางใจ โดยที่ไม่ต้อง เฮ้ย เธอเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่บอกค่ะ เราไม่อยากจะไปเกลียดกัน พี่ว่ามันเป็นความรักที่หมดอายุมากกว่า มันอยู่กันไปไม่เกิดความเข้าใจกัน เวลาเกิดอะไรขึ้น มันไม่มีว่าคนๆ นี้นะเข้าใจเรา มันไม่มีอย่างงี้ไงคะ แต่ความเชื่อใจเรามี ความรู้สึกที่ว่า เราเหนื่อยมากๆ เวลากลับบ้านอยากให้ใครสักคนกอดเรา เขาก็จะไม่อยู่บ้าง ทำไมไปไหน เรายิ่งหาเรื่องทะเลาะกันโกรธกัน ยิ่งจะบานปลายไป ไม่เอาดีกว่า อย่าไปคาดหวังดีกว่า”

“หย่าไปเดือนสิงหาปี 2556 หลังจากนั้นก็คุยกันเป็นระยะๆ คุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจมันก็วางไปแล้วทั้งคู่ เป้าหมายเราคือเรื่องนี้นะ คือการหย่า มันก็ค่อยๆ ดูท่าทีเช็กใจตัวเองด้วยว่า เฮ้ย เราพูดไปด้วยอารมณ์หรือเปล่า หรือเราอย่างโน้นอย่างนี้หรือเปล่า แต่พออยู่ด้วยกันไป ก็ต่างคนต่างไม่เอาแล้วอ่ะ ตอนที่หย่ากันก็อยู่ด้วยกันสักประมาณปีหนึ่งค่ะ อยู่กันต่อ ตอนนี้ก็แยกกันไป เขาก็อยู่ของเขา ก็มีการติดต่อกันอยู่ อย่างน้ำตาลสดที่เขาทำ เราก็ซื้อของเขา เราก็หาตลาดให้ อย่างมีงานตลาดดารา ก็เป็นในชื่อเรา ให้เขาไปขายอย่างงี้ค่ะ ไม่ใช่ว่า อุ๊ย เกลียดกันไม่มองหน้า ก็ยังช่วยเหลือกันอยู่ค่ะ”

ยังยิ้มได้


มีงานติดต่อให้ออกงานคู่ด้วยกัน เลยอึดอัดอยากจะบอกความจริง? “จริงๆ มันก็ไม่ใช่เชิงว่าเป็นงานคู่หรอกค่ะ แต่ก็มีหลายๆ อย่างเช่นเป็นพิธีกร เรารู้สึกว่า...ไม่รู้จะพูดยังไง ก็อึดอัด พอรายการนี้ถามถึงสถานะในเรื่องชีวิตครอบครัว เราก็เลยบอกว่า จริงๆ เราเลิกกันแล้วนะ น้องๆ ทีมงานก็บอกว่า อุ๊ย เหรอคะ แล้วยังไง ทางน้องทีมงานก็บอกว่าพี่เปิดเผยได้มั้ย พี่ก็บอกว่าได้! ก็เลยเป็นเหตุให้ทางรายการต้องชวนน้องๆ (สื่อมวลชน) มาวันนี้” เรื่องมือที่สาม? “ไม่ใช่ ถ้าบอกว่าเรามีมือที่สามนะคะ ถ้ามือสองมือจับกันแน่น มือที่สามยังไงก็เข้ามาไม่ได้อยู่แล้วแหละ ใช่มั้ยคะ ปัญหามันต้องเกิดจากคนสองคนก่อน จริงๆ เราเลิกกันปีกว่าแล้ว หลังจากนั้นเขาจะมีอะไรกับใครมั้ย เราก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดอ่ะ เราก็ยอมรับ สำหรับตัวเราเองลูกก็เห็นอยู่ว่าเราไม่มีอะไร ถามลูกได้ว่าถ้าเป็นมือที่สาม คนๆ นั้นนะต้องมาอยู่ที่บ้าน หรือพ่อเขาต้องไปอะไรอย่างงี้ ก็ยังไม่ได้เห็น แต่ตอนนี้เขาจะมีมั้ย เราก็ว่าเขามีได้ ไม่ผิด”

อยากบอกว่า ลูกชายหล่อมาก


เรื่องลูกๆ ทางพี่ท็อปดูแลเอง? “เราเลือกแล้วค่ะ ว่าเราจะดูแลลูกมาก่อนตั้งแต่หย่ากัน เพราะตรงนี้เราไม่ได้คิดว่าเป็นภาระอะไร เป็นหน้าที่ที่เราภาคภูมิใจเราจะทำมันให้ดี พี่ดูแลลูกในทุกๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการส่งเรียน การอบรมเราก็ดูแลทั้งหมด พ่อก็มีส่วนในเรื่องของการสอน” ทางพ่อมีการส่งเสียค่าเลี้ยงดูหรือไม่? “ไม่มีค่ะ พี่เลี้ยงของพี่มา เขาก็ไม่ได้ส่งเสียอะไรอยู่แล้ว เราทำเอง” เรื่องทรัพย์สินที่ต้องแบ่งกันมีปัญหาอะไรมั้ย? “ไม่มีค่ะ เขาก็เป็นคนน่ารักนะคะ คือตรงนี้เขาก็รู้ว่าเราทำอะไรมา อะไรเป็นของเขา อะไรที่ไม่ใช่ของเขา เขาไม่ได้บอกว่า เฮ้ย สินสมรสทุกอย่างต้องแบ่งครึ่งนะ บ้านที่อยู่เป็นบ้านเรา จริงๆ ถ้าตามกฎหมายมันแบ่งครึ่งก็ได้ เขาก็น่ารักไม่มายุ่ง อันไหนเป็นของเขาเช่นรถ ก็ให้เขาไป” จบลงด้วยดี? “ค่ะ จบลงด้วยดี ไม่มีอะไรแบบว่า ไปด่าสาดกันไม่มี”

เสียใจมั้ย? “วันนั้นพี่ไม่ได้ร้องไห้นะ มันกลัวค่ะ คือเราไม่ได้มีชีวิตครอบครัวที่เป็นส่วนตัว แต่เราก็ไม่ได้โด่งดังแบบ อู๊ย เป็นซุปเปอร์สตาร์ แต่เรื่องบางเรื่องของเรา คนก็ต้องรับรู้ ถามว่าเสียใจมั้ย ไม่ อาจจะเป็นความกลัวมากกว่า กลัวอย่างแรกเลยคือ กลัวลูกรับไม่ได้ เฮ้ย สงสารลูก ถ้าเจอเรื่องอย่างนี้ ลูกจะเข้าใจมันยังไง แต่พออยู่กับลูกไป เราไม่มีความกลัวตรงนั้นแล้ว” มีใครเป็นกาวใจให้หรือเปล่า? “มันก็ไม่ได้อาจเป็นกาวใจ ก็เป็นเพื่อนๆ ที่อาจจะรับรู้สถานภาพของเราเป็นยังไง ทั้งเพื่อนเรา เพื่อนเขา ต่างไม่กาวใจเราและเขา คือก็เห็นแล้วแหละว่าไม่รอด” เสียดายเวลาที่ผ่านมา? “(รีบตอบ) ไม่เลยค่ะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิตพี่ เป็นส่ิงที่ดีสำหรับพี่ พี่ว่าถ้าเรามีชีวิตที่ราบเรียบ เราอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่า วันหนึ่งเมื่อเราตกอยู่ในหลุมทุกข์ เราจะขึ้นมาจากมันยังไง เมื่อวันหนึ่งที่เราเจอเรื่องที่มันท้าทาย เราจะฝึกใจเรายังไงให้ผ่านเรื่องต่างๆ ไปได้ พี่ขอบคุณเขานะคะ ที่ทำให้เราไปใกล้ชิด ขอบคุณเขาที่ทำให้เรามีพลังในการดูแลครอบครัว เพราะอย่างน้อยตอนนี้ เราก็ต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูกของเรา”


เมื่อไม่มีเขาแล้ว ก็รู้สึกเคว้ง? “พี่ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นที่พึ่งของเรามากกว่า มันก็ไม่ได้รู้สึกเคว้งอะไร มันก็แค่รู้สึกว่า เฮ้ย แปลกๆ คนที่เคยเห็นเดินอยู่ แล้วไม่เดินก็แค่นั้นเอง” ธุรกิจที่ทำร่วมกัน? “พี่ก็ยกให้เขาทั้งหมดเลย ก็ถือว่าจะเป็นส่วนที่จะให้เขาเลี้ยงตัวเอง ธุรกิจน้ำตาลสดนี้ เขาก็เป็นคนต้นคิด เพียงแต่มีรูปหน้าพี่เข้าไปแปะเท่านั้นเอง เราก็ช่วยเขาหาตลาด ที่เหลือเขาก็ทำของเขาเอง ไม่เกี่ยวกับเรา” เปลี่ยนมาใช้นามสกุลใหม่แล้ว? “ใช้นามสกุล ปสุตนาวิน ก็บอกตามรายการต่างๆ ตามละครก็เริ่มเปลี่ยน แต่ตอนหย่ากันแรกๆ ก็บอกเขาเลยนะว่า ขอใช้นามสกุลเธอก่อนนะ เพราะตอนนั้นเราก็กลัวว่าลูกจะยังไง สังคมจะยังไง พอมาตอนหลังๆ รอมันมั่นคงขึ้น ก็ค่อยเปลี่ยน”


ลูกๆ ปลอบใจกันอย่างไร? “มันก็ไม่ได้เชิงปลอบเนอะ” กั๊ท กฤณ ลูกชายคนโตบอกช้าๆ ชัดๆ ดังว่า “มันก็ไม่ได้ปลอบครับ มันก็คือความจริงเฉยๆ ความจริงมันก็ เออ เป็นอย่างนี้ เราก็แค่ยอมรับมัน เท่านั้นเอง ไม่ได้แบบว่า เฮ้ย แม่ไม่เป็นไรนะครับ คือมันเป็นความจริงก็จบ! เราก็มีความสุขในที่ที่ เรายืนก็แค่นั้นเอง” มีนั่งพูดคุยกัน? “ก็มีครับ โอเค มันถึงจุดที่เราเข้าใจกันไม่ตรงขนาดนี้แล้ว มันก็ไม่ใช่เวลาจะมาทะเลาะกันในบ้าน เขาก็บอกว่า เออนะ มันเป็นอย่างนี้ ก็อาจจะแยกกัน ลูกรับได้มั้ย มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร มันก็เป็นความจริงเท่านั้นเอง”


ท็อปกล่าวเสริมว่า “ถึงเราจะแยกกัน ก็ไม่ได้รักลูกน้อยลงนะ พ่อก็ยังเป็นพ่อ แม่ก็ยังเป็นแม่เท่านั้นเอง นอกนั้นลูกไม่มีอะไรขาด ลูกไม่ต้องกลัว เราพูดกับลูกแบบนี้ ลูกไม่ต้องกลัวเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เพราะเด็กบางคนกลัวเหมือนกัน ถ้าพ่อแม่เลิกกัน ฉันจะโดนลากไปอยู่บ้านไหน ความั่นคงของปัจจัยสี่อยู่ยังไง กินยังไง เรียนหนังสือยังไง บอกเลยไม่ต้องกลัว อยู่เหมือนเดิมหมด แม่ยืนอยู่ตรงนี้นะ ลูกมายืนพิงแม่ได้เสมอนะ” คุณแม่ท็อป ทำหน้าที่แม่และพ่อได้ดีขนาดไหน กั๊ท กฤณ ลูกชายคนโต บอกเลยว่า “ก็ดีมากครับ แม่เป็นทั้งแม่และพ่ออยู่แล้ว แม่มีมุมของความเป็นผู้ชายอยู่แล้ว แม่เป็นผู้หญิงห้าวๆ แมนๆ เราปรึกษาแม่ได้ทุกเรื่อง เรื่องรักเรื่องจีบผู้หญิงก็ยังปรึกษาแม่ได้ คุณแม่เป็นได้ทุกอย่าง คุยได้ทุกอย่าง”

ครอบครัวนี้ยังร่าเริงได้เหมือนเดิม


เรื่องที่พ่อจะมาพบลูกๆ? “ไม่มีปัญหาเลยค่ะ เราไม่กีดกันอยู่แล้ว อย่างวันพ่อก็มาได้ อย่างวันเกิดลูก ตอนที่เราแยกกันปีแรก ลูกมางานกับเรา เสร็จแล้วตอนกลางคืนเขาก็ขับรถไปหาพ่อ เราไม่รู้ว่าลูกคิดยังไง รู้สึกยังไงหรอกนะ แต่เรารู้ว่าลูกไม่ได้เลือกพ่อหรือแม่ ลูกรักทั้งพ่อและแม่ เราก็เลยรู้สึกว่าลูก อุ๊ย ไม่ได้มาเฮรักแม่ เขาก็รักพ่อเขาอย่างงี้” ยังมีความรักให้อดีตสามีอยู่มั้ย? “อดีตก็คืออดีต อดีตที่เคยรักมันก็อยู่ตรงนั้น แต่ถ้าถามว่ารักมั้ย มันเป็นความเห็นอกเห็นใจเป็นความห่วงมากกว่า บางเรื่องยังห่วงเขาอยู่ว่า เฮ้ย ตรงนั้นรอดไม่รอด แต่ถ้าถามว่าเป็นรักแบบ อุ๊ย เห็นแล้ววาบไหวมั้ย ไม่มีเลยค่ะ” ยังมีโอกาสจะ? “คงไม่ค่ะ เราก็คุยกันตรงๆ ว่า เฮ้ย เธอเดินหน้าเลยนะ เจอใครก็ว่ากันไป ส่วนฉันชัดเจนแล้วว่าอยู่อย่างนี้นะ”


สำหรับหลายคนที่ห่วงใยอยู่? “เราอาจจะเป็นที่จับตามองเพราะหลายคนมองว่า เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่นนะฮะ แต่ในความเป็นจริง มันเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัวอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่ระวัง ถ้าคุณไม่ได้ดูแล ไม่ได้เติมเต็ม เราถึงบอกว่า เราอาจจะไม่ใช่ภรรยาที่ดี เพราะเรามัวทำแต่งาน ไม่ได้หันกลับมาดูว่าเขาเป็นยังไง เราก็มีความบกพร่อง เพราะฉะนั้น ทุกคู่แหละค่ะ ถ้าห่วงใจเราก็กราบขอบพระคุณจริงๆ แต่อยากจะให้ไปย้อนดูคู่ของคุณด้วยว่า ขาดการให้ทดแทน ดูแลซึ่งกันและกันมั้ย ถ้าเกิดขาดก็เติมให้เต็ม พยายามประคับประคองกันไปได้ ทำให้ดีที่สุดค่ะ”

คุณแม่ยังสาว


หลังจากนั้น ท็อป ดารณีนุช ยังให้สัมภาษณ์พิเศษกับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ เรื่องแบ่งสมบัติ สรุปว่าแบ่งกันลงตัวดี? “มีรถที่เป็นของเขา ก็เป็นส่วนที่เป็นชื่อของเขาก็ให้ไป ไม่ได้ว่าแบ่งอะไรหรอกนะ ก็เป็นของเขา เช่น รถ และของต่างๆ ที่เคยให้ๆ ก็ให้กันไป ก็บอกเขาว่าถ้าไม่เอาไป ก็เก็บไว้ที่บ้านก็ได้ เพราะลูกก็ลูกชายเหมือนกัน ต่อไปมันก็เป็นของลูกนะ อะไรที่ควรจะเป็นของเขา เขาก็ไม่ขนไปนะ เขาน่ารักเป็นผู้ชายที่น่ารัก ไม่ได้แบบว่า อุ๊ย จะมาเอา อย่างพระเขาก็ไม่ได้ขนไปด้วย”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้