ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ซัด‘น่าอาย’ โร่ฟ้องต่างชาติ

    ทีมข่าวหน้า131 ม.ค. 2558 05:15 น.
    SHARE

    บิ๊กตู่ให้รักประเทศบ้างปค.ห้ามใช้คอมฯหลวงส่งไลน์-อีเมลผิดอาญา

    “ณัฐวุฒิ” รายงานตัวตามคำสั่ง กกล.รส. จูนคลื่น 1 ชั่วโมง ยอมร่วมมือแต่ไม่เปลี่ยนจุดยืน บอก “ผมเป็นผมแบบนี้”ไม่ได้ท้าทาย ทหารบุกเชิญตัว “พิชัย” ถึงบ้าน ปรับทัศนคติกว่า 2 ชั่วโมง ย้อน “บิ๊กตู่” ตอนเป็น รมว.พลังงานสั่งลอยตัวก๊าซมาแล้ว พท.ไม่กลัวปังตอ “กุสุมาลวตี” แขวะอย่านำชาติไปเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร “วรชัย” เบรกอย่าฟังแต่คำสรรเสริญ “บิ๊กตู่” ฮึ่มสั่งเก็บหลักฐานเช็กบิลก๊วนยั่วยุ ให้ “รักประเทศชาติกันบ้างเถอะ” ตอกพวกโร่ฟ้องต่างชาติน่าอาย เลิกร้องแรกแหกกระเชอได้แล้ว “บิ๊กโด่ง” ขู่ใครซ่าจะเรียกตัวอีก “ดอน” สอนมารยาทหยุดจุ้นบ้านเพื่อน “สุวพันธุ์” ออกปากทวงบุญคุณ ปค.สั่งด่วนห้าม ขรก.

    ทั่วประเทศใช้โซเชียลโพสต์เฟซบุ๊ก-เล่นไลน์ก็ไม่ได้ กมธ.ยกร่างฯเอาแน่ควบรวมผู้ตรวจฯ-กสม. ห้าม ส.ส.เล่นแร่แปรธาตุโยกงบฯ ปกป้อง ขรก.แข็งข้อ รมต.ขี้ฉ้อ กสม.ดิ้นร่อนแถลงการณ์ต้านยุบรวมควันหลงหลังนายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนไทยจนถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ไทย จนทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทยอยเรียกตัวนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้าไปปรับทัศนคติอย่างต่อเนื่อง

    “เต้น” รายงานตัวตามคำสั่ง มทภ.1

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 ม.ค. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ารายงานตัวตามคำเชิญของ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) เพื่อพูดคุยกับทีมเจ้าหน้าที่ทหารหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สั่งการให้เชิญผู้ที่ยังแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมาทำความเข้าใจ ขอความร่วมมืองดการแสดงออก และงดการวิพากษ์

    วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. โดยนายณัฐวุฒิกล่าวก่อนเข้าพูดคุยว่า ไม่ได้กังวล เพราะที่ผ่านมาแสดงความเห็นชัดเจนว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ไม่ได้มีแนวโน้มปลุกปั่น เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า เชื่อว่าจะไม่มีการกักตัว แต่ยังพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ ส่วนการขอความร่วมมือให้งดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น ขอคุยกับเจ้าหน้าที่ก่อน แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะรับฟังความคิดเห็นที่มีเหตุผลและอยู่บนหลักการ เพราะถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของทุกคน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 (ปตอ.พัน.5) ได้โทรศัพท์เชิญให้นายณัฐวุฒิเดินทางไปที่สโมสรทหารบก เทเวศร์ เพื่อพูดคุยกับ พ.อ.นวกร สงวนศักดิ์โยธิน ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 1 (ปตอ.1) นานกว่า 1 ชั่วโมง

    ยอมร่วมมือแต่ไม่เปลี่ยนจุดยืน

    ต่อมาเวลา 10.20 น. นายณัฐวุฒิจึงเดินทางออกมาและให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการขอความร่วมมือเรื่องการให้สัมภาษณ์ ซึ่งตนคิดว่าที่ผ่านมาเป็นการแสดงความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจและปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ที่บุคคลทั่วไปสามารถทำได้ และคิดว่าผู้มีอำนาจคงไม่ปฏิเสธความปรารถนาดีของคนทุกกลุ่ม แต่การดำเนินการต่อไปข้างหน้าต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เมื่อลงมือปฏิบัติไปแล้วก็ต้องพร้อมรับผิดชอบ ส่วนบรรยากาศการพูดคุยนั้นเจ้าหน้าที่ทหารมีมิตรไมตรีจิตที่ดี ไม่มีการบังคับ และไม่มีท่าทีแข็งกร้าวแต่อย่างใด และมีข้อยุติร่วมกันคือการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตนมีความยินดีเพื่อป้องกันการเผชิญหน้าและความวุ่นวายในบ้านเมือง “ผมก็เป็นของผมแบบนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยสถานการณ์อะไรที่จะดำเนินการต่อไปข้างหน้าหรือไม่ดำเนินการ ผมก็รับผิดชอบ อย่างไรก็ตามผมไม่มีเจตนาขัดขวางหรือต่อต้านใดๆทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องความคิดเท่านั้น” นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

    “ผมเป็นผมแบบนี้” ไม่ได้ท้าทาย

    จากนั้นนายณัฐวุฒิโพสต์เฟซบุ๊กอีกรอบว่า เพื่อนมิตรมากมายห่วงใยถามไถ่ เจ้าหน้าที่นัดไปคุยที่สโมสร ทบ. การสนทนาเป็นไปด้วยอัธยาศัยไมตรี ไม่มีข่มขู่บีบบังคับ สาระโดยสรุปคืออธิบายเหตุผลการยึดอำนาจ ความมุ่งหมายของ คสช. และขอให้งดแสดงความเห็นทางการเมือง พร้อมแจ้งมาตรการต่อไปหากเห็นว่าไม่ให้ความร่วมมือ จึงบอกไปว่ายินดีให้ความร่วมมือไม่มีเคลื่อนไหวเผชิญหน้า แต่การแสดงความเห็นคิดว่าเป็นสิทธิและพร้อมรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น ขอให้เข้าใจว่าทุกอย่างที่พูดเพราะคิดและเชื่อเช่นนั้น ด้วยความหวังดีต่อบ้านเมืองไม่มีเป้าหมายอื่น สุดท้ายก็จบตรงที่ “ก็แล้วแต่น้อง ถือว่าเราได้พูดคุยกันแล้ว” จึงตอบไปว่าหากวันข้างหน้ามีเหตุต้องเรียกหรือดำเนินการอย่างไรอีก ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่เล่นแง่หรือไม่ไว้หน้าคณะที่พูดคุยกัน แต่ “ผมเป็นผมแบบนี้จริงๆ”

    ทหารบุกเชิญตัว “พิชัย” ถึงบ้าน

    อีกด้านเวลา 10.00 น. ที่บ้านพักย่านถนนเพชรบุรี พ.ท.ชายธนัญชา วาจรัต ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 27 รักษาพระองค์ (ผบ.ม.พัน 27 รอ.) เข้าเชิญตัวนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ไปทำความเข้าใจและปรับทัศนคติที่กองทัพภาคที่ 1 หลังแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงาน ด้านเศรษฐกิจ และประเด็นการเมือง โดยนายพิชัยกล่าวก่อนขึ้นรถตู้ทหารว่า ไม่กังวลและไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ น่าจะเชิญไปพูดคุยปกติ คาดว่าสาเหตุที่ถูกเชิญตัวเพราะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งพร้อมชี้แจงข้อมูลและให้ความเห็นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะหากอ่านบทสัมภาษณ์ของตนในช่วงที่ผ่านมา มีหลักการและเหตุผลทุกอย่าง ทั้งนี้การพูดคุยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงปล่อยตัวนายพิชัยออกมา

    ถ้าไม่เห็นประโยชน์พร้อมปิดปาก

    นายพิชัยโพสต์ลงเฟซบุ๊กหลังเข้าพบทหารว่า ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เป็นห่วง ได้รับเชิญไปที่กองทัพภาคที่ 1 แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างสุภาพกับผู้แทนกองทัพ ขอความร่วมมือไม่ให้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อที่จะไปกระทบการบริหารงานของรัฐบาล ไม่ใช่การบังคับหรือข่มขู่และไม่ต้องการควบคุมตัว จึงชี้แจงไปว่าอยากให้ผู้แทนทหารกลับไปอ่านที่ตนคอมเมนต์ทั้งหมด มีเจตนาอยากเห็นประเทศก้าวไปได้ และสิ่งที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะแย่ก็แย่จริงๆ และอยากให้เปลี่ยนวิธีคิดมิฉะนั้นเศรษฐกิจอาจแย่กว่านี้ ส่วนที่นายกฯบอกว่าทำไมตอนอยู่ในตำแหน่งถึงไม่ทำนั้น ชี้แจงไปว่าพูดชัดเจนมาตลอดว่าเห็นด้วยกับแนวทางการปรับราคาพลังงานของรัฐบาล หากจำกันได้สมัยตนเป็น รมว.พลังงานก็เริ่มลอยตัวราคาก๊าซ จนมีผู้ประท้วงปิดถนนวิภาวดีกัน ส่วนความเห็นที่ให้เพิ่มเติมเนื่องจากภาวการณ์ได้เปลี่ยนไป ปัจจุบันราคาน้ำมันลดต่ำลงมาก แต่ผมยินดีให้ความร่วมมือและจะไม่ออกความเห็นให้กระทบกับรัฐบาลอีก ถ้าเห็นว่าความเห็นผมไม่เกิดประโยชน์

    หมูไม่กลัวปังตอจี้เปิดใจกว้าง

    ขณะที่นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อดีตรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อประเทศไทย เพราะมีการลดระดับทางการทูตแล้วด้วยความนุ่มนวล ยังไม่มีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาประจำการ มีเพียงอุปทูต รวมทั้งลดความร่วมมือการซ้อมรบ อยากให้นายกฯและรัฐบาลเปิดใจให้กว้างกว่านี้ ไม่อยากให้ไทยกับสหรัฐฯเป็นเช่นไทยกับซาอุดีอาระเบีย เพราะจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน ส่วนท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมาธิการ

    ต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เหมือนเป็นการเอาใจรัฐบาล แต่ควรนึกถึงผลประโยชน์ชาติด้วย เพราะในด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯถือเป็นคู่ค้าสำคัญและเป็นตลาดใหญ่ของไทย การกล่าวหาว่าเขาแทรกแซงกิจการภายในของไทยนั้น อยากให้มองอีกมุม เช่น เรามองพม่า มองกัมพูชา เราก็หวังดีอยากให้เขามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง แม้แต่ในครอบครัวเราเองสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อนบ้านก็มีสิทธิ์ทักท้วงช่วยเหลือได้ เช่น สามีทุบตีลูกและภรรยา เมาเหล้าฆ่าอาละวาด ในสังคมโลกหลายประเทศทำไม่ถูกก็ถูกแซงชั่นเช่นกัน

    อย่าฟังแต่คำสรรเสริญเยินยอ

    นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับการประสานนัดหมายจาก คสช.ให้ไปรายงานตัววันที่ 2 ก.พ. เวลา 13.00 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งพร้อมและยินดีที่จะไป แต่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟังความให้รอบด้าน หากฟังแต่คนใกล้ชิดก็จะมีแต่คำชมคำสรรเสริญ ฉะนั้นต้องฟังพวกเราที่ติติง เสนอแนะบ้าง ประชาชนเขาฝากบอกอดีต ส.ส.มา เราก็สะท้อนออกไป พวกเราไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลและ คสช. แต่พูดอีกมุมหนึ่งด้วยความหวังดี เพราะเราอยากเห็นประเทศเป็นประชาธิปไตย อยากเห็นประเทศก้าวหน้าเหมือนกัน

    “บิ๊กโด่ง” ขู่ใครซ่าจะเรียกตัวอีก

    ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ว่า การเรียกอดีตนักการเมืองเข้ารายงานตัว เพื่อเชิญมาพูดคุยให้เกิดความเข้าใจ ไม่มีอะไรรุนแรง สถานการณ์ปัจจุบันต้องพยายามทำให้เกิดความเข้าใจกัน ขอความร่วมมือการแสดงออก การแสดงความคิดเห็นถ้าอยู่ในกรอบก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จำเป็นต้องเชิญมาคุย แต่ละคนที่มารายงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกคนเข้าใจ คงทำให้เกิดความเรียบร้อยต่อไป เมื่อถามว่าจะเชิญตัวเพิ่มเติมและจะยุติความเคลื่อนไหวต่างๆได้หรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า คงไม่ได้มีการเคลื่อนไหวอะไร ยังเป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดเห็น ได้ขอร้องแล้วให้อยู่ในกรอบ แต่ถ้ายังแสดงออกถึงความไม่เข้าใจคงต้องพูดคุยกันต่อไป เมื่อถามว่า แสดงว่ายังจะมีการเคลื่อนไหวอยู่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ตอบไม่ได้ แต่ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยก็ไม่ต้องเรียกเพิ่มเติมอีก แต่บางท่านที่ไม่เรียบร้อยและไม่เข้าใจเราก็ต้องคุย

    นายกฯสั่งจับตามะกันลงอีสาน

    พล.อ.อุดมเดชกล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาจะเดินสายไปพบกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ภาคอีสาน เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ให้ติดตามสถานการณ์ เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องให้เกียรติเขา แต่ก็ต้องติดตาม หวังอย่างยิ่งว่าจากการพูดคุยกันวันก่อนกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และการแสดงออกส่วนต่างๆน่าจะมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ไม่เกิดผลกระทบใดๆ สหรัฐฯเองก็ต้องเข้าใจว่าเราต้องทำให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย การดำเนินการต่างๆมีความจำเป็น ที่ผ่านมาไทยพยายามสร้างความเข้าใจกับต่างชาติมาตลอด และส่วนใหญ่ก็เข้าใจ

    “บิ๊กตู่” ฮึ่มสั่งเช็กบิลก๊วนยั่วยุ

    ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า ไม่เคยใช้อำนาจไปก้าวก่ายกระบวนการพิจารณาคดี เป็นเรื่องของศาล อัยการ ผู้พิพากษา ขอให้เป็นไปตามหลักฐาน ต้องยอมรับในกติกา ประเทศต้องอยู่ด้วยกฎหมาย จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อถือไม่ได้ จะทำให้อยู่กันยากขึ้น อย่าพูดอะไรที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม คงไม่มีใครอยากใช้อำนาจนอกประเทศ มาดำเนินการกับคนไทยในประเทศของเรา ถ้าอย่างนั้นตนว่าไม่ใช่คนไทย ส่วนอดีตนักการเมืองที่ขู่ว่าจะชุมนุมใช้ความรุนแรง หรือจะปรองดองไม่ได้ หรือจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเหมือนภาคใต้ อันนี้อันตราย เป็นการพูดลักษณะการก่อการร้าย พวกนี้ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายทันที

    “รักประเทศชาติกันบ้างเถอะ”

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การปิดกั้นเสรีภาพแต่เป็นการพูดที่ทำให้เกิดความผลกระทบความมั่นคง มาพูดข่มขู่เจ้าหน้าที่ ประเทศไหนก็รับไม่ได้ แล้วมาอ้างเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งไม่ใช่เลย ทำผิดกฎหมายแล้วจะบอกการเมืองได้อย่างไร ได้สั่งการไปแล้วสำหรับบุคคลเหล่านั้น ทุกคนทราบดีว่าใครพูดอะไร จะให้ คสช.ประเมินแล้วดำเนินการอย่างระมัดระวังทันที ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนโดยเฉพาะครอบครัว ลูกเมียต้องเดือดร้อนทุกคน เสร็จแล้วก็โวยวายว่าเป็นเรื่องการเมือง ตนต้องการทำลายใคร ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายใครจะทำอะไรท่านได้ เมื่อท่านผิดก็ต้องดำเนินการ อยากให้ทุกคนรับฟังข้อเท็จจริง รักประเทศชาติกันบ้างเถอะ ทุกคนก็อยากมีความสุขไม่ใช่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเดือดร้อนแต่กลุ่มเดียว ตนก็เดือดร้อนไม่มีความสุขมากนักอยู่แล้วในการทำงานในวันนี้

    ตอกพวกโร่ฟ้องต่างชาติน่าอาย

    นายกฯกล่าวต่อว่า สำหรับความคิดเห็นของผู้แทนมิตรประเทศตนฟังหมดทุกคน แต่จะให้ความสำคัญแค่ไหนเป็นเรื่องที่จะใคร่ครวญเอง ไม่เคยไปขัดแย้งกับใคร รัฐบาลนี้เข้ามาอย่างไรไม่เคยไปปฏิเสธ ที่มา เพียงต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าเราทำเพื่อดูแลประเทศ ไม่เป็นภาระกับมิตรประเทศ ถ้าวันนี้แก้ปัญหาไม่ได้ให้ชาติอื่นมาดูแลเราหรือ เราเป็นอิสระไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใครมากี่ร้อยปีแล้ว ทำไมต้องให้คนอื่นมาเที่ยวไปฟ้องร้องคนโน้นคนนี้ ให้มาช่วยแก้ปัญหาให้เรา ตนว่าน่าอาย ทำไมต้องดึงประเทศเราให้เป็นเหมือนหลายประเทศที่มีปัญหาอยู่เวลานี้ ไม่ทราบว่าคิดกันอย่างไร ขอเวลาทำให้คนไทยบ้างได้หรือไม่ ขอให้ถามคนไทยทั่วประเทศว่าเขาต้องการอะไร ไม่ใช่ถามกลุ่มนี้กลุ่มนั้นแล้วก็สรุปเอาเอง ไม่ ค่อยสบายใจแต่จำเป็นปล่อยไม่ได้ วันนี้ก็ยังไม่หยุดยั้งจะต่อสู้อะไรกันนักหนา จะปฏิรูปออกกฎหมายอะไรก็ไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าจะเดือดร้อนอะไรกัน หรือเดือดร้อนว่าวันหน้าจะมาใช้อำนาจไม่ได้ โกงกินไม่ได้ หรือเปล่า ไม่อยากเปิดศึกแต่ต้องพูด ไม่อย่างนั้นจะถูกพูดอยู่ข้างเดียว

    เลิกร้องแรกแหกกระเชอได้แล้ว

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตนเป็นสุภาพบุรุษไม่อยากกล่าวว่าใคร ไม่อยากพูดให้ประเทศเสียหาย ท่านไม่อายเขาหรือไงเที่ยวไปร้องแรกแหกกระเชอกับต่างประเทศทั่วไปหมด ต้องเลิกแล้วนะ รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ และต้องดูว่ามีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ เสียงส่วนน้อยว่าอย่างไร ถ้าเสียงส่วนน้อย คัดค้านไม่เห็นด้วยก็ต้องยอมรับสภาพ มิใช่ว่าตัวเองทำถูกทั้งหมด ต้องอธิบายและแก้ปัญหาให้ได้ ไม่เช่นนั้นความขัดแย้งจะบานปลายไปสู่ความรุนแรง เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแก้ปัญหาไม่ได้ความสงบของประชาชนจะอยู่ที่ไหน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ตน ต้องเข้ามา สิ่งที่อยากฝากนักการเมืองในอดีตและอนาคต ว่าต้องตั้งใจและแถลงให้ได้ว่าเข้ามาแล้วจะทำอะไรให้ละเอียดชัดเจน ต้องตอบให้ได้ว่านำเงินมาจากไหน ไม่ใช่ศัตรูกับใครทั้งสิ้น

    “ดอน” สอนมารยาทมะกันหยุดจุ้น

    นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายแพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ระบุว่ามีกำหนดการลงพื้นที่ภาค อีสานเพื่อพบแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ไม่ทราบเรื่อง ถือเป็นเรื่องของสหรัฐฯ เราต้องก้าวข้ามเพราะทุกวันเรามีเรื่องใหม่มาเสมอไม่สามารถอยู่กับเรื่องเก่าได้ ผู้ที่มีมารยาทโดยทั่วไปอยากเห็นเพื่อนของเราเหมือนเวลาเราไปอยู่ประเทศอื่น คือไม่ไปยุ่งเรื่องราวบ้านเมืองของเขา ฉะนั้นเอาไว้วันหลังค่อยคุยกันดีกว่า เมื่อถามว่าสหรัฐฯอาจห่วงใยเราไม่อยากให้เราสะดุดอยู่นานๆ นายดอนอุทานพร้อมกับกล่าวว่า “โอ้” ทุกคนใน ครม.ทำงานเพื่อชาติ เห็นใจนายกฯมาก เราดูไม่กี่เรื่องยังรู้สึกว่ามันเต็มมือ แต่ คนที่ดูทั้งประเทศมันน่าหนักใจ ไม่เคยเห็นภาวการณ์เอาจริงเอาจริงอย่างยุคนี้ คนไทยเป็นชนชาติที่เข้าอก เข้าใจคนอื่นได้ง่าย ไม่เอาเรื่องเอาราวคนอื่น แต่ตอนนี้ทำไมเขาเกิดความรู้สึกระบาดไปทั่วในเฟซบุ๊ก มันต้องมีอะไรที่สหรัฐฯต้องเอาไปคิด

    “สุวพันธุ์” ออกปากทวงบุญคุณ

    นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า การที่สหรัฐอเมริกาเสนอให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ประเทศไทยมีสิทธิที่จะดำเนินตามนโยบายของตัวเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ สหรัฐฯมีความสัมพันธ์กับไทยมายาวนานเกือบ 200 ปี ต้องตระหนักและควรรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรมาก น้อยแค่ไหน เมื่อถามว่าเป็นห่วงจะกระทบต่อความสัมพันธ์หรือไม่จากการตอบโต้กันไปมา นายสุวพันธุ์ตอบว่าไม่ห่วง ทุกคนมีสิทธิจะคิดทั้งนั้น ส่วนตัวรู้สึก ผิดหวังกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะเราช่วยเหลือสหรัฐฯ เยอะในงานความมั่นคงด้านต่างๆ ล้วนแต่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯทั้งสิ้น วันนี้ก็ยังช่วยทำอยู่

    คสช.ยังเชื่อในมารยาทการทูต

    พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. และโฆษกกองทัพบก กล่าวยังไม่ทราบรายละเอียดกำหนดการลงพื้นที่ภาคอีสานของนายแพทริค เมอร์ฟีย์ อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ว่า เป็นการไปปฏิบัติงานหรือไปทำกิจกรรมภารกิจใด ทุกคนมีสิทธิดำเนินกิจกรรมได้ตามความเหมาะสม ถ้าเรื่องนั้นไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ เชื่อว่าผู้แทนมิตรประเทศหรือนักการทูตทุกคนจะให้เกียรติประเทศที่ตนเองพำนักอยู่ คงไม่ทำอะไรกระทบกับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเรื่องของการเมืองหรือการแทรกแซงนโยบาย เพราะอาจส่งผลต่อความรู้สึกของคนในประเทศนั้นได้ และโดยปกตินักการทูตจะมีธรรมเนียมมารยาททางการทูตที่เป็นมาตรฐานสากลอยู่แล้ว คิดว่าหลายประเทศให้เกียรติประเทศไทยเสมอมา โดยเฉพาะสหรัฐฯที่มีความสัมพันธ์กันมานานกว่าร้อยปี

    ปค.สั่งห้าม ขรก.ใช้โซเชียลหมิ่นฯ

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ระบุแนวทางการใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารทางราชการของกรมการปกครอง โดยห้ามบุคลากรใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางส่วนตัว ที่ใช้โปรแกรมโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือการส่งอีเมลที่เข้าข่ายความผิดอาญา โดยให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ หากมีบุคลากรกระทำผิดจะถือเป็นความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาด้วย โดยนายกฤษฎากล่าวว่า เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองคนหนึ่งโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูง และอยู่ระหว่างดำเนินคดี จึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ซึ่งไม่ใช่การจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ป้องกันไม่ให้นำของทางราชการไปใช้แล้วเกิดความเสียหาย

    “นิพิฏฐ์” โพสต์ให้กำลังท่านผู้นำ

    วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สังคมที่ไม่ชื่นชมและไม่ให้กำลังใจใคร” นับวันสังคมไทยเวลาจะชื่นชมใครจะมีคนหันหน้ามามองและทำหน้าสงสัยว่า “ไปชื่นชมเขาทำไม?” แล้วจะยกข้อเสียบุคคลที่เราชื่นชมมาอ้างเป็นกระบุง อยากให้กำลังใจนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสีย หน่อยว่าแนวทางของท่านยังไม่ผิดพลาด แต่นับวันทางเดินของท่านยิ่งยากและโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกวัน รัฐมนตรีทุกคนต่างถนอมเนื้อถนอมตัวเหมือนไข่ในหิน ไม่ออกมาชี้แจงแทนท่านบ้างเลย เส้นทางของท่านมีทางเดียวคือตรงไปข้างหน้า ไม่มีทางแยก ไม่มี ทางเบี่ยง ไม่มีศาลาริมทางให้ได้พักเหนื่อย ยิ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่ลืมง่าย ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่จดจำบทเรียนในอดีต ทางเดินของท่านจึงหนักขึ้นเป็นทวีคูณ ขอให้กำลังใจ

    “ธีรภัทร์” แนะปฏิรูปต้องฟัง ปชช.

    วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ สภาพัฒนาการเมือง จัดเสวนา “สภาพัฒนาการเมือง สร้างพลเมือง สู่สภาพลเมือง” ในวันครบรอบ 7 ปี สภาพัฒนาการเมือง โดยนายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า จะปฏิรูปประเทศได้ต้องประกอบไปด้วยหลักใหญ่ 2 ประการ คือ 1.ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการคิด การพูด การ แสดงออก แต่ถ้าการแสดงออกหวังผลทางการเมืองก็ต้องถูกจำกัด หากประชาชนขาดสิทธิขั้นพื้นฐาน การปฏิรูปประเทศคงเกิดขึ้นได้ยาก แม้จะร่างรัฐ– ธรรมนูญสำเร็จก็อาจเป็นเพียงการปฏิรูปบนกระดาษ รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจโดยเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น แม้จะมีกฎอัยการศึกก็ตาม ไม่ เช่นนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกของการปฏิรูป นี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุด

    ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

    นายธีรภัทร์กล่าวต่อว่า 2.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดผู้นำทางการเมืองที่เข้าใจเจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศ ผู้นำต้องปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี แก่ประชาชน เสียดายเวลา 8-9 เดือนที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นเลย ท่านอยากมีอำนาจมีเลยแต่ขอให้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย ไม่ใช่มีอำนาจแล้วไม่ทำอะไร ขณะนี้อำนาจยังมีอยู่ขอให้รีบทำ ประชาชนจะให้การสนับสนุน การปฏิรูปประเทศก็จะสำเร็จ อย่าไปเสียเวลาเพราะจะเสียโอกาสปฏิรูปประเทศทันที ตนเชื่อมั่นในเจตนารมณ์ ความจริงใจ จริงจังของผู้มีอำนาจ ขณะนี้ที่ประสงค์ให้ประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ขอให้ท่านหยุดฟังสักนิดเดินไปพร้อมประชาชน

    “บวรศักดิ์” พร้อมฟังคำวิจารณ์

    นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์การเขียนรัฐธรรมนูญโดยระบบการเลือกตั้งใหม่ ว่า พร้อมรับฟังคำวิจารณ์เหล่านั้น การเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างหรือรูปแบบการทำงานใหม่ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะชี้แจงรายละเอียดและหลัก การสำคัญให้สาธารณะรับทราบต่อไป ส่วนกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุถึงการ กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) โดยมาจากหน่วยงานราชการ แยกส่วนจากกกต.นั้น เท่าที่ติดตามนายวิษณุแสดงความเห็นในทางบวก ถือเป็นข้อเสนอแนะมากกว่า ว่าควรออกแบบที่มาของกรรมการ 7 คน ให้เป็นบุคคลภายนอกมากกว่าข้าราชการ

    เอาแน่ควบรวมผู้ตรวจฯ–กสม.

    นายบวรศักดิ์แถลงเพิ่มเติมว่า กมธ.ยกร่างฯได้ยกสถานะผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นองค์กรเดียวกัน ใช้ชื่อว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน” โดยการผนึกกำลัง 2 หน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการเรียกร้องสิทธิได้ที่เดียว ไม่ต้องไปร้อง 2 ที่เหมือนในอดีต ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยกรรมการจำนวน 11 คน แบ่งการทำงานเป็น 11 ด้าน ซึ่งรายละเอียดต่างๆ จะบัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป เบื้องต้นให้มีอำนาจและหน้าที่พิทักษ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน

    ห้าม ส.ส.เล่นแร่แปรธาตุโยกงบฯ

    ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมพิจารณาในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 5 การคลังและการงบประมาณ ว่าด้วยงบประมาณประจำปี ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะแปรญัตติเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการไม่ได้ แต่สามารแปรญัตติให้ลดหรือตัดทอนรายจ่ายได้ ส่วนการแปรญัตติปรับลดหรือตัดทอนรายการหรือจำนวนในรายการใด จำนวนรายจ่ายที่ลดหรือตัดทอน จะนำไปจัดสรรสำหรับรายการกิจกรรม แผนงาน หรือโครงการที่ตั้งขึ้นใหม่ไม่ได้

    คุ้มครอง ขรก.แข็งข้อ รมต. ขี้ฉ้อ

    นายคำนูณกล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณาในหมวด 6 ความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และประชาชน มีประเด็นที่น่าสนใจคือ การสั่งการบริหารราชการแผ่นดินให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอาจสั่งราชการด้วยวาจาอื่นได้ แต่ให้ผู้รับคำสั่งต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้ผู้สั่งลงนามในภายหลัง ถ้าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐใดทำโดยไม่มีคำสั่งดังกล่าว ต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง และหากข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำตามคำสั่งการที่ผิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะได้รับความคุ้มครองตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยกรรมาธิการฯ หลายคนเห็นว่า ที่ผ่านมามีอดีตรัฐมนตรีสั่งการด้วยวาจาให้ข้าราชการดำเนินการ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมักเป็นข้าราชการที่ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

    กสม.ร่อนแถลงการณ์ต้านยุบรวม

    อีกด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน เนื่องจาก กมธ.ยกร่างฯมีความเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของ 2 องค์กรมีความซ้ำซ้อนกันว่า การพิจารณาไม่ควรนำวิธีการทำงานของแต่ละองค์กรมาเป็นเหตุผลในการสรุปว่ามีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ แม้ว่าทั้ง 2 องค์กรจะมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน แต่เป้าหมายการตรวจสอบหรือการวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กร มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อสังคมและประชาชนที่จะพึงได้รับประโยชน์จากการทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน กสม.ยินดีส่งผู้แทนเข้าร่วมเสนอข้อมูลรายละเอียด เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียในการควบรวมองค์กร ต่อกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือคณะทำงาน

    “ยะใส” ปลื้มกฎสกัดประชานิยม

    นายสุริยะใส กตะศิลา ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เห็นด้วยกับการขยายนิยามคำว่า “เงินแผ่นดิน” “เงินกู้” ของ กมธ. ยกร่างฯ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลมักมีแผนกู้เงินมาลงทุนโดยไม่ผ่านกรอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขาดความโปร่งใส เช่นบทเรียนจากรัฐบาลที่แล้ววางแผนกู้เงินมาลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท สูงกว่างบลงทุนในแต่ละปี 4-5 เท่า เป็นการทำลายวินัยการเงินการคลัง การวางหลักการใหม่นี้จะทำให้นโยบายประชานิยมแบบสุดโต่งไร้ความรับผิดชอบจากนี้ไปต้องติดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยงบประมาณแผ่นดินอีกต่อหนึ่ง และอยากเห็นการเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินด้วย น่าจะทำให้งบรั่วไหลน้อยลง

    ม็อบขีดเส้น พ.ค. ราคายางโลละ 80

    ที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) สำนักงาน ก.พ. นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยางพารา อ่านแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ขอให้ยุติโครงการมูลภัณฑ์กันชน ไปใช้วิธีการรับซื้อยางพารากิโลกรัมละ 80 บาท และชดเชยส่วนต่างเป็นพันธบัตรรัฐบาล เฝ้าระวังการนำยางพาราจากต่างประเทศสวมสิทธิซื้อขายในตลาด อนุมัติงบฯฉุกเฉินวงเงิน 7,500 ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือกรณี 1,000 บาทต่อไร่ จ่ายเงินช่วยเหลือเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตามช่วงฤดูปิดกรีดยาง ในเดือน มี.ค.-พ.ค. สนับสนุนตั้งสมัชชาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ส่วนร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ขอให้เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น หากรัฐบาลยังไม่สามารถทำให้ได้กิโลกรัมละ 80 บาท ในเดือน พ.ค. จะขอเปิดศึกกับรัฐบาล ยอมติดคุกด้วยกฎอัยการศึก

    “ถาวร” ขอพิสูจน์ความจริงใจ

    นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอชื่นชมในความกล้าหาญของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ออกมาระบุจะผลักดันราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ให้มีราคา กก.ละ 80 บาท ภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ แต่ข้อเท็จจริงว่าปัจจุบันยางแผ่นชั้น 3 อยู่ในมือพ่อค้าคนกลางและโรงงานหมดแล้ว ดังนั้น แนวคิดผลักดันยางแผ่นให้มีราคาสูงขึ้นแล้วจะทำให้น้ำยางพาราสดมีราคาดีขึ้นไปด้วยนั้น เป็นการเข้าใจผิดเพราะเล่ห์พ่อค้ายังมีอีกมาก ดังนั้น หากรัฐบาลจริงใจแก้ไขก็ขอให้กำหนดราคารับซื้อน้ำยางสดให้ชัดเจนตายตัว อย่างน้อยให้มีราคา กก.ละ 60 บาท รัฐบาลจะกล้าพิสูจน์ความจริงใจหรือไม่ โดยความอดทนของชาวสวนยางมีขีดจำกัด จึงขอให้รัฐบาลเร่งระดมให้ความช่วยเหลือโดยประกาศราคารับซื้อน้ำยางพาราสดให้ชาวบ้านอยู่ได้ ไม่ต้องโค่นต้นยางใช้หนี้

    “บิ๊กตู่” กล่อมรัฐวิสาหกิจรับสภาพ

    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติว่า การแก้ไขปัญหาเดินหน้าประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วน ต้องยอมรับการปรับปรุงแก้ไขบ้าง ถ้าทุกคนเรียกร้องเอาแต่สิทธิอย่างเดียวก็ล่มจม ฉะนั้นสหภาพรัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องช่วยกัน ทำความเข้าใจกันให้ดี เราคงไม่ไปเร่งรัดปลดพนักงาน จะทำเป็นขั้นตอนหาวิธีการลดให้เหมาะสม ยอมรับกันทุกฝ่าย แต่อย่ามาเคลื่อนไหวขัดแย้งกันทุกเรื่อง ขอให้อดทนช่วงการเปลี่ยนผ่านในการฟื้นฟู ถ้าร่วมมือกัน องค์กรจะดีขึ้นในอนาคต ถ้าปล่อยให้ถอยหลังไปอีกก็เสียหายล้มละลาย แล้วจะไปทำงานกันที่ไหน ขอร้องในส่วนของสหภาพต้องช่วยกันวางพื้นฐานประเทศใหม่

    ติงม็อบยางเลิกก่อหวอดประท้วง

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ส่วนปัญหาเกษตรกรรมถือเป็นโจทย์ใหญ่ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา เกษตรกรก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่พอรัฐบาลออกมาตรการอะไรที่ขัดแย้งกับของเดิมก็ถูกต่อต้าน ขอร้องผู้นำในการเรียกร้องผิดๆให้ระมัดระวังด้วย ต้องฟังเหตุผลไว้ใจกันบ้าง ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดูแลให้ดีที่สุด แม้แต่จีนและหลายประเทศก็บอกว่าไม่ไหวเหมือนกัน ยังหาทางออกไม่ได้เรื่องนี้ แต่เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นไม่มีการประท้วง ดังนั้น เราอย่าไปทำ ไม่เกิดประโยชน์ วันนี้พยายามผลักดันราคายางแผ่นให้ได้ 60 บาทขึ้นไป แต่ส่วนที่เรียกร้องเรื่องน้ำยางดิบกิโลกรัมละ 80 บาท เป็นไปไม่ได้เลย ยางแผ่นยังไม่ได้แล้ว น้ำยางดิบจะทำได้อย่างไร อย่าเรียกร้องอะไรจนเกินข้อเท็จจริง ให้ความเป็นธรรมกับอาชีพอื่นด้วย คนอื่นก็เป็นคนไทย รัฐก็ต้องใช้งบประมาณไปดูแลด้วย

    รมว.กห.มาเลย์ฯพบ “บิ๊กตู่”

    วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายดาโต๊ะ สรี ฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน รมว.กลาโหมมาเลเซีย เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช. กลาโหมและ ผบ.ทบ. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมหารือด้วย จากนั้น ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า มีการพูดถึงแนวทางการสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์แจ้งว่า ขณะนี้ไทยมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว และขอบคุณมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวก และไทยพร้อมสนับสนุนการทำงานของนายราจิบ นาซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ นอกจากนี้ ยังหารือกันถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยนายกฯอยากให้มีการประชุมร่วมกัน 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียโดยเร็ว เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ

    ยกระดับค้ามนุษย์วาระแห่งชาติ

    อีกเรื่อง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.การต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์และกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ได้เปิดตัวรายงานความก้าวหน้าในการต่อต้านการค้ามนุษย์ของไทย ประจำปี 2557 ว่า ได้นำเสนอต่อประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป หรือองค์กรระหว่างประเทศต่างๆแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯได้ให้นโยบายยกระดับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเป็นการพิเศษปี 2558 จากเดิม 210 ล้านบาท เพิ่มเป็น 490 ล้านบาท และเน้นการปฏิรูปกระบวนการแก้ไขปัญหาทุกระดับ พร้อมกับออกเป็นนโยบาย “ไม่อดทนต่อไป” เพื่อขจัดการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบให้หมดสิ้นไป

    “ประยุทธ์” เจ็บคอของดจ้อสื่อ

    ช่วงเย็นวันเดียวกัน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานประชุมสรุปผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2557 และแถลงแผนการปฏิบัติงานประจำปี 2558 กอ.รมน. โดยมีรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ผู้ว่าราชการ จังหวัด เข้าร่วม โดยหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์โบกมือปฏิเสธให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทันทีที่ออกจากห้องประชุม พร้อมเอามือแตะที่คอแสดงอาการว่า เจ็บคอ และโบกมืออีกครั้งก่อนบอกว่า “กลับไป

    พักผ่อนได้แล้ว” และก่อนออกจากทำเนียบฯได้ลดกระจกรถลง พร้อมโบกมือและพูดกับผู้สื่อข่าวว่า “กลับไปพักผ่อนเถอะ” โดยมีรายงานข่าวว่าหลังนายกฯเดินทางกลับแล้ว พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. หารือเป็นการส่วนตัวกับ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ มทภ.1 ผบ.กกล.รส. ถึงการเข้ารายงานตัวของนักการเมือง เป็นเวลา 10 นาที

    สั่ง ผวจ.กันนายทุนซื้อที่เก็งกำไร

    พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯเน้นย้ำ ผวจ.ยึดหลักการทำงานให้เร็ว ทำให้ทัน และโปร่งใส ถ้ามั่นใจว่าสุจริตไม่ต้องกลัวว่าจะช้า โดยให้คิดแบบคนจนเพื่อจะได้เข้าใจว่าคนจนคิดอย่างไร เมื่อถามว่ามีการคาดโทษหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญตอบว่า นายกฯคาดโทษว่าอย่าให้รู้ว่าทุจริต ใครที่ชอบแอบอ้างขอตำแหน่งได้ อย่าเชื่อ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจย้ายออกจากตำแหน่ง เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษต้องใช้เงินลงเป็นแสนล้านบาท อะไรที่ทำได้ขอให้ทำไปก่อน เมื่อที่ดินแพงให้ใช้ที่ดินรัฐไปก่อน กำชับ ผวจ.ดูแลและเร่งประชาสัมพันธ์ว่าอย่าซื้อที่ดินเก็งกำไร เพราะจะทำให้นักลงทุนเกิดความลังเล

    นายกฯเศร้าสงสารชาวสวนยาง

    พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯยังขอให้ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งท่านเห็นใจความยากลำบากเล่าให้ฟังว่าดูรายการทางโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์เกษตรกรสวนยางรู้สึกสงสาร “ดูจากรอยย่นระหว่างคิ้วแล้วเข้าใจความรู้สึก วันนี้รัฐบาลพยายามเร่งหาทางแก้ปัญหา อยากให้ทำความเข้าใจว่ารัฐบาลมีเงินเท่านี้ ไม่สามารถสนับสนุนอะไรได้มาก นโยบายเบื้องต้นแก้ไขปัญหาด้วยการมูฟวิ่งสต๊อก เข้าไปซื้อนำตลาด และพยายามขายยางในสต๊อกก่อน จากนั้นค่อยซื้อยางใหม่เข้ามา เพื่อดูแลราคายาง และใน 7 ปีข้างหน้า รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะลดพื้นที่สวนยางให้ได้ 7 แสนไร่ และสนับสนุนให้ปลูกพืชชนิดอื่น

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1ประยุทธ์ จันทร์โอชาห้ามเล่นโซเชียลฯห้ามเล่นเฟซบุ๊กห้ามเล่นไลน์โพสต์ข้อความข้าราชการห้ามส่งอีเมล์รายงานตัวณัฐวุฒิ ใสยเกื้อพิชัย นริพทะพันธุ์คสช.ฟ้องร้องต่างชาติข่าวไทยรัฐออนไลน์ช่าวการเมือง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2563 เวลา 15:06 น.