ข่าว
100 year

อุปทูตสหรัฐย้ำให้เร่งคืน ‘ประชาธิปไตย’ (ชมคลิป)

ทีมข่าวหน้า110 ก.พ. 2558 06:30 น.
SHARE

เพื่อที่จะได้ฟื้นฟู‘สัมพันธ์ทวิภาคี’ยืนยันลดเกรดฝึก‘คอบร้าโกลด์’‘บิ๊กตู่’โอ่ญี่ปุ่น-จัดเลือกตั้งใน1ปี

อุปทูตสหรัฐฯส่งสัญญาณเข้ม ลดเกรดฝึกร่วม “คอบร้าโกลด์” บี้ คสช.คืนประชาธิปไตย แลกฟื้นสัมพันธ์ทวิภาคี “แพทริค เมอร์ฟี” ย้ำเป็นช่วงท้าทาย ลุ้นไทยได้เข้าคูหากาบัตรมีรัฐบาลพลเรือน “บิ๊กป้อม” ปัดวุ่น คสช.เอี่ยวห้าม “ปู” ไป ตปท. ด้าน “บิ๊กโด่ง” ไปอีกทาง รับต้องรอบคอบ ปล่อยไปกลัวเกิดปัญหาตามหลัง 11 ก.พ. เรียกผู้ช่วยทูตทหารรับฟังสถานการณ์ “วิษณุ” ชี้ คสช.มีอำนาจเต็มสั่งบล็อกตามกฎอัยการศึก “ปึ้ง” จี้ คสช.เคลียร์เหตุผลให้ชัด เย้ยแค่บินฮ่องกงกินโจ๊กแล้วกลับ ไม่คิดหลบหนี ด้าน “วิรัตน์” ฟันธงไม่เข้าข่ายขอลี้ภัยการเมือง “ประยุทธ์” กล่อมนักธุรกิจยุ่นเร่งคืนเวทีเลือกตั้ง นั่งยันนอนยันไม่คิดสานต่อท่ออำนาจ

หลังจากตัวแทนของสหรัฐอเมริกากดดันให้รัฐบาลไทยเดินหน้าคืนประชาธิปไตยและจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในพิธีเปิดการฝึกคอบร้าโกลด์ นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนอีกครั้ง โดยระบุว่าถ้าประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว จึงจะฟื้นคืนความสัมพันธ์ทวิภาคีได้อย่างเต็มศักยภาพ

มะกันลดระดับฝึกคอบร้าโกลด์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.พ. ที่โรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก พล.อ.วุฒินันท์ ลีลายุทธ รอง ผบ.ทหารสูงสุด และนายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 15 โดยมีเอกอัครราชทูตหรือผู้แทนประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซียเข้าร่วม โดยมีจีนและอินเดียเข้าร่วมสังเกตการณ์และฝึกเพิ่ม ซึ่งปีนี้เน้นการฝึกช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก

นายแพทริค เมอร์ฟี กล่าวว่า การฝึกคอบร้าโกลด์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2525 จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ พัฒนาจนกลายเป็นการฝึกซ้อมทางทหารระดับพหุภาคีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมถึง 24 ประเทศ วิวัฒนาการของคอบร้าโกลด์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้องค์ประกอบ นับแต่ปี 2525 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีพลวัตและความเชื่อมโยงมากที่สุดของโลก นอกจากนี้ยังมีความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงที่เราเผชิญร่วมกัน โดยปัจจุบันพายุไต้ฝุ่นและการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามที่พบเห็นได้มากกว่ารถถังและตอร์ปิโด ดังนั้นเราจึงปรับการฝึกในปีนี้ โดยให้ความสำคัญในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการรับมือกับภัยพิบัติและวางแผนให้ความช่วยเหลือ

บี้คืน ปชต.แลกฟื้นทวิภาคี

นายแพทริคกล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคระบาดต่างๆ เช่น อีโบลา ไข้หวัดนก และไข้หวัดซาร์ แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหาย ความร่วมมือจึงเป็นหนทางเดียวที่จะรับมือภัยคุกคามข้ามชาติเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิผล การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ทำให้มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ทว่าบางสิ่งยังคงเดิม นั่นคือความแน่วแน่มั่นคงของสหรัฐฯที่มีต่อเอเชียต่อสันติภาพ เสรีภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและประชาธิปไตย ตลอดจนความร่วมมือของเราในภูมิภาคนี้ รวมถึงไทยซึ่งเป็นมิตรประเทศมายาวนาน 182 ปี “การเยือนประเทศไทยโดยนักการทูตอาวุโสของสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ย้ำชัดเจนถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างเรา รวมถึงการที่สหรัฐฯ ให้ความสนับสนุนคนไทยตลอดมาและหวังว่า ประเทศไทยจะกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว เพื่อให้สามารถฟื้นคืนความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้อย่างเต็มศักยภาพ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับพวกเราทุกฝ่าย ส่งผลให้จำต้องมีการปรับเปลี่ยนการฝึกคอบร้าโกลด์ปีนี้ ในยามที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง”อุปทูตสหรัฐฯ ระบุ

ไทยฝันยกระดับปฏิบัติการร่วม

ด้าน พล.อ.วุฒินันท์กล่าวว่า กองทัพไทยภาคภูมิใจที่มีส่วนขับเคลื่อนให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ลักษณะโดดเด่นของคอบร้าโกลด์ คือการมุ่งมั่นที่จะทำการฝึกในลักษณะที่เปิดเผย โปร่งใส ดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพมิตรประเทศ และยังต้องการขยายความร่วมมือระดับพันธมิตรในการปฏิบัติการร่วมของกำลังเฉพาะกิจหลายชาติในการปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงครามเป็นหลัก รวมทั้งจัดการฝึกด้านปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมในโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ด้วย

สื่อนอกชี้จีนสบช่องโดดอุ้มไทย

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐฯได้ขึ้นกล่าวบนเวทีระหว่างร่วมพิธีเปิดการฝึก “คอบร้าโกลด์” ซึ่งเป็นการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ที่ จ.นครนายก ระบุว่า ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับประเทศไทย ที่เป็นพันธมิตรกันมายาวนาน กำลังเคลื่อนผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย สหรัฐฯเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ ขณะประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อคืนสู่ประชาธิปไตย ด้านนายเอียน สตอเรย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความมั่นคงแห่งเอเชีย ประจำสถาบันอาเซียนศึกษาในสิงคโปร์ มองว่าการยกเลิกเข้าร่วมการฝึกคอบร้าโกลด์ จะเป็นการแสดงเจตนาเป็นนัยสำคัญด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจะเป็นการสร้างโอกาสให้จีนกระชับสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับไทย อันจะกระทบผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างชัดเจนในบริบทว่าด้วยการแข่งขันของสหรัฐฯกับจีนในอาเซียน

“บิ๊กป้อม” ปัด คสช.ห้าม “ปู” ไปนอก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเดินทางออกนอกประเทศว่า คสช.สอบถามไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดหรือ อสส.แล้ว เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายอยู่ จึงอยากให้รอไปก่อน เป็นเรื่องของกฎหมายไม่เกี่ยวกับ คสช. เมื่อถามว่าทีมทนาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า คสช.ไม่มีสิทธิห้าม พล.อ.ประวิตร ตอบว่า คสช.ไม่มีสิทธิห้ามก็ถูกแล้ว เราไม่ได้โต้แย้งอะไร เมื่อถามว่าเป็นเพราะกังวลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกนอกประเทศหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่ทราบ ต้องไปถาม อสส.เอาเอง เมื่อถามว่าเรื่องนี้อาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า จะห้ามได้หรือ แต่อะไรที่จะสร้างความขัดแย้งก็อย่าทำ ไม่ชอบอะไรขอให้เก็บเอาไว้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าสร้างความปรองดอง มีอุปสรรคอะไรเราก็แก้อยู่

ยังไม่ใช่เวลานักการเมืองแอ็กชั่น

เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงจับตาฝ่ายการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่มีการจับตาอะไรทั้งนั้น แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง รัฐบาลต้องทำให้เกิดความสงบ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามแก้ปัญหาเพื่อประชาชนทุกเรื่อง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ ส่วนกรณีที่ คสช.เรียกนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยมาปรับทัศนคติ ตอนนี้ก็ปล่อยตัวไปแล้ว การเมืองยังไม่ควรเคลื่อนไหว เพราะ คสช.กำลังสร้างความปรองดองเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงตามโรดแม็ป

เตือน นศ.อย่าทำสังคมสับสน

เมื่อถามว่าได้ดูการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่าได้ดูก็ไม่มีอะไร ส่วนที่มีการขึ้นป้ายผ้าล้อเลียนการเมืองบ้าง เราไม่ได้จับนักศึกษา ขอแค่อย่าทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ตนบอกหลายทีแล้ว อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็อย่าทำ เรื่องนี้นายกฯ ยังพูดมากกว่าตนเสียอีก พูดทุกเรื่อง ตนยังต้องฟังท่านเลยได้ฟังท่านหรือเปล่าทุกวันศุกร์น่ะ ทำไมไม่ฟังกันบ้าง

“บิ๊กโด่ง” รับผวาเกิดปัญหาทีหลัง

ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ.กล่าวถึงกรณีที่คสช.ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกนอกประเทศว่า ในฐานะเลขาธิการ คสช.รับนโยบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าการปฏิบัติต่างๆ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างระมัดระวัง ทราบดีว่าเรื่องนี้คนไทยให้ความสนใจ แต่จะต้องอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายที่ คสช.ต้องรอบคอบและนำข้อมูลจากส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องและผ่านการปรึกษาหารือร่วมกัน ส่งไปให้หัวหน้า คสช.ตัดสินใจ ขอย้ำว่า คสช.ดำเนินการอย่างรอบคอบ อยากให้ความสะดวกกับทุกคนที่ให้ความร่วมมือ แต่ถ้าบางสิ่งบางอย่างมีผลต่อรูปคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ และอาจเกิดผลกระทบตามมาได้ ก็จำเป็นต้องชะลอเรื่องไว้ก่อน เพื่อรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

เมื่อถามว่า หากคดีโครงการรับจำนำข้าวยังไม่สิ้นสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์จะออกนอกประเทศไม่ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า อัยการสูงสุดจะดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลก็ต้องเป็นไปตามนั้น แม้ คสช.จะมีอำนาจสั่งการเรื่องต่างๆ แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ประเด็นนี้คิดว่าเหมาะสมแล้วที่จะออกมาเป็นเช่นนั้น เพราะเกรงว่าอาจเกิดปัญหาภายหลังได้

เรียกผู้ช่วยทูตทหารแจง 11 ก.พ.

เมื่อถามถึงกรณีที่ คสช.เชิญผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศไทยทุกประเทศเข้ารับฟังการชี้แจงสถานการณ์ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า ในระดับของทหารมีผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศไทยอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะกองทัพบก เราก็ต้องสร้างความเข้าใจ เพื่อให้นำไปชี้แจงในประเทศของเขาถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานของ คสช.และรัฐบาลเพื่อให้ประเทศเรียบร้อยเดินต่อไปได้ มิตรประเทศก็ควรเข้าใจการดำเนินการของรัฐบาลและ คสช.ขณะนี้ว่าสร้างความสงบสุขได้ แม้ว่ายังมีการสร้างสถานการณ์เล็กๆน้อยๆบ้าง แต่ไม่มากมายนัก เจ้าหน้าที่ยังควบคุมสถานการณ์ได้ดี

ปรับทัศนคติคนเห็นต่างยังจำเป็น

เมื่อถามว่าจะชี้แจงเรื่องที่ คสช.เชิญผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองมาพูดคุยหรือไม่ เพราะสหรัฐฯยังกังวล พล.อ.อุดมเดชกล่าวว่า เรื่องนี้จำเป็น เราต้องชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมาเกิดความไม่สงบเรียบร้อยจนทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่มีการควบคุมจนขยายตัวเป็นหลายๆกลุ่มที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน และก้าวไปสู่การใช้อาวุธสงครามจนทำให้เด็ก ผู้หญิงและประชาชนทั่วไปต้องเสียชีวิต ถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นมาอีกจะมีใครมาร่วมรับผิดชอบชะตากรรมและการบริหารประเทศได้ บางอย่างเราก็จำเป็นเพื่อสร้างความสงบ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่แค่ขอความร่วมมือเท่านั้น แต่มีบางส่วนยังไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ก็พยายามตักเตือน โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงอะไร ถ้าใครไม่เข้าใจก็ต้องเชิญมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าเราประสบปัญหาคงไม่มีใครมาช่วยเราได้ นอกจากเราต้องหาวิธีดูแลสถานการณ์ของเราเองให้ได้ โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงที่ ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ไม่มีใครโดนกระทำด้วยความรุนแรง

“วิษณุ” ยัน คสช.อำนาจเต็มสั่งบล็อก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า การที่ คสช.จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใครจะเดินทางออกนอกประเทศเป็นอำนาจ คสช.ไม่เกี่ยวกับเรื่องศาล หรือเรื่องอะไรทั้งนั้น จะมาบอกว่าไม่สมควร เพราะยังไม่ถูกฟ้องไม่ต้องเอามาพูด เป็นการใช้อำนาจ คสช.ตามกฎอัยการศึก ซึ่งมีหลายคนที่อยู่ในข่าย เมื่อถามว่าตามข้อกฎหมาย เมื่ออัยการสูงสุดจะสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องไปศาลหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จำเป็น เพียงแต่ถ้าศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อใด ผู้ถูกกล่าวหาจำเป็นต้องไปศาล ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหา

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความมั่นคงของประเทศขณะนี้ คสช.ยังดูแลความมั่นคงได้ ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง แต่คนที่เห็นต่างก็ต้องทำความเข้าใจ สิ่งใดผิดกฎหมายต้องเข้าสู่กระบวนการ รวมถึงต้องเร่ง สร้างความปรองดอง และความสมานฉันท์ ต้องดำเนินการต่อไป

“ประยุทธ์” ยันเร่งคืนเวทีเลือกตั้ง

สำหรับภารกิจเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว พล.อ.ประยุทธ์หารือกับนายยาสึฮิสะ ชิโอซากิ รมว.สาธารณสุขและแรงงาน ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาญี่ปุ่น-ไทยและอดีตสมาชิกรัฐสภาระหว่างอาหารเช้า โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไทยเข้าใจดีว่าการเป็นประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งที่ดีต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสุจริต ยืนยันจะทำทุกอย่างให้เกิดการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และกำลังเดินหน้าสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งให้มีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างโรดแม็ประยะที่ 2 ของการปฏิรูป รัฐบาลจะใช้กฎหมายเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ใช้อำนาจจนเกินไป อยากให้เข้าใจว่าบางกรณีรัฐบาลต้องควบคุม เพื่อไม่ให้การปฏิรูปประเทศหยุดลง ขอให้มั่นใจว่าจะดูแลคนญี่ปุ่นและ ผู้ประกอบการในไทยอย่างดีที่สุด

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้หารือกับนายฮิโรยูกิ อิชิเกะ ประธาน JETRO นายเทซูเกะ คิตะยะมะ ประธานธนาคาร ซุมิโตโม่ มิตซุยและประธาน Japan-Thailand Business Forum (JTBF) และ Japan-Thailand Association (JTA) ตามลำดับ

ยันไม่สานต่ออำนาจยาวนาน

จากนั้นเวลา 10.45 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินทางไปที่อาคารสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น เพื่อหารือกับนายซาดายูกิ ซาคากิบาระ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันตอนหนึ่งว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจยาวนาน การเข้ามาบริหารประเทศครั้งนี้ เพราะจำเป็นต้องเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง การจะเกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืนอย่างถาวรได้นั้น จะต้องเกิดจากปัจจัย 3 ประการ คือ รัฐบาล ประชาชนในประเทศ และการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมา 8 เดือนรัฐบาลบริหารตามระบอบประชาธิปไตยเหมือนประเทศอื่นๆคือ มีรัฐบาลชั่วคราว ใช้ระเบียบราชการแผ่นดินตามปกติ มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และมีเพียงกฎหมายพิเศษเพิ่มเข้ามา เพื่อให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อย เดินหน้าปฏิรูปประเทศ เพื่อดูแลประชาชน เพราะไม่มีใครรับรองได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยอีกหรือไม่ การมีกฎหมายพิเศษก็เพื่อให้มั่นใจ

ไม่รับรองการเมืองไทยวิกฤติซ้ำ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หากทุกรัฐบาลไทยทำได้อย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำ คงไม่เกิดปัญหาเหมือนปี 2549 และ 2557 จึงขอฝากให้ช่วยดูรัฐบาลที่จะมาต่อไปด้วยว่า จะพัฒนาศักยภาพให้มีธรรมาภิบาลอย่างรัฐบาลญี่ปุ่นมี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นอีก ส่วนตัวก็ไม่รับรองว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะปัญหาทั้งหมดเกิดขึ้นจากการเมืองทั้งสิ้น ปัญหาไม่ได้เกิดจากตน บางคนอาจเห็นว่าเป็นรัฐบาลที่เข้ามาจากการควบคุมอำนาจ แต่อยากถามว่าวันนี้ตนทำให้ใครเดือดร้อนหรือไม่ มีอย่างเดียวคือผู้ที่สูญเสียทางการเมือง ต้องให้ความเป็นธรรมตนด้วย และต้องการให้ญี่ปุ่นมองในแง่ประชาคมอาเซียนด้วย การลงทุนในไทยให้เป็นศูนย์กลางจะขยายความร่วมมือไปยังอาเซียน ทำให้ญี่ปุ่นขยายธุรกิจได้มากขึ้นด้วย ไทยยืนยันยึดมั่น วิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืนในปี 2015-2010 หากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งจะส่งให้ทำต่อ รัฐบาลชุดปัจจุบันจะวางรากฐานทั้งหมด ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะหากเศรษฐกิจดี ประชาธิปไตยจะดีตามไปด้วย

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้พบปะหารือกับนายฟูมิฮิโกะ อิเกะ ประธานกรรมการ บริษัทฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) และนายมะซะมิอีจิมะ ประธานและ CEO บริษัทมิตซุย แอนด์โค และนายฟุมิยะ โคะคุโบะ ประธานและ CEO บริษัทมะรุเบะนิ ตามลำดับที่โรงแรมอิมพีเรียล

เข้าเฝ้าฯนารุฮิโตะ–จับเข่าถก “อาเบะ”

ต่อมาเวลา 16.40 น.พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ เจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารญี่ปุ่น ที่พระตำหนักมกุฎราชกุมาร พระราชวังอะคะซะกะ จากนั้นเวลา 18.00 น.เดินทางไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี หารือทวิภาคีกับนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับความร่วมมือการพัฒนาระบบราง และการยกระดับกลไกคณะทำงานระบบรางไทย-ญี่ปุ่น และบันทึกความร่วมมือในการส่งเสริมธุรกิจไทยในญี่ปุ่น-ญี่ปุ่นในไทย และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันในประเทศที่สาม กระทั่งเวลา 19.00 น.นายชินโซ อาเบะ และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติ

แถลงร่วมญี่ปุ่น–ไทยจับมือเดินร่วม

ทั้งนี้ นายชินโซะ อาเบะ นายกฯ ญี่ปุ่น และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงร่วมกันหลังการหารือ โดยนายกฯญี่ปุ่น กล่าวชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ว่าทุ่มเทเพื่อนำประเทศกลับเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสุดความสามารถ หวังว่าความปรองดองจะกลับมาสู่ประชาชนคนไทยในเร็ววัน และไทยยังเป็นความหวังในภูมิภาคอาเซียน เป็นศูนย์กลางประชาคมอาเซียน ความร่วมมือนี้จะเชื่อมโยงญี่ปุ่น-ไทยให้พัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ดีใจที่นายกฯ ญี่ปุ่นยืนยันว่าจะเดินไปด้วยกันกับไทย เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ประชาคมอาเซียน ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตในภูมิภาคโครงการระบบราง ที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามเจตจำนงระหว่างกันเพื่อศึกษาและพัฒนา 3 เส้นทางเร่งด่วนในไทย จะเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกทั้งด้านบนและด้านล่างและโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในเมียนมาร์ เชื่อมอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงและเอเชียใต้ รวมถึงหารือแนวคิดของไทยที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนติดกับเพื่อนบ้าน

คอนเฟิร์มต้นปี 59 ได้กาบัตร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอบคุณชาวญี่ปุ่นที่ห่วงใยต่อสถานการณ์การเมืองไทยก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าอีกไม่นานการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะแล้วเสร็จ และคาดว่าจะจัดการเลือกตั้งได้ในช่วงต้นปี 2559 ตนเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการให้ประเทศไทยเดินหน้าได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านสั้นๆ นี้ ที่มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของคนไทยทุกคน จึงขอให้ชาวญี่ปุ่นมีความมั่นใจได้ว่า ประเทศไทยกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหารอบด้านในทุกเรื่อง และขอให้สัญญาว่าไทยจะกลับมาเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว

“อาเบะ” ทวงสัญญาคืนอำนาจ ปชช.

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อ 9 ก.พ.ว่า นายกรัฐมนตรี ชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ขณะเยือนกรุงโตเกียวเป็นวันที่ 2 คืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งนายกฯ อาเบะแถลงต่อสื่อมวลชนว่า นายกฯ ประยุทธ์กำลังพยายามสุดความสามารถที่จะฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในไทย เพราะญี่ปุ่นมีความคาดหวังเป็นอย่างสูงเกี่ยวกับเรื่องความปรองดองในประเทศไทยและการหวนคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด ซึ่งนายกฯ ประยุทธ์เผยว่า ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา รวมถึงการจัดการเลือกตั้งภายในสิ้นปี 2558 หรือช่วงต้นปี 2559 พร้อมให้สัญญาว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่แข็งแรงในเมืองไทย

สื่อออนไลน์ว่อนแดงโผล่ต้านนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน สื่อออนไลน์ของไทยบางสำนัก ได้นำภาพของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาเผยแพร่โดยระบุว่า แฟนเพจเฟซบุ๊ก “เสรีไทยปราบกบฏ 2014” ได้โพสต์ภาพกลุ่มคนเสื้อแดงในประเทศญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง ที่ออกมายืนถือป้ายโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ โดยเขียนตัวหนังสือสีแดงทั้งภาษาไทย-อังกฤษ และภาษาญี่ปุ่นเป็นข้อความ อาทิ “ทหารไทยฆ่าคนเสื้อแดง” และ “ขอให้ยกเลิกกฎอัยการศึกด้วย” เป็นต้น

“ไก่อู” บอกเรื่องเล็กอย่าไปวิตก

ช่วงค่ำ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเพจ “เสรีไทยปราบกบฏ 2014” เผยแพร่ภาพประชาชนกลุ่มหนึ่งในญี่ปุ่น ยืนถือป้ายผ้าโจมตีรัฐบาล เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกว่า สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จะมีใครออกมาต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ เป็นเรื่องปกติของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย หากทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ก็ทำได้อยู่แล้ว ไม่ต้องไปกังวลว่าจะมีหรือไม่มี และการเคลื่อนไหวเป็นเพียงคนส่วนน้อยอย่าไปวิตก ให้ดูสาระสำคัญอยู่ที่นายกฯเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อทำงานของชาติ

“ปึ้ง” จี้ คสช.แจงให้ชัดสั่งสกัด “ปู”

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ คสช.ไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเดินทางไปต่างประเทศว่า อัยการสูงสุดยังไม่ส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์เลย ดังนั้น คสช.ต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนถึงเหตุผลที่สั่งห้าม อย่าให้สังคมเคลือบแคลง เพราะปกติแล้วหากมีการประทับรับฟ้องแล้ว หากจะห้ามเดินทางก็เป็นเรื่องของศาล แต่ตอนนี้คดียังไม่ถึงชั้นศาลเลย คสช.เองต้องรู้ว่าอัยการส่งฟ้องหรือยัง ศาลจะเริ่มพิจารณาคดีเมื่อไหร่ ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปที่ใดควรจะให้สิทธิเสรีภาพได้ การขอไปฮ่องกงเพียง 2-3 วัน ไปกินโจ๊กแล้วกลับ ไม่ได้คิดจะหลบหนี การจะไปเจอ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องผิด คนเป็นพี่น้องเจอกันไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ได้ทำอะไรให้ประเทศวุ่นวาย เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะหลบหนีคล้ายกับพี่ชาย นายสุรพงษ์ตอบว่า ยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่คิดหนีไปไหน โดยเฉพาะข้อกล่าวหา มีเพียงส่อว่าปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต อดีตนายกฯไม่ได้ทุจริตอยู่แล้ว ต้องสู้กันในชั้นศาลต่อไป ไม่จำเป็นต้องหนี เป็นตนก็ไม่หนี และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต่อสู้มาตลอด

สอน สนช.ต้องรู้มารยาทการทูต

เมื่อถามถึงการที่อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยปฏิเสธจะเข้าพบคณะ กมธ.การต่างประเทศ สนช.ให้ไปชี้แจงกรณีที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเห็นทางการเมืองที่กระทบประเทศไทย นายสุรพงษ์ตอบว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศเชิญอุปทูตสหรัฐฯมาพบ ก็ถือว่าเป็นมาตรการทางการทูตที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว

หน่วยงานอื่นมาเชิญเขาอีกจะไปหรือไม่เป็นสิทธิของเขา แต่โดยหลักแล้วหน่วยงานอื่นไม่ควรมายุ่ง ควรจะรู้และเข้าใจบทบาทของตัวเอง ต้องรู้ว่าอะไรคือมารยาทและเข้าใจกฎเกณฑ์ด้านการต่างประเทศด้วย เพราะวิธีทางการทูตต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

อัดเกมการเมืองเติมไฟขัดแย้ง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.กล่าวว่า เป็นเรื่องการเมือง เพราะคดีนี้อัยการยังไม่ได้สั่งฟ้องและศาลยังไม่ได้ตัดสิน จึงไม่ควรจำกัดสิทธิในการเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และท่านบอกเองว่าจะไม่หนีไปไหน ไปแล้วก็กลับจะยอมตายในเวทีประชาธิปไตย ถึงจะติดคุกก็ยอม ส่วนที่มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น คิดว่าคงไม่ลี้ภัย พร้อมสู้ในเวทีประเทศไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ถูกกลั่นแกล้งใส่ร้าย การจำกัดไม่ให้ไปต่างประเทศจึงไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องการเมืองที่กลัวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหนี เรื่องนี้คงทำให้ความรู้สึกไม่พอใจเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะก่อความรุนแรง เป็นความรู้สึกสะสมที่อาจไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ยิ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งเพิ่ม และอาจทำให้ต่างประเทศมองว่าไทยสองมาตรฐาน

ทีม ก.ม.ปชป.ฟันธงไม่เข้าข่ายลี้ภัย

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้รับอนุญาตจาก คสช.ให้เดินทางออกนอกประเทศว่า เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถขอลี้ภัยได้ เพราะการจะลี้ภัยต้องเป็นเงื่อนไขทางการเมืองเท่านั้น แต่ในกรณีนี้ส่อว่าจะหนีจากการดำเนินคดีกรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประธานนโยบายข้าว มีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแลนโยบาย ทั้งที่เคยมีการแจ้งเตือนทั้งจาก ป.ป.ช. และหลายหน่วยงาน

ก.ศป.ค้าน กมธ.หั่นอายุตุลาการฯ

วันเดียวกัน สำนักงานศาลปกครองออกเอกสารข่าวว่า ที่ประชุมตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 6 ก.พ. มีมติไม่เห็นด้วยกับ กมธ.ยกร่างฯที่กำหนดให้ตุลาการศาลปกครองพ้นจากราชการเมื่ออายุ 65 ปีบริบูรณ์ จากเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 50 ให้พ้นเมื่ออายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ จะส่งผลกระทบต่อตุลาการศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุดในอนาคต เพราะอายุเฉลี่ยของผู้จะเป็นตุลาการฯชั้นต้นอยู่ที่ 47 ปี และตุลาการฯสูงสุด 58 ปี ดังนั้นตุลาการฯสูงสุดจะเหลือเวลาก้าวหน้าในตำแหน่ง 5-6 ปีเท่านั้น ส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจการสมัครสอบเป็นตุลาการฯ ทำให้ขาดตุลาการฯสูงสุดที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ให้การคัดเลือกตั้งตุลาการฯสูงสุดต้องมีสัดส่วนจากคนนอกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของตุลาการฯสูงสุดทั้งหมด เงื่อนไขนี้ยิ่งกระทบ อาจก่อให้เกิดปัญหาต่อคุณภาพการพิพากษาคดีและการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชน จึงมีมติให้เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) พิจารณาและส่งความเห็นนี้ให้ กมธ.ยกร่างฯต่อไป

“สุวัจน์” เปิดบ้านทำบุญใหญ่แซยิด

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่บ้านเลขที่ 333 ถนนราชวิถี 22 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา จัดพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเช้าพระภิกษุสงฆ์ 9 รูป ในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุ 60 ปี (แซยิด) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานพิธีสงฆ์ พร้อมเปิดบ้านให้คนในแวดวงการเมือง การกีฬา ข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนเข้าอวยพรวันเกิดอย่างคับคั่ง อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิ- จักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ เป็นตัวแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯมอบแจกันดอกไม้อวยพร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะอวยพรให้มีสุขภาพแข็งแรง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรองนายกฯและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมอบพระพุทธรูปสิริไตรรัตน์ สูง 21 นิ้ว และยังมีนักกีฬามวยไทยไฟท์ร่วมอวยพรด้วย ทั้งนี้ นายสุวัจน์มอบเหรียญหลวงพ่อคูณรุ่น มั่งมี ศรีสุข ทวีคูณ เป็นที่ระลึก ต่อมาเวลา 11.40 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนพระองค์มอบแจกันดอกไม้พระราชทานแก่นายสุวัจน์และครอบครัว

งดจ้อการเมืองให้กำลังใจ รบ.

นายสุวัจน์ให้สัมภาษณ์ว่า ขอขอบคุณทุกคนที่มาอวยพร ส่วนตัวอยากเห็นประเทศสงบเรียบร้อย ประชาชนมีความสุข และวันนี้เป็นวันมงคลขอไม่วิเคราะห์หรือพูดถึงเรื่องการเมือง แต่ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังทำงาน เพื่อให้ประเทศสงบเรียบร้อยแก้ไขปัญหาของประเทศได้ ส่วนจะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่นั้นไม่ได้คิดถึงตำแหน่งอะไร เป็นมามากแล้ว เหลือตำแหน่งเดียวที่เป็นหน้าที่คือคน ไทย อะไรที่เป็นหน้าที่ ทำเพื่อประเทศชาติได้ก็ต้องทำ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอะไร ทั้งนี้ไม่มีข้อเสนอแนะอะไรให้รัฐบาล มีแต่ให้กำลังใจ ขอให้สำเร็จลุล่วงในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ประเทศชาติเรียบร้อย เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงได้สิทธิพิเศษจัดงานนี้ และต้องขออนุญาตจาก คสช.หรือไม่ นายสุวัจน์กล่าวว่า เป็นงานครบรอบ 60 ปี และเขียนคอนเซปต์งานไว้แล้วว่า “ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ” ไม่ได้เป็นงานอื่น เป็นการจัดงานครบรอบ 60 ปีเป็นปกติทุกปี ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ โทรศัพท์มาร่วมอวยพรด้วยหรือไม่ นายสุวัจน์กล่าวว่า ไม่ได้ติดต่อใครเลย

ป.ป.ช.จี้ สนช.คลอด กม.ต้านทุจริต

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.นำคณะผู้แทนรัฐผู้ทำหน้าที่ประเมินติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีอนุสัญญาต่อต้านการทุจริต (ยูเอ็นซีเอซี) เข้าเยี่ยมคารวะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อขอยื่นแก้กฎหมายเกี่ยวกับการอนุวัฒน์กฎหมายตามเงื่อนไของค์การอนุสัญญาสหประชาชาติ โดยนายปานเทพกล่าวว่า เชิญตัวแทนยูเอ็นซีเอซีมาพบประธาน สนช. เพื่อยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้ความสำคัญกับการอนุวัฒน์กฎหมาย ซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเป็นสมาชิก จึงต้องแก้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งนายพรเพชรรับเรื่องไว้และรับปากว่าจะรีบเสนอเข้าสู่การประชุมสนช.ต่อไป หากผ่านการพิจารณาจาก สนช.จะแสดงให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญการต่อต้านการทุจริตในระดับสากลด้วย

ปลาย ก.พ.สอย 268 อดีต ส.ส.

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนถอดถอน 268 อดีต ส.ส.กรณีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.ว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีนี้รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จหมดแล้ว คาดว่าจะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาได้กลางเดือน ก.พ.หาก ป.ป.ช.มีมติถอดถอนจะส่งเรื่องมาให้ สนช.ถอดถอนได้ปลายเดือน ก.พ. ส่วนการดำเนินคดีอาญากรณีการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน คาดว่าจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ 5 คน ส่วนการยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา กรณีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551 โดยมิชอบนั้น ป.ป.ช.ยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯด้วยตัวเอง เนื่องจากอัยการสูงสุดไม่ยอมสั่งฟ้องให้ ศาลฎีกาฯจะพิจารณาว่าจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่ในวันที่ 24 ก.พ.

เชื่อศาลไต่สวนคดี “ปู” ไม่นาน

ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่อัยการสูงสุดระบุเตรียมจะส่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 19 ก.พ.ว่า เมื่ออัยการสั่งฟ้องคดีแล้วจะประสาน ป.ป.ช.ให้แจ้งไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหารับทราบ จากนั้นหากศาลฎีกาฯมีคำสั่งรับคำฟ้อง และตั้งองค์คณะตุลาการขึ้นวินิจฉัยคดีแล้ว คดีทั้งหมดจะอยู่ในอำนาจศาล ซึ่งจะนัดพิจารณาไต่สวนคดีเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องเดินทางไปชี้แจงต่อศาลฎีกาฯ คาดว่าการพิจารณาของศาลฎีกาฯไม่น่าจะใช้เวลานาน แต่ขึ้นอยู่กับประเด็นการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นเอกสารหลักฐานหรือพยานบุคคลเพิ่มเติมหรือไม่

เสียงแข็ง ป.ป.ช.มาตรฐานเดียว

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีการห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯออกนอกประเทศ คงต้องไปถาม คสช. ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ส่วนกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอลี้ภัยทางการเมืองยังไกลเกินไป เรื่องยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ส่วนที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า ป.ป.ช.ทำงาน 2 มาตรฐาน ไม่เร่งไต่สวนคดีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 และคดีทุจริตการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำงานเพียงมาตรฐานเดียว ทั้งสองคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้

เลื่อนตรวจหลักฐาน นปช.บุกบ้าน “ป๋า”

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุมผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีวันที่ 22 ก.ค.50 จำเลยร่วมกับพวกอีกหลายรายที่ยังไม่ได้นำตัวมาฟ้อง นำอาวุธมีดบุกไปบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง นัดนี้จำเลยที่ 1-2 มาศาลพร้อมแถลงให้การปฏิเสธ ขณะที่อัยการโจทก์แถลงขอเลื่อนคดีไปก่อน เพราะยังมีผู้ต้องหาอีก 4 คนรอนำตัวมายื่นฟ้องด้วยมูลเหตุเดียวกัน ศาลจึงเลื่อนตรวจพยานหลักฐานออกไปเป็นวันที่ 17 ส.ค. เวลา 09.00 น.

อสส.จ่อฟ้อง “ยิ่งลักษณ์” ทัน 21 ก.พ.

ค่ำวันเดียวกัน นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า คณะทำงานอัยการร่างคำฟ้องเสร็จแล้ว โดยจะฟ้องพร้อมตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ทันภายในวันที่ 21 ก.พ. ที่จะครบกำหนด 1 เดือน ส่วน ป.ป.ช.จะประสานส่งตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด (อสส.) เมื่อใดนั้น คณะทำงานอยู่ระหว่างประสานงาน ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าจะนัดมาพบอัยการเมื่อใด ส่วนกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่า อสส.ประสานให้ คสช.ห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปต่างประเทศ เพราะจะกระทบต่อรูปคดีนั้น ตนไม่ทราบเรื่อง แต่ตามหลักแล้ว อสส.ไม่มีอำนาจห้ามเดินทาง เว้นแต่จะฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯแล้ว ก็เป็นอำนาจในการพิจารณาของศาล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1คอบร้าโกลด์แพทริค เมอร์ฟีอุปทูตสหรัฐฯคืนประชาธิปไตยฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ล้อเลียนการเมืองเสรีไทยปราบกบฏ 2014ข่าวไทยรัฐออนไลน์ข่าวการเมือง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้