วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรมควบคุมโรค รับพบเชื้ออหิวาต์เทียมใน 'เลือดไก่' แนะต้มสุกก่อนทาน

กรมควบคุมโรค รับพบเชื้ออหิวาต์เทียม ปนเปื้อนในเลือดไก่ ชี้ถือเป็นครั้งแรกของโลก แนะต้มสุกก่อนรับประทาน ขณะที่ สังคมโซเชียลทำป่วน เผยแพร่ข้อความราชการ "งดข้าวมันไก่" ด้านแพทย์ สสจ.นครราชสีมา โต้กลับไม่ได้สั่ง พร้อมระบุให้ปรุงด้วยความร้อนซ้ำอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัย ...

วันที่ 14 ม.ค. จากกรณีเอกสารของสาธารณสุข จ.นครราชสีมา ขอความร่วมมือให้โรงเรียนและประชาชนงดการใส่เลือดไก่ลงในข้าวมันไก่ และไม่นำเลือดไก่ไปปรุงอาหารทุกชนิด โดยมีตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ ระบุว่า "งดข้าวมันไก่" ถูกนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เพราะมีการระบาดในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ และอีสานตอนบนนั้น

นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา แถลงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของสาธารณสุข จ.นครราชสีมา จริง แต่ตัวอักษรสีแดงนั้นไม่ทราบว่าใครทำเพิ่มเติม โดยสาเหตุที่ต้องออกหนังสือเตือน เนื่องจากพบข้อมูลการระบาดของโรคอาหารเป็นพิษเกี่ยวกับไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่บริเวณอีสานตอนบน ระหว่างเดือน มิ.ย.-ธ.ค. 57 ซึ่งมีผู้ป่วยถึง 1,410 ราย กระจายใน 7 จังหวัด และมีข้อสงสัยว่าเกิดจากการบริโภคเลือดไก่ที่มีเชื้ออหิวาต์เทียม หรือ Vibrio parahaemolyticus จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แต่ใน จ.นครราชสีมา ไม่พบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากอหิวาต์เทียม

นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า สถานการณ์การระบาดของโรค น่าจะมาจากผู้ขาย หรือบริโภคข้าวมันไก่ ส่วนใหญ่บริโภคเลือดไก่ที่ผลิตโดยตรงจากโรงงาน ซึ่งเมื่อทางสาธารณสุขจังหวัดกับปศุสัตว์ฯ ได้เข้าตรวจสอบโรงงานสถานประกอบการผลิตเลือดไก่ทุกแห่งใน จ.นครราชสีมา พบว่าเลือดไก่ที่ออกจากโรงงานนั้น ยังปรุงไม่สุขตามกระบวนการผลิตของโรงงาน ดังนั้น ผู้ที่ปรุงอาหารหรือผู้ที่ต้องการบริโภคเลือดไก่ ควรปรุงซ้ำด้วยความร้อนมากกว่า 75 องศาเซลเซียส นานประมาณ 15 นาที อีกครั้ง หรือปรุงให้เดือดที่ 100 องศาฯ​ ก็เพียงพอที่จะทำให้เชื้อโรคตายหมด 100%

"ส่วนข้าวมันที่ใส่อยู่ในข้าวมันไก่ หรือส่วนประกอบของไก่ทุกชนิด ไม่ว่าเนื้อไก่ เครื่องในไก่ สามารถบริโภคได้ รวมทั้งเลือดไก่ถ้านำไปปรุงสุกให้ซ้ำอีกครั้งหนึ่งถือว่ารับประทานได้ ฉะนั้น ให้ประชาชนบริโภคข้ามมันไก่ได้ตามปกติ" นพ.สสจ.นครราชสีมา ระบุ

นพ.วิชัย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ลงพื้นที่เข้าไปควบคุมกำกับให้โรงงานปฏิบัติตามขั้นตอนสุขลักษณะอย่างถูกต้อง ก่อนส่งเลือดไก่ออกจำหน่าย แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อโรงงาน หรือบริษัทแก่สาธารณะได้

ขณะที่ นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ทางกรมควบคุมโรคไม่ได้มีคำสั่งให้งดรับประทานข้าวมันไก่แต่อย่างใด เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้าวมัน หรือเนื้อไก่ ส่วนเลือดไก่นั้นยังสามารถรับประทานได้เช่นเดิม เพียงแต่ต้องทำให้สุกก่อน

ด้าน นพ.สุรสิงห์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุการณ์ประชาชนกินข้าวมันไก่แล้วเกิดอาการท้องร่วงในจังหวัดเชียงใหม่เป็นจำนวนมากนั้น เกิดขึ้นจริงแต่เป็นช่วงต้นปีที่แล้ว ซึ่งได้ทำการป้องกัน ด้วยการลงพื้นที่ไปให้คำแนะนำร้านขายข้าวมันไก่ และบอกให้ผู้บริโภคทานข้าวมันไก่ที่ปรุงสุกใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ ยังร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ สุ่มออกตรวจร้านข้าวมันไก่ในตัวเมือง และอำเภอรอบนอกอย่างต่อเนื่อง จนไม่มีผู้ป่วยท้องร่วงจากเชื้ออหิวาต์เทียมเพราะข้าวมันไก่อีก

ในวันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การพบเชื้ออหิวาต์เทียมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่สอบสวนและตรวจสอบแล้วพบว่า เชื้อ Vibrio parahaemolyticus มีการปนเปื้อนในเลือดไก่ เพราะปกติเชื้อชนิดนี้จะอยู่น้ำเค็มหรือน้ำกร่อย ส่วนใหญ่แล้วจะพบการปนเปื้อนในหอยและกุ้ง เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ที่ลวกไม่สุก ดังนั้นการปนเปื้อนในไก่จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และขณะนี้ได้ดำเนินการสั่งปิดโรงงานที่ตรวจพบการปนเปื้อนใน จ.นครราชสีมา แล้ว 1 แห่ง โดยจะดำเนินการสุ่มตรวจอีก 27 แห่ง ในส่วนของร้านขายข้าวมันไก่ จะประสานไปยังกรมอนามัยในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรุงที่ถูกวิธี

"ขอให้เลือกทานเลือดไก่ที่ต้มสุก ซึ่งจะมีสีเข้มและลักษณะเนื้อแข็ง ดีกว่าเลือดไก่สีออกแดงเนื้อนิ่มและมีกลิ่นคาวที่ต้มไม่สุกดี" นพ.โอภาส กล่าว

ด้าน พญ.ดารินทร์ อารีย์โชคชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกันสาขาระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า เมื่อสอบสวนต่อไปยังร้านค้าที่ขายเลือดไก่ รถที่ขนส่ง และโรงงานผลิต ล้วนพบเชื้ออหิวาต์เทียมทั้งหมด โดยในโรงงานพบทั้งในเลือดที่ต้มสุกแล้ว และเลือดสดที่ใช้รางรองรับจากคอไก่ เท่ากับว่าเลือดไก่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ตั้งแต่เป็นเลือดดิบ แต่ยังไม่ทราบว่าเชื้ออหิวาต์เทียมมาปนเลือดไก่ได้อย่างไร ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มร่วมกับกรมปศุสัตว์