ข่าว
100 year

น้ำมันระส่ำ!เศรษฐกิจโลกระทึก

ทีมข่าวเศรษฐกิจ22 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ธีรเดช  -  มนูญ

ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี จากความอ่อนแอของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และวิกฤติล่าสุดในรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกผันผวนรุนแรง

“ราคาน้ำมันดิบ” เป็นสินค้าโภคภัณฑ์อีกตัวที่ราคาในตลาดโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 6 เดือน จากเดือน มิ.ย.ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาด “ไนเม็กซ์” ตลาดนิวยอร์กขึ้นไปสูงถึง 107 เหรียญสหรัฐฯต่อ 1 บาร์เรล ลดวูบลงมาเหลือประมาณ 54 เหรียญต่อบาร์เรล ในวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา หรือลดลงมากกว่า 50% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ที่สำคัญ การปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบโลกยังลากให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคายางพารา รวมถึงราคาหุ้น ราคาพันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ให้รูดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ความ “มั่งคั่ง” ทั่วโลกลดลงในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในอันดับต้นๆ ของโลกอย่างประเทศไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันสูงถึง 90% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด แม้การลดลงของราคาน้ำมันมีข้อดีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดเม็ดเงินที่ต้องสูญเสียออกไปจากการที่ต้องนำเข้าพลังงาน แต่การลดลงของราคาพลังงานก็เป็นดาบ 2 คมที่ทุกฝ่ายยังต้องจับตา

“ทีมเศรษฐกิจ” มองเห็นทั้งข้อดี และความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าควรจะมองไปข้างหน้าเพื่อรับมือสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่จะเกิดขึ้นปี 2558 ที่กำลังจะมาถึง โดยได้

“ความคิดเห็นและข้อมูลดีๆ” ของตลาดน้ำมันโลก จาก “กูรูด้านพลังงาน” ของไทย 2 คนที่จะมาเล่าให้ฟัง...ดังนี้

นายมนูญ ศิริวรรณ
นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านธุรกิจการตลาดผู้บริหารบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นายมนูญเปิดฉากสนทนาแนวโน้มราคาน้ำมันโลกว่า ในระยะสั้นๆ หรือในไตรมาส 1 ปี 2558 (ม.ค.-มี.ค.) ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกจะยังเคลื่อนไหวในระดับราคา 50-70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เหมือนในปัจจุบัน โดยจะเห็นได้จากราคาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนต์ ส่งมอบเดือน ม.ค.2558 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 62.85 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นโชคดีของผู้ใช้น้ำมันทั่วโลก

“เหตุผลสำคัญๆที่ราคาน้ำมันลดลงแบบดิ่งเหวคือ กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก คือ “โอเปก” รวม 12 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนผู้ผลิตน้ำมัน 40% ของกำลังการผลิตรวมและกลุ่มนอกโอเปก อาทิ อังกฤษ เม็กซิโก บรูไน รัสเซีย แคนาดา ต่างไม่มีฝ่ายใดยอมลดกำลังการผลิตลงมา จนทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่ออกสู่ตลาดโลกล้นเกินความต้องการบริโภค”

กรณีดังกล่าว จึงเหมือนกับว่าผู้ผลิตน้ำมันทั้ง 2 กลุ่มกำลังเล่น “สงครามประสาท” ซึ่งกันและกัน จึงต้องรอดูต่อไปว่าฝ่ายใดจะยกธงขาวก่อน เพราะกลุ่มโอเปกให้เหตุผลที่ไม่ต้องการลดกำลังการผลิตลงเพียงฝ่ายเดียวนั้น ก็เพราะเห็นว่ากลุ่มนอกโอเปกเองก็ควรลดกำลังการผลิตลงด้วย

“ขณะนี้โอเปกผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลก 30.56 ล้านบาร์เรลต่อวัน กลุ่มนอกโอเปกผลิต 55 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมกัน 85 ล้านบาร์เรลต่อวัน และบางประเทศก็ลดการนำเข้า เพราะมีการนำปริมาณสำรองน้ำมันที่กว้านซื้อไว้ก่อนหน้านี้ออกมาใช้ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของทั่วโลกรวมกันมีเพียง 93 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งโอเปกยืนยันว่าตลอดไตรมาส 1 ปี 2558 จะยังคงตรึงกำลัง
การผลิตไว้ที่ 30.56 ล้านบาร์เรลต่อไป ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 800,000 บาร์เรลต่อวัน”

สำหรับไตรมาสแรกปี 2558 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกมีแนวโน้มร่วงไปทดสอบระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยอาจได้เห็นระดับเลข 4 นำหน้าราคา แต่คงไม่ต่ำแตะระดับ 40 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งอาจเคลื่อนไหวระดับ 47-49 เหรียญต่อบาร์เรล หลังจากที่ราคาที่เคลื่อนไหวในเดือน ธ.ค.แตะระดับ 62.5 เหรียญต่อบาร์เรล ถือเป็นตัวเลขที่ดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จากที่เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมายังมีราคาที่ระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล

ส่วนสาเหตุในระยะยาวที่จะกดดันให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลงต่อเนื่องไปอีกระยะ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. ศักยภาพในการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯจากที่เคยเป็นผู้กว้านซื้อน้ำมันเข้าไปสะสมที่กลับกลายมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานรายใหญ่ โดยล่าสุดสหรัฐฯมีกำลังการผลิตน้ำมัน 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมทั้งกำลังการผลิตจากแหล่งอื่นๆ ส่งผลให้มีน้ำมันเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ผลักดันราคาให้ตกต่ำลง

นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดิบจากประเทศแคนาดาที่โหมผลิตน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดโลกในปีนี้อีก วันละ 3.3 ล้านบาร์เรล รัสเซียอีก 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมทั้งลิเบีย ประเทศน้องใหม่ที่กำลังเร่งเพิ่มกำลังการผลิตให้เข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ต้องเผชิญปัญหาสงครามกลางเมืองมายาวนาน

ปัจจัยที่ 2 ความต้องการซื้อน้ำมันที่ลดลง โดยเฉพาะญี่ปุ่น สหภาพยุโรป (อียู) และจีน ที่เผชิญปัญหาภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ลดการนำเข้าน้ำมัน โดยเฉพาะอียูที่เคยนำเข้าน้ำมันรวมกันประมาณวันละ 15.3 ล้านบาร์เรล เมื่อปี 2552 ก็ลดเหลือเพียง 14.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้ และยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยที่ 3 จากความก้าวหน้าของประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงของยานพาหนะ เช่น ในปัจจุบันรถยนต์ในสหรัฐฯใช้เชื้อเพลิงน้อยลงกว่าก่อนมาก เพราะรถยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้การบริโภคน้ำมันลดลง

กับประเด็นที่คนไทย “คาใจ” กันทั้งประเทศก็คือ หากเปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา กับราคาของเดือน ธ.ค. ซึ่งลดลงไปถึง 43% แต่เหตุใดผู้ค้าน้ำมันกลับไม่ยอมลดราคาขายปลีกลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

นายมนูญกล่าวว่า เหตุที่เราไม่สามารถนำราคาของน้ำมันสำเร็จรูป (เบนซิน-ดีเซล) ไปเปรียบเทียบอ้างอิงในทันทีได้ เพราะต้องดูที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ที่ประเทศไทยนำเข้าเป็นตลาดหลักว่าราคาที่สิงคโปร์ลดลงอย่างไร โดยขณะนี้ราคาน้ำมันเบนซินที่สิงคโปร์กับประเทศไทยมีสัดส่วนที่ลดลงใกล้เคียงกัน

โดยส่วนหนึ่งที่ราคาน้ำมันดีเซลในไทยลดลงได้เพียง 30% เพราะความต้องการน้ำมันดีเซลที่ตลาดสิงคโปร์ยังสูง ที่สำคัญ ราคาขายปลีกน้ำมันคือ เนื้อน้ำมันจากหน้าโรงกลั่นในประเทศก็เฉลี่ยอยู่ที่ลิตรละ 14-15 บาทต่อลิตร แต่เหตุที่เมื่อนำมาจำหน่ายในท้องตลาดกลับมีราคาสูง เพราะต้องนำมาบวกบรรดาภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโรงเรือน ภาษีเทศบาล และเงินที่รัฐจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันไปสะสมในกองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์พลังงาน และค่าการตลาดอื่นๆ รวมแล้วตกอยู่ประมาณ 7-12 บาทต่อลิตรเข้าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นายมนูญมองว่าราคาน้ำมันโลกที่ลดลงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่เกิดขึ้นใน 6 เดือนสุดท้ายของปีนี้ ถือเป็นผลดีต่อประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมัน คือจะทำให้มูลค่าการนำเข้าน้ำมันในปีนี้ลดลงมาเหลือประมาณ 900,000 ล้านบาท จากที่ปกติต้องนำเข้าคิดเป็นเม็ดเงินสูงถึง 1 ล้านล้านบาท และส่งผลให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการใช้น้ำมันเหลือเพียง 1% เมื่อเทียบกับปี 2556 จากเดิมที่มีการขยายตัว 2% ต่อปี

ดร.ธีรเดช ทังสุบุตร
ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

“ดร.ธีรเดช” ได้ย้อนรอยในประเด็นเดียวกันว่า ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมาก บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ รวมทั้งกูรูผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในธุรกิจผลิต-ผู้ค้าน้ำมันมายาวนาน และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในกรณีที่เลวร้ายสุด ราคาน้ำมันดิบโลกน่าจะอยู่ที่ระดับ 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล น้อยคนจริงๆที่จะคาดการณ์แบบสุดโต่ง (Extream) ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะร่วงลงไปแตะ 50 เหรียญต่อบาร์เรล

ดร.ธีรเดชกล่าวนำ “ผมเองก็เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความผันผวนของตลาดน้ำมันมาแล้ว แต่ครั้งนี้ยากที่จะคาดเดาได้ว่าราคาน้ำมันควรจะอยู่ ณ ระดับใด เพราะมีปัจจัยที่เข้ามากระทบหลายเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องที่สหรัฐฯพบแหล่งน้ำมันดิบใหม่ และแหล่งก๊าซในประเทศจนกระทั่งลดการนำเข้าเชื้อเพลิงลงได้มากถึง 1 ล้านบาร์เรล...

เมื่อคนที่เคยเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ลดการซื้อน้ำมันเข้าเก็บสำรองในประเทศ ราคาน้ำมันจึงปรับลดลงตาม “ดีมานด์-ซับพลาย”

ขณะเดียวกัน ซาอุดีอาระเบีย ลูกพี่ใหญ่ของกลุ่มโอเปก ก็ยืนกรานไม่ปรับลดกำลังการผลิตลง ตลาดจึงดูเหมือนจะถูกช็อก และทำให้เชื่อว่าปริมาณน้ำมันล้นโลก”

ดร.ธีรเดชกล่าวว่า โดยส่วนตัวเขาไม่คิดว่าปริมาณน้ำมันจะเกิดสภาวะที่กล่าวขวัญกันว่า ล้นโลก เพราะน้ำมันต้องถูกใช้ไปทุกวันเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพลเมืองในโลก โดยเฉพาะในการใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนที่มีกระแสข่าวมากมายว่าซาอุดีอาระเบียจับมือกับสหรัฐฯ เพื่อบีบรัสเซีย หรือประสงค์จะทำให้บริษัทต่างชาติที่เพิ่งเข้าไปลงทุนในธุรกิจน้ำมันต้องเจ๊งกันระเนระนาด ด้วยการลดราคาน้ำมันลง หรือเฉือนกำไรตัวเองลงนั้น เป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าที่จะเชื่อถือ

“เรื่องอะไรจะต้องมาทำร้ายตัวเอง และพวกเดียวกันด้วยวิธีนี้ ส่วนจะหวังว่าทำแล้วรัสเซียตาย อย่างนั้นทั้งยุโรปก็คงจะอยู่ยากไปด้วย เรื่องของดีมานด์-ซัพพลายอาจจะเกี่ยวอยู่บ้างเมื่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในยุโรปยังอยู่ในภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันแล้ว อย่าลืมว่าน้ำมันไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน...

กระนั้นก็ตาม ผมว่าเป็นเรื่องน่าคิดอย่างมากที่ตลาดน้ำมันโลกจะถูกครอบงำได้ง่ายดายเพียงแค่คนคนเดียว ประเทศเดียว หรือคนกลุ่มเดียวอีกในยุคนี้”

สิ่งที่ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพลังงานเชื่อว่าเป็นต้นเหตุสำคัญก็คือ กระแสการเก็งกำไรในตลาดค้าน้ำมัน “สิ่งนี้เป็นเหตุผลให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวนรุนแรง และลดลงอย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเหลืออยู่เพียง 53-56 เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าหากการครอบงำตลาดทำให้ราคาดิ่งลงอีก ผมคิดว่าการศึกษาค้นคว้าวิจัยเรื่องพลังงานทดแทนคงได้รับผลกระทบแน่”

ดร.ธีรเดชกล่าวด้วยว่า ผลกระทบที่จะตามมาเป็นลูกโซ่กันในหลายด้านก็คือ การดำเนินการตามคำมั่นสัญญาในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน “ก็น้ำมันราคาถูกนี่ครับ จะหันไปใช้อย่างอื่นแทนฟอสซิล คงไม่ทำกัน” และที่จะเป็นปัญหาต่อไปเมื่อราคาน้ำมันเกิดความผันผวนก็คือ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันรายใหม่ๆอาจจะเจ๊ง

“6 เดือนที่แล้ว ยังไม่มีใครคาดคิดเลยว่าราคาน้ำมันจะรูดลงมาที่ระดับ 50 เหรียญ แต่ปัจจุบันกำลังมีผู้คาดเดาไปต่างๆนานาว่าราคาน้ำมันอาจจะปรับลดลงมากกว่านี้ นั่นทำให้ผู้ซื้อชะลอคำสั่งซื้อเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด ราคาน้ำมันก็จะยิ่งรูดลงต่ำต่อเนื่อง”

เมื่อถามถึงธุรกิจน้ำมันในกลุ่มบริษัท ปตท.จะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ดร.ธีรเดชกล่าวว่า ปตท.โชคดีที่มีเชน (Chain) หรือข้อตกลงร่วมระหว่างบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศหลายแห่ง เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งในลักษณะที่พุ่งขึ้นสูง หรือปรับลดลงเร็ว

ส่วนประเด็นเรื่องการลงทุนเพื่อหาแหล่งสำรองน้ำมันนั้น หากราคาน้ำมันต่ำมาก ก็ย่อมกระทบต่อการลงทุนที่สูงเป็นธรรมดา

“ปตท.มีธุรกิจครบวงจร คือ จากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่สำคัญกลุ่มบริษัทในเครือเรามีระบบบูรณาการที่ทำให้เราสามารถเฉลี่ยผลตอบแทนการลงทุนในกลุ่มได้ หรือใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ แต่ถ้าบริษัทใดในโลกไม่ได้ลงทุนในลักษณะที่ครบวงจรแบบเดียวกับ ปตท.ก็เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบสูง...

ถึงกระนั้นก็ตาม ผมคิดว่าผู้บริโภคโดยรวมย่อมจะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันลดลง และยังน่าจะทำให้ราคาค่าไฟฟ้า เช่น ค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่า FT ปรับลดลง ราคาสินค้าก็น่าจะปรับลดลงด้วย”

สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในปีหน้านั้น ดร.ธีรเดชตอบว่า ไม่อาจประเมินราคาในอนาคตได้ แต่ก็เชื่อว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับลดลงอยู่ บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในโลกอาจเผชิญภาวะการขาดทุนเป็นพันๆล้านเหรียญ
“ถ้าต้องเผชิญปัญหาความผันผวนของราคาเช่นนี้ ที่สุดโลกก็จะต้องหามาตรการดูแลผลกระทบนี้ร่วมกัน”

อย่างไรก็ตาม ดร.ธีรเดชกล่าวว่า ยังมีความเชื่อว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงจะอยู่ไม่นาน และที่สุดก็จะกลับมายืนอยู่เหนือระดับ 70 เหรียญต่อบาร์เรล เพราะน้ำมันไม่ใช่สินค้าประเภทแฟชั่น แต่เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้ตลอดเวลา ขณะที่การผลิต ขุดเจาะ และการซื้อขายในตลาดยังคงดำเนินต่อเนื่องไปทุกวัน

*******

เห็นจะต้องติดตามกันต่อไปว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศต่างๆหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อราคาที่ปรับตัวลดลงนั้น ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาต้องปรับลดราคาลงด้วย แม้จะลดแล้วมีอันต้องขาดทุน เนื่องเพราะมีต้นทุนสูง หรือลงทุนไว้ในราคาที่สูงขณะที่น้ำมันดิบยังไม่ปรับลดราคาลงก็ตาม

และคนที่ต้องเฝ้าจับตาดูผลแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คือรัฐบาล และหน่วยงานที่กำกับดูแลงานด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมือให้พร้อมนั่นเอง!!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจน้ำมันเศรษฐกิจโลกราคาน้ำมันดิบมนูญ ศิริวรรณธีรเดช ทังสุบุตรเบนซินดีเซล

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้