ข่าว
100 year

ฟ้องตรงศาลรธน.

ทีมข่าวหน้า114 ม.ค. 2558 07:23 น.
SHARE

กมธ.ติดดาบประชาชน สกัด‘ล้มการปกครอง’ ปูอ่วมโดนจี้ถาม60ข้อ

กมธ.ยกร่าง รธน. ถกรายมาตรานัดที่สอง วางกฎเหล็กสกัดล้มล้างการปกครอง เติมวรรคสองติดดาบประชาชนยื่นฟ้องศาล รธน.ได้โดยตรง ไม่ต้องรออัยการชี้ขาด แต่สงวนสิทธิ์ไม่กระทบคดีอาญา โยนทิ้งโทษยุบพรรค ปลดชนวน ความขัดแย้ง “นิพิฏฐ์” เตือน กมธ.ทบทวนด่วน ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน หวั่นพรรคนอมินีโผล่กินรวบ ส.ส. “ยิ่งลักษณ์” อ่วม กมธ. ตั้ง 60 ข้อ ซักถามรุมถล่ม จี้เคลียร์ให้ชัดจำนำข้าวเจ๊งเท่าไหร่แน่ สนช. สายทหารเริ่มแกว่ง รอเช็กสัญญาณสุดท้าย คสช. “ประยุทธ์” ฉุนถูกถามกดปุ่มสั่งได้โวยอย่าโยงมั่ว ส่ง “วิษณุ” นัดถกไกด์ไลน์ปฏิรูปพันเกมสอย ก.ม. ว่าผิดต้องถูกลงโทษ “จาตุรนต์” ย้ำ รธน.50 ยกเลิกแล้ว เฉ่งสนช.ไร้อำนาจฟัน

การพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรามีความคืบหน้าไปตามลำดับ โดยการประชุมคณะ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาลงรายมาตราเป็นวันที่สอง ได้ข้อสรุปในส่วนของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้ประชาชนยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองโดยตรง แต่ตัดความในส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป

กมธ.ยกร่างฯถกรายมาตราวันที่ 2

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ม.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุมพิจารณาร่างรายมาตราเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มต้นในส่วนของภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน หมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพของบุคคล ตอนที่ 1 บททั่วไป ทั้งนี้ ในบท บัญญัติ (1/2/2) 1 และ (1/2/2) 2 หรือตรงตามมาตรา 26 และมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ 50 ได้ผ่านการ พิจารณาโดยให้คงตามบทบัญญัติเดิม

ใส่กฎเหล็กสกัดล้มการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของบทบัญญัติ (1/2/2) 3 หรือตรงตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ปี 50 เดิมที่อยู่ในส่วนของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กมธ.ยกร่างฯนำมาไว้ในส่วนที่ 2 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หลังจาก กมธ.อภิปรายถกเถียงเหตุผลกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับอนุ กมธ. ที่ระบุวรรคแรกว่า “บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้หรือให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้”

ปชช.ร้องศาล รธน.ได้โดยตรง

ส่วนวรรคสอง ระบุว่า “ในกรณีที่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้พบเห็น การกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดได้ ในการนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งให้เลิกการกระทำดังกล่าว และสั่งการอื่นได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญและวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว” จากเดิมที่ต้องเสนอเรื่องกับอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ตัดทิ้งยุบพรรคปลดชนวนขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของมาตรานี้ที่เดิม รัฐธรรมนูญปี 50 มีการกำหนดในวรรคสามและวรรคสี่ เกี่ยวกับการให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้ กมธ.ให้ตัดความในส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป เพราะในวรรคสองได้มีการแก้ไขคำจากพรรคการเมืองเป็นกลุ่มบุคคลทำให้ไม่ได้มีการพูดถึงพรรคการเมือง นอกจากนี้เพื่อให้เกิดการสมดุลตามหลักการพื้นฐานในโลกที่คุ้มครองระบอบประชาธิปไตย โดยจุดสมดุลที่ว่าคือตัดส่วนของการยุบพรรคการเมืองออกไป เนื่องจากการยุบพรรคการเมืองถือเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอีกทั้งเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆที่รุนแรง

“บวรศักดิ์” ตีปี๊บผลงานแก้ รธน.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ก่อน เข้าสู่วาระการประชุม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช.คนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงต่อที่ประชุม สปช. ว่า ขอเสนอว่าจะส่งตัวแทนคณะ กมธ.ยกร่างฯมารายงานความคืบหน้าการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ที่ประชุม สปช.รับทราบวันละ 10 นาทีทุกวันที่ประชุม หากสมาชิก สปช.คนใดสนใจอยากรับฟังการประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯไปร่วมได้ ส่วนความตั้งใจให้การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีเนื้อหาสั้นๆ แต่พอเอาเข้าจริง ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ เนื่องจากความเห็น ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯและสมาชิก สปช.เสนอมา มีเนื้อหาค่อนข้างมาก ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยให้ตัวแทนคณะ กมธ.ยกร่างฯมารายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม สปช.ทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 10.00 น. วันละ 10 นาที

กมธ.แจกจุลสารแจงสังคม

ต่อมาเวลา 13.15 น. นายบวรศักดิ์ นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในฐานะประธานคณะอนุทำงานสื่อสารกับสังคมในคณะ กมธ.ยกร่างฯ นายมีชัย วีระไวทยะ รองประธานคณะ อนุทำงานฯ เป็นตัวแทนรับมอบจุลสารรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ จากบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนจัดพิมพ์ จะออกประจำ ทุกเดือนจนกว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเสร็จและนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยนายมานิจกล่าวว่า จุลสารฉบับแรกพิมพ์ 30,000 เล่ม และบริษัทบางจากจะพิมพ์เพิ่มราว 1 แสนเล่ม นำไปแจกจ่ายที่ปั๊มน้ำมันบางจากตามจุดขึ้นทางด่วน และเวทีรับฟังความเห็น ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ นายมีชัยยังประสานกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำสื่อออนไลน์เผยแพร่ทางโทรศัพท์
สมาร์ทโฟน ไอแพด

กระตุกนายกฯชี้ขาดประชามติ

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ประชาชนสามารถเสนอความคิดเห็นต่อประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเมล e-mail: cdc2014@parliament.go.th ตู้ ปณ.9 ปณฝ.รัฐสภา กทม. 10305 ส่งมาได้ถึงวันที่ 23 ก.ค. เพื่อ ส่งกลับมาใช้ประกอบกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน คณะ กมธ.ยกร่างฯใช้ระบบเสิร์ชเอนจิน หรือโปรแกรมค้นหา ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ค้นหาความคิดเห็นประชาชนได้ ส่วนการทำประชามติขึ้นอยู่กับ คสช.และ ครม.จะหารือตัดสินใจ จะมีผล ทางกฎหมายผูกมัดทันที ส่วนตัวเห็นว่าควรทำ เคยบอกกับนายกฯไปแล้ว นายกฯตอบรับว่าจะรับไว้พิจารณาเมื่อถึงสถานการณ์อันสมควร

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ แถลงความคืบหน้าการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่าง รธน.ว่า คสช.ร่วมกับกองทัพบกให้เวลาคณะ กมธ.ยกร่างฯจัดรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ช่วงเวลา 18.00-18.15 น. สัปดาห์ละ 3 วัน คือวันอังคาร วันพฤหัสบดี วันเสาร์ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ออกอากาศวันแรกในวันที่ 15 ม.ค. มีประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ เป็นแขกรับเชิญคนแรก

องค์กรสตรีร้องคงสิทธิผู้หญิง

เวลา 10.00 น. ที่อาคารรัฐสภา 1 นางสุธินี เมธีประภา นายกสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนางเตือนใจ บุรพรัตน์ นายกสมาคมผู้นำสตรีชุมชนไทย พร้อมคณะยื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ยึดรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 เกี่ยวกับสิทธิสตรี โดยให้บัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สตรีมีบทบาทตามรัฐธรรมนูญ กำหนดสัดส่วนสตรีให้มีส่วนร่วมทางการเมืองให้ชัดเจนและให้มีบทบาทในการร่างยุทธศาสตร์แผนงานสังคมเศรษฐกิจการเมือง การปกครอง เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เด็ก สตรี และคนชรา

สนช.ปลุกความเชื่อมั่นองค์กร ตร.

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 09.00 น. คณะกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดเสวนาหัวข้อ “การปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวเปิดสัมมนาว่า ที่ผ่านมาโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นแบบดั้งเดิม เน้นสายบังคับบัญชาการ แต่งตั้งตำรวจระดับต่างๆ ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองตลอด

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองประธานคณะ กมธ.กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. กล่าวว่า ปัญหาตำรวจไทยคือ ความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมว่าถ้าทำงานอย่างเต็มที่แล้วจะได้รับการตอบแทนที่เหมาะสมอย่างไร การสร้างความเชื่อมั่นให้ตำรวจเป็นเรื่องสำคัญ ความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่รัฐต้องลงทุน

แนะ ตร.เป็นอิสระปลอดการเมือง

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. กล่าวว่าสิ่งที่พูดคุยกันในคณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเห็นว่าที่ผ่านมาตำรวจถูกแทรกแซงทางการเมือง จึงต้องทำให้องค์กรนี้มีอิสระ การแต่งตั้ง โยกย้ายต้องเป็นธรรม ปลอดจากการแทรกแซงทาง การเมือง มีการกระจายอำนาจ ภาคประชาชนต้อง มีส่วนสำคัญเข้ามาดูแลการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งตั้ง ถอดถอนตำรวจ รวมถึงต้องถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีไปยังหน่วยงานที่เหมาะสม อะไรเป็นงานที่ไม่ตรงภารกิจต้องเปลี่ยน แปลง แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สตช. กล่าวว่า สิ่งที่สังคมเรียกร้องในการปฏิรูปตำรวจคือ การกระจายภารกิจของตำรวจ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กระจายอำนาจบริหารไปยังพื้นที่ต่างๆ และถ่ายโอน ภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องไปยังหน่วยงานอื่น จุดอ่อนของ สตช.คือภารกิจเยอะมาก ซ้ำซ้อนกันเอง เปรียบเหมือนเชือกเส้นใหญ่ บางเส้นอาจลุ่ยออกมา แต่เชือกส่วนใหญ่ยังใช้ได้อยู่

“นิพิฏฐ์” ขู่ กมธ.ทบทวนก่อนเจ๊ง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับระบบการเมืองว่า มีหลายเรื่อง อาจต้องปรับเปลี่ยน เพราะจะมีปัญหา แต่หาก กมธ.ยกร่างฯไม่ปรับเปลี่ยนก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่เราเตือนแล้วหากมีปัญหา ท่านต้องรับผิดชอบ แต่คงรับไม่ได้เพราะปัญหามันใหญ่เกินไป เช่น ที่ขอให้ทบทวน 1.การเปลี่ยนให้ใช้ชื่อและรูปภาพของผู้สมัครแทนการใช้เบอร์แทนผู้สมัครน่าจะมีปัญหา เพราะคนไทยส่วนหนึ่งอ่านหนังสือไม่ออก อย่างใน 3 จังหวัดภาคใต้ และชนเผ่าทางภาคเหนือ ท่านจะใช้ภาษาอะไร 2.ระบบเยอรมัน หากมีพรรคการเมืองอุตริ แตกเป็นพรรคแม่-พรรคลูก ในภาษาชาวบ้าน พรรคแม่ส่ง เฉพาะบัญชี พรรคลูกส่งเฉพาะ ส.ส.เขต ระบบที่ท่านจะนำมาใช้รับรองว่าเจ๊ง เหมือนเอาเครื่องเบนซ์มาใส่รถไถนา 3.เรื่องให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งที่ถอยหลัง กกต.มีปัญหาตรงไหนควรแก้ตรงนั้นจะดีกว่า

ผอ.ศปป.เซ็งปรองดองไม่คืบ

ที่สโมสรกองทัพบกเทเวศร์ พล.ท.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) กล่าวชี้แจงนโยบายและแนวทางการปฏิบัติตามแผนและโครงการปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปตามแผนงบประมาณปี 2558 โดยมีรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงจังหวัดฝ่ายทหาร และตัวแทนผู้ว่าฯมาร่วมประชุมเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ตั้งเป้า นายกฯถามตลอดว่าคืบหน้าอย่างไร เดือน เม.ย.ศปป.ภาคต้องเปิดเวทีตามโครงการคนไทยหัวใจเดียวกัน ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 โครงการเอกลักษณ์ไทยหัวใจสี่ภาคที่เพิ่งเปิดได้ 1 เวทีในแต่ละภาคจากที่ตั้งเป้าไว้ 4 ครั้งต้องเร่งรัด งบประมาณศปป. 312 ล้านบาท เบิกจ่ายได้เลย ไม่มีเตะฟรีคิก ไม่มีเตะกินเปล่า เวทีคนไทยหัวใจเดียวกัน 4,268 แห่งในแต่ละกองทัพภาคต้องเปิดเวทีเอง แต่ที่ผ่านมาเงียบมาก เลยช่วงตั้งไข่มา 3 เดือนแล้ว ใครยังไม่บริหารงบประมาณ ตนจะรายงาน ผบ.ทบ. เดือน เม.ย.ต้องส่งข้อมูลให้ สปช. ก่อนจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้ายังปรองดองไม่ได้ เลือกตั้งก็มีปัญหา งานปรองดองเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะถ้าทหารยังถือปืนไปใครจะปรองดองด้วย

กมธ.ตั้ง 33 คำถามง้างปาก “นิคม”

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถามคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ และการประชุมคณะ กมธ.ซักถามคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีไม่ยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ภายหลังการประชุม นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิก สนช. ในฐานะโฆษกคณะ กมธ.ซักถามคดีถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้ตั้ง พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ สนช. เป็นประธานคณะ กมธ.ซักถามคดีถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ ภายหลังสิ้นสุดเวลาการส่งคำถาม มี สนช.ยื่นญัตติซักถามคู่กรณีคดีถอดถอนนายนิคม 33 คำถาม แบ่งเป็นถาม ป.ป.ช. 16 คำถาม และถามนายนิคม 17 คำถาม ส่วนคดีถอดถอนนายสมศักดิ์ มีทั้งสิ้น 28 คำถาม เป็นการถาม ป.ป.ช. 19 คำถาม และถามนายสมศักดิ์ 9 คำถาม

แบ่ง 3 หมวดเรียงลำดับเหตุการณ์

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้คณะ กมธ.จะจัดกลุ่มคำถามเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มข้อเท็จจริง 2.กลุ่มข้อกฎหมาย 3.กลุ่มความเห็น โดยการซักถามจะเรียงลำดับเหตุการณ์ให้สมาชิกเข้าใจในประเด็นคำถามอย่างกระจ่างชัด เพื่อเป็นข้อมูลตัดสินใจการลงมติถอดถอน และให้สังคมเกิดความกระจ่าง เพราะสำนวนคดีถอดถอนเป็นเอกสารลับทั้งหมด ผู้ที่ไม่ได้ติดตามอาจไม่เข้าใจ ส่วนกรณีนายสมศักดิ์ หากไม่มาตอบข้อซักถามในวันที่ 15 ม.ค. คณะ กมธ.จะสรุปคำถามให้ที่ประชุมฟังว่า มีประเด็นคำถามใดบ้าง เพื่อให้โอกาสผู้ไม่มาตอบข้อซักถามมีโอกาสรวบรวมคำถาม เพื่อนำไปใช้ในการแถลงปิดคดีได้

“ปู” อ่วม กมธ.รุมซัก 60 ข้อ

ด้านนายสมชาย แสวงการ โฆษก กมธ.ซักถามคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะ กมธ.ซักถามคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีมติตั้ง พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นประธานคณะ กมธ.ซักถามฯ โดยมีการยื่นคำถามมาทั้งสิ้น 83 คำถาม แบ่งเป็นยื่นถามป.ป.ช. 23 คำถาม และถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ 60 คำถาม หลังจากนี้คณะ กมธ.จะไปเรียบเรียงจัดกลุ่มคำถาม หากมีประเด็นใดซ้ำกันจะตัดทิ้ง หรือนำมารวมกัน ทำให้จำนวนคำถามอาจลดลง โดยจะเชิญสมาชิกสนช.ที่ยื่นซักถามมารับฟังว่า เห็นด้วยกับคำถามที่คณะ กมธ.จัดกลุ่มหรือไม่ อย่างไรก็ตามคำถามที่สนช.ยื่นสอบถามมาถือเป็นความลับ ห้าม สนช. ข้าราชการ หรือสื่อนำไปเปิดเผย หากใครนำไปเปิดเผยถือว่ามีความผิด สำหรับขั้นตอนการซักถามจะเชิญคู่กรณีเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกัน จากนั้นจะเริ่มซักถาม โดยคณะ กมธ.จะแบ่งหน้าที่กันซักถาม โดยจะตั้งคำถามและให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตอบข้อซักถามจนจบทุกคำถาม จากนั้นจึงจะเริ่มกระบวนการซักถามคู่กรณีอีกฝ่ายต่อไป จะไม่ถามสลับกันไปมา

รุมจี้เคลียร์ให้ชัดตัวเลขเจ๊งข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นคำถามที่ สนช.จะซักถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการขอทราบความชัดเจนเรื่องตัวเลขการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวว่า มียอดการขาดทุนที่แท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด เรื่องเหตุผลที่ไม่สั่งยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ภายหลังจากรับทราบความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการ รวมถึงการวางแนวทางกลไกป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวว่ารัดกุมเพียงใด ขณะที่คำถามคดีถอดถอนนายนิคมและนายสมศักดิ์ ส่วนใหญ่จะซักถามนายนิคมและนายสมศักดิ์ถึง
การทำหน้าที่ระหว่างการทำหน้าที่ประธานควบคุมการประชุม เรื่องการเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเข้าชื่อเสนอมา และซักถาม ป.ป.ช.เรื่องข้อกฎหมายที่จะใช้ดำเนินการเอาผิดในกรณีดังกล่าว เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว

สนช.ทหารเริ่มเสียงแกว่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการโหวตลงมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23 ม.ค. ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณการเคลื่อนไหวจาก สนช.สายทหารที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของ สนช.ทั้งหมด จากเดิมที่ยังคงลังเล ไม่เห็นด้วยที่จะลงมติถอดถอน เริ่มให้น้ำหนักไปในทิศทางสนับสนุนให้ถอดถอนมากขึ้น เพราะหลายคนเห็นว่ามีหลักฐานค่อนข้างชัดจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ยอมยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการ และล่าสุด น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปแจ้งความต่อกองปราบปรามให้ดำเนินคดีคู่สัญญาในโครงการรับจำนำข้าว ที่ตรวจสอบพบข้าวไม่ได้มาตรฐาน 77 ราย ทำให้บางคนมองว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงอาจทำให้คะแนนเสียงของ สนช.ที่จะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่คาดว่ามีอยู่ 80-90 เสียง จนอาจเพียงพอที่จะถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ แต่ยังขอรอฟังการตอบข้อซักถามของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันที่ 16 ม.ค. ก่อนจะตัดสินใจอีกครั้งในการลงมติ

“นิคม-สมศักดิ์” ลุ้นส่อแววรอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนสำนวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ เสียง สนช.ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่น่าจะเพียงพอถอดถอนทั้ง 2 คนได้ เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ที่เป็นข้อกล่าวหาเอาผิดไม่มีผลบังคับใช้แล้ว และความผิดของนายนิคมและนายสมศักดิ์เรื่องการตัดสิทธิการอภิปรายอดีตสมาชิกรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ในวาระ 2 ยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะถอดถอน เพราะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามดุลพินิจของประธานในการควบคุมการประชุมรัฐสภา หากผิดก็แค่ทำผิดตามระเบียบข้อบังคับการประชุม

ทนายยัน “ปู” เปิดใจครบถ้วนแล้ว

นายพิชิต ชื่นบาน ที่ปรึกษาทีมทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวว่า กรณีที่ สนช.ตั้งประเด็นข้อซักถาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไว้จำนวน 60 ข้อ ขณะนี้ยังไม่เห็นคำถาม แต่ทีมทนายเห็นว่าในวันเปิดแถลงคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ตอบครบทุกมิติแล้ว และเชื่อว่า 60 คำถามน่าจะซ้ำอยู่ในกรอบของโครงการฯ ส่วนวันที่ 16 ม.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปตอบข้อซักถามด้วยตนเองหรือไม่นั้น ในวันที่ 14 ม.ค. ทางทีมทนายจะหารือกันอีกครั้ง และคงจะได้คำตอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่

ป.ป.ช.มั่นใจตอบได้ข้อสงสัย

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงการตอบข้อซักถามของกรรมาธิการซักถามในคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการซักถามฯว่าจะถามอย่างไรบ้าง ต้องขอฟัง สนช.ก่อน แต่ ป.ป.ช.พร้อมตอบข้อซักถาม ส่วนที่ สนช.หลายคนระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดไปแล้ว ไม่สามารถใช้ถอดถอนได้นั้น ขอบอกว่าไม่มีอะไรที่ป.ป.ช.ชี้แจงไม่ได้ ป.ป.ช.ชี้แจงได้หมด ทุกเรื่องเราชี้แจงได้หมด

“บิ๊กตู่” โวยอย่าโยงมั่วปมถอดถอน

เมื่อเวลา 13.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปหารือกับ สนช.-สปช.ในวันที่ 15 ม.ค.ว่า เป็นเรื่องของการทบทวนและรายงานความคืบหน้า ไปสอบถามว่าดำเนินการไปถึงไหนอย่างไร แต่จะสรุปข้อยุติช่วงปลายปี ต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการตามนั้นหรือไม่ ถ้าไม่หรือทะเลาะกันมากก็ตั้งขึ้นมาใหม่ ขอร้องอย่านำมาโยงกับที่ สนช.กำลังพิจารณาการถอดถอนพันกันจนเกิดความขัดแย้ง

ฉุนถูกถามกดปุ่มสั่งได้

เมื่อถามว่าสรุปเรื่องการถอดถอน ยังทำได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า วันนี้ยังไม่มีการลงมติ รอให้มีการลงมติมาก่อน สนช.จะบอกมาเองว่าทำได้หรือทำไม่ได้แล้วค่อยไปว่ากัน คดีนี้เหมือนกับคดีอื่นๆ บางคนไม่ผิดก็ถูกให้ติดคุก เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับคนอื่น ผิดคือผิด กฎหมายว่าผิดต้องถูกลงโทษ แต่ถ้ากฎหมายบอกว่าไม่ผิด ไม่มีการลงโทษ แต่จิตสำนึกก็ต้องรู้ว่าผิดหรือถูก เมื่อถามว่า วันนี้มีความคิดเห็นแตกต่างกันภายใน สนช.เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดแล้ว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ถือว่าสิ้นสุดด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ก่อนหน้านี้กล่าวหาว่าผมตั้งสนช.มาควบคุมได้ทุกอย่าง แล้วมาบอกว่ามีความเห็นต่าง แล้วจะให้ทำอย่างไร มาบอกให้ผมตัดสินในฐานะที่เป็นหัวหน้า คสช.ไม่ได้ วันนี้ต้องฟังฝ่ายกฎหมายว่าจะมีความเห็นอย่างไร”

“ประวิตร” ปัดชี้นำโหวตสอย “ปู”

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ สนช.พิจารณาถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภาว่า ต้องว่าไปตามกระบวนการ ต้องถาม สนช.มาถามตนไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีการชี้นำ สนช.ต้องไปว่ากันเอง เพราะเป็นเรื่องของสภา เมื่อถามว่าผลการพิจารณาของ สนช.จะส่งผลถึงการทำงานของ คสช.และจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตหรือไม่ พล.อ.ประวิตร
กล่าวว่า ไม่เป็น มันเป็นเรื่องของ สนช.อย่าไปก้าวก่ายกัน เราตั้ง สนช.มาเพื่อดูแลเรื่องกฎหมาย อย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวกับกฎหมาย

“อนันตพร” ยันไม่มีล็อบบี้ปล่อยผี

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะสมาชิก สนช. กล่าวถึงกระแสข่าว สนช.สายทหารอาจลงมติไม่ถอดถอนหรืองดออกเสียงว่า สนช.มีเสรีภาพ มีความคิดของตัวเอง ไม่เห็นมีใครบอกต้องทำแบบนี้แบบนั้น ไม่มีล็อบบี้หรือชี้นำ และยังไม่ได้ตัดสินใจจะลงมติแบบใด ต้องรอขั้นซักถามก่อน ซึ่งจะถอดถอนหรือไม่ถอดถอนไม่สำคัญ เป็นเรื่องทางการเมือง สำคัญว่าผิดตามกฎหมายหรือไม่

“อ๋อย” ฉะ สนช.กำลังทำผิด ก.ม.เอง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การถอดถอนอดีตประธานสภาและอดีตนายกฯที่กำลังทำกันอยู่ มีปัญหาร่วมกันคือเป็นการถอดถอน โดย สนช. ซึ่งไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกไปแล้ว และ สนช.ซึ่งมาจากรัฐประหารและมาจากการแต่งตั้งก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะไปทำหน้าที่แทนวุฒิสภาที่มาจากรัฐธรรมนูญ กรณีของอดีตประธานสภาทั้งสองท่านยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่สำคัญคือในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตได้ก้าวล่วงเข้ามาก้าวก่ายอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เท่ากับละเมิดและทำลายหลักการของการแบ่งแยกอำนาจ จึงไม่ค่อยสนใจกับรายละเอียดที่ทำกันเพราะถือว่าคนพวกนี้กำลังทำผิดกฎหมายเสียเอง การอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีความผิด ต้องถามว่าผิดอะไร ขัดต่อกฎหมายใด ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 50 ใช่หรือไม่ ฉะนั้นในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีอยู่แล้ว ยังจะอ้างคำวินิจฉัยที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญนั้นได้อย่างไร

ซัดอ้างเป็นคนดี–เนื้อในไร้คุณธรรม

“การเที่ยวไปลงโทษคนทั้งๆที่ตนเองไม่มีอำนาจ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อจริยธรรมและเป็นการแสดงออกถึงการไร้ซึ่งคุณธรรมโดยแท้ กลุ่มคนที่มักอวดอ้างว่าตนเป็นคนดีและอ้างจริยธรรมและคุณธรรมเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจและทำลายผู้อื่นนั้น แท้จริงกลับกำลังทำในสิ่งที่แสดงถึงความไม่มีจริยธรรมและคุณธรรมอย่างไม่รู้จักละอายเลย การถอดถอนที่มาทำกันต่อหลังการรัฐประหารยิ่งขัดต่อหลักนิติธรรมมากขึ้นไปอีก การถอดถอนที่ทำกันอยู่นี้ เป็นเครื่องชี้ว่าการรัฐประหารซึ่งเป็น “ของเสีย” มาตั้งแต่ต้น ลงท้ายจะเป็นเรื่อง “เสียของ” อย่างไม่ต้องสงสัยเลย” นายจาตุรนต์กล่าว

อดีต ส.ส.เล็งฟ้องศาลอาญา

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.57 รัฐธรรมนูญปี 50 ถูกฉีกทิ้งแล้ว ทำให้มาตรา 270 และมาตรา 274 ว่าด้วยการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องถูกยกเลิกไปด้วย สนช.ไม่มีอำนาจพิจารณา ไม่สามารถนำกฎหมายอื่นมาอ้างได้ ส่วนการตีความตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ที่ให้ สนช.ทำหน้าที่แทน ส.ส.และ ส.ว.ก็ให้อำนาจเฉพาะเรื่องทั่วไป เช่น การกลั่นกรองกฎหมาย แต่การถอดถอนด้วยอำนาจพิเศษ ต้องมีกฎหมายระบุชัดเจน ไม่สามารถอ้างประเพณีการปกครองได้ และการตีความย้อนหลังเป็นโทษจะทำไม่ได้ และไม่สามารถนำมาบังคับใช้ย้อนหลังกับผู้ถูกลงโทษตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ การถอดถอน ส.ส.-ส.ว. 312 คนก็ทำไม่ได้ หากถอดถอนเราจะไม่ยอมรับและจะฟ้องร้องต่อศาลอาญาแน่นอน

สับ “สมชัย” ไร้วุฒิภาวะ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรอง นายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ระบุหากให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการกลับมาดูแลการเลือกตั้งเท่ากับยื่นดาบให้โจรแล้วมาเกี้ยเซี้ยกันภายหลัง และยังกล่าวหานักการเมืองเป็นโจร เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คนทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือเป็นกลาง ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง แต่นายสมชัยไม่ได้แสดงวุฒิภาวะตรงนี้ ชอบออกมาใช้ปากพล่อยๆ ไม่มีหูรูด แสดงอคติ รังเกียจเดียดฉันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชัดเจน อยากให้ กกต.คนอื่นๆช่วยอบรมตักเตือนกันบ้าง มิฉะนั้นจะเสื่อมไปทั้งองค์กร

“บิ๊กตู่” ร่วมงานสถาปนากองทัพภาค 1

เมื่อเวลา 07.30 น. ที่กองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานพิธีงานคล้ายวันสถาปนากองทัพภาคที่ 1 ครบรอบ 105 ปี โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 1 อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์และรอง ผบ.ทบ. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมและรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้แทนกองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆเข้าร่วมพิธีด้วย

ขอสื่อช่วยโปรโมตท่องเที่ยวไทย

ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นประธานการประชุม ครม. ที่ห้องประชุมชั้น 5 ตึกบัญชาการ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ นำคณะนักเรียน นักศึกษา มารอพบเพื่อมอบดอกกล้วยไม้สัญลักษณ์ประจำวันครู และซีดีเพลงรางวัลของครู และเชิญไปเป็นประธานงานวันครูวันที่ 16 ม.ค. ขณะที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นำศิลปินดารา นำโดย “แหวนแหวน” ปวริศา เพ็ญชาติ และ “จุ๋ย” วรัทยา นิลคูหา มาติดเข็มกลัดตราสัญลักษณ์ปีท่องเที่ยววิถีไทย 2558 ให้นายกฯและ ครม.เพื่อเผยแพร่การท่องเที่ยววิถีไทยที่จะมีขึ้นวันที่ 14-16 ม.ค.ที่สวนลุมพินี โดยนายกฯกล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนช่วยกันเผยแพร่สิ่งดีๆ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวว่าไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีอีกมากมาย

ปลื้มเด็กๆยกเป็นต้นแบบที่ดี

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ พบกับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยาพุทธมณฑล และนักเรียนอนุบาล 2-3 จากโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้าสาขาเพชรเกษม (บางแค) และตัวแทนมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ที่มารอกล่าวขอบคุณที่รัฐบาลมีนโยบายปกป้องเด็กจากควันบุหรี่ โดยเด็กๆ จากโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า กล่าวขอบคุณนายกฯเป็นภาษาอังกฤษอย่างพร้อมเพรียง ทำให้นายกฯพอใจมาก เข้าไปขอจับมือด้วย จากนั้นเยาวชนมอบโปสต์การ์ดที่เด็กๆทำขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจให้นายกฯที่เป็นต้นแบบที่ดีด้วยการไม่สูบบุหรี่ พร้อมขอให้รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายควบคุมบุหรี่ฉบับใหม่ แทนกฎหมายเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี ก่อนร่วมกันร้องเพลง “วันพรุ่งนี้” ให้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ร้องคลอตามและยิ้มแย้มตลอดเวลา ก่อนร่วมถ่ายภาพกับเด็กๆ มีช่วงหนึ่ง “น้องภีม” เด็กอนุบาลผู้ชายคนหนึ่ง ถามขึ้นเสียงดังว่า “นี่นายกฯตัวเป็นๆ หรือเปล่า” เรียกเสียงฮาไปทั่ว จน พล.อ.ประยุทธ์หัวเราะแล้วเรียกคว้าตัวมาสวมกอด ให้จับตัวดูว่าเป็นตัวจริง ต่อมาตัวแทนนักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยา ขอบคุณนายกฯที่ไม่สูบบุหรี่เป็นตัวอย่างให้เยาวชน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวติดตลกว่า “เมื่อก่อนลุงเคยสูบ แต่ตอนนี้เลิกหมดแล้ว” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ถามขึ้นว่ามีใครอยากเป็นนายกฯบ้าง เด็กๆอนุบาลรีบยกมือขึ้นพร้อมกันเกือบทุกคน

มอบดาบ “บิ๊กป้อม” ขันนอต ขรก.

เวลา 13.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีคำสั่ง คสช.เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช.มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้า คสช.เป็นประธานกรรมการว่า คสช.ต้องการนำทหารมาช่วยกลไกราชการ จึงตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นโยบายของ ครม.อีกทางหนึ่ง โดยให้ พล.อ.ประวิตรเป็นหัวหน้า เพราะเป็นรองนายกฯและคุ้นเคยกับทหารทุกเหล่าทัพ จะไปตรวจสอบจาก
ข้างล่างว่ามีการทุจริต ข้าราชการเกียร์ว่าง งบประมาณติดขัดหรือไม่ ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันทั้งหมด นอกจากนี้ ในที่ประชุม ครม.ได้ขอให้ทุกกระทรวงทำความเข้าใจกับประชาชนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามีโอกาสพบสื่อมวลชน ทำให้ทุกคนฟังแต่ตนคนเดียว น่าเห็นใจกระทรวงพูดไม่มีใครฟัง จากนี้ไปจะให้ทุกกระทรวงพูดรายละเอียดการทำงาน เพื่อสร้างการรับรู้ อย่างการแต่งตั้งตำรวจ พล.อ.ประวิตรชี้แจงในที่ประชุม ครม.ว่า กำลังดูอยู่ว่ามีการไปเรียกเงินที่ไหน ให้ตำรวจไปรวบรวมหลักฐานมา

ย้ำตั้ง ผบ.ทบ.ใหม่ไม่ดูนามสกุล

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลว่าใครจะเป็น ผบ.ทบ. ตนไม่คิดตรงนั้น เป็นเรื่องของบุญทำกรรมแต่ง ถ้าทำงานดีโชคชะตาฟ้าลิขิต มันให้เป็นมันก็เป็น ไม่ได้เป็นก็ไม่ได้เป็น จะจันทร์โอชา โอแฉะอะไรอย่าไปกังวล ผบ.ทบ.หรือคณะกรรมการจะตั้งก็ตั้ง ไม่จำเป็นต้องดูนามสกุล ใครเป็นก็ได้ กองทัพเป็นระบบอยู่แล้ว ถามว่าจะทำอะไรได้ เมื่อแต่งตั้งไปแล้วทำงานไม่ได้ สิ่งสำคัญเราทำงานต้องไม่ทำเพื่อตัวเอง เราทำเพื่อส่งต่อ ถามว่าใครจะอยู่ต่อไม่มีใครอยู่ต่ออยู่แล้ว รัฐบาลต่อไปประชาชนเป็นคนเลือก ถ้าเห็นว่างานที่รัฐบาลทำแล้วดี ทุกคนต้องไป บังคับให้ไปทำต่อ ส่วนข้อเสนอของ สปช.ให้ทหารเข้ามาดูแลจัดการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ใครจะเป็นผู้จัดการเลือกตั้งก็เหมือนกัน กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นไปตามหลักสากลอยู่แล้ว ดังนั้นไปพิจารณามาว่าจะให้ใครเป็นผู้จัดการเลือกตั้งและใครเป็นผู้สนับสนุน

ส่งซิก สนช.รีบแก้ พ.ร.บ.สวนป่า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ตัวแทนชาวสวนยางเสนอให้ คสช.ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.สวนป่าแห่งชาตินั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอน โดยจะบอกไปยัง สนช.ให้พิจารณาในส่วนนี้ด้วย ส่วนปัญหาราคายาง ทั้งหมดต้องแก้ไขทั้งระบบ สิ่งสำคัญทุกสมาคมทั้งเรื่องข้าว เรื่องยาง มันสำปะหลัง ทั้งหมดต้องขึ้นทะเบียนรวมกันให้ได้ วันนี้มีหลายสมาคมเวลาเรียกประชุมบางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย คนเหล่านี้เป็นคนของกลุ่มการเมืองทั้งสิ้น ถ้ารวมตัวกันได้เราจะช่วยได้ถูก ทั้งนี้ปัญหาราคายางอย่าบอกว่าเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้ มันเป็นระเบิดเวลามานานแล้ว ที่เรียกว่ากับดักประชาธิปไตย ที่ทุกคนเลือกมาและจะต้องบริหารจัดการทำให้เกิดประโยชน์ ถามกลับว่าทำได้แค่ไหน ทำได้ดีเหมือนที่ตนเข้ามาก็ไม่
ต้องเหนื่อยแบบนี้

“บิ๊กป้อม” บอกแค่ทำงานคู่ขนาน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ของ คสช.ว่า หัวหน้า คสช.ไม่ได้สั่งให้ดูแลด้านใดเป็นพิเศษจะทำงานคู่ขนานไปกับ ครม.ให้งานทุกด้านเป็นไปตามโรดแม็ป และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนมากขึ้น

นายกฯถกนัดแรก คกก.ต้านโกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เรียกประชุมคณะกรรมการชุดดังกล่าวเป็นครั้งแรก เวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อกำหนดมาตรการบูรณาการความร่วมมือป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ระหว่างหน่วยงานของรัฐและ
ภาคเอกชน สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือตามกฎหมาย จัดทำกลไกป้องกันที่จำเป็นตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเพื่อมีมติสั่งการให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ รวมถึงแต่งตั้งคณะทำงานให้การช่วยเหลือ หรือปฏิบัติการอื่นใดตามที่หัวหน้า คสช.มอบหมาย

อดีต ขรก.ประท้วงทุจริตหน้าสภา

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.00 น. มีรถเก๋งโตโยต้าคัมรี่ ทะเบียน ฐอ 8216 กรุงเทพมหานคร ติดสติกเกอร์ ประท้วงศาล และกระบวนการยุติธรรมรอบคันมาจอด บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสภาล็อกล้อรถคันดังกล่าวเตรียมขนย้ายออกจากพื้นที่ จนกระทั่งนายภทร อัตถากร อดีตเจ้าหน้าที่รัฐสภา แสดงความเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวพร้อมระบุว่า ต้องการประท้วงการทุจริตของผู้พิพากษาที่มีส่วนรับโอนที่ดินมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่พื้นที่ชายทะเล จังหวัดพังงา จากผู้ประกอบธุรกิจค้าของเถื่อน ซึ่งต่อสู้มายาวนานกว่า 9 ปี แต่ไม่ได้รับความคืบหน้า ซึ่งมีหลักฐานเป็นเอกสารจะมอบให้กับนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และนายเสรี สุวรรณภานนท์ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ สปช.และได้ขับรถออกจากพื้นที่ดังกล่าว

สปช.เบรกสัมปทานน้ำมันรอบ 21

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณารายงานศึกษาเรื่องการเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเสนอ โดยนายคุรุจิต นาครทรรพ รองประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน รายงานต่อที่ประชุมว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เพื่อทดแทนปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยจะมีปริมาณก๊าซสำรองใช้ไปได้อีกแค่ 7 ปี ขณะที่ กมธ.เสียงข้างน้อยแย้งควรชะลอการเปิดสัมปทานและแนะนำรัฐบาลใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตแทนระบบสัมปทาน หลังจากสมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานดังกล่าว เพื่อส่งให้ ครม.พิจารณาต่อไป จากนั้นได้พิจารณาเกี่ยวกับรายงานของคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังงานเสียงข้างมากที่ให้เปิดสัมปทานฯครั้งนี้ ในที่สุดเวลา 19.30 น. ที่ประชุมจึงมีมติไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานฯดังกล่าว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1กมธ.ยกร่างร่างรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ อุวรรณโณศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเลิศรัตน์ รัตนวานิชสนช.ศปป.ปรองดองถอดถอนนิคม ไวยรัชพานิชสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซักถามจำนำข้าวการท่องเที่ยวสัมปทานน้ำมัน

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้