ข่าว
100 year

สรรพากรเอาจริงอี-คอมเมิร์ซ ยื่นโนติสแม่ค้า 5 แสนรายทั่วไทยจ่ายภาษีด่วน!

ทีมข่าวเศรษฐกิจ18 ธ.ค. 2557 05:00 น.
SHARE

สรรพากรส่งหนังสือถึงผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ 5 แสนรายทั่วประเทศเพื่อแจ้งให้ทราบถึงหน้าที่ผู้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกัน ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบผู้มีรายได้จากการค้าขายธุรกิจนอกระบบ เช่น ธุรกิจค้าของเก่า และ ธุรกิจค้าขายในตลาดนัดขนาดใหญ่ เพื่อให้เสียภาษีตามกฎหมาย

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรได้ส่งหนังสือไปยังผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงภาระหน้าที่ในการเสียภาษีของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จำนวนรายชื่อของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้มูลค่าการซื้อขายและรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจในแต่ละปีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ยังมีผู้ประกอบการที่ไม่เข้าระบบเสียภาษีเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน

“หนังสือที่กรมสรรพากรได้ส่งไปให้ผู้ประกอบการ บอกเพียงว่าหน้าที่ในการเสียภาษีของผู้มีรายได้ที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่าง ไรและสามารถชำระภาษีผ่านช่องทางใดได้บ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวนั้นเข้ามาอยู่ในระบบภาษีอย่าง ถูกต้อง”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของผู้มีรายได้จากธุรกิจจำนวนประมาณ 500,000 รายทั่วประเทศ กรม สรรพากรพบว่ายังมีผู้ประกอบธุรกิจที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้องประมาณ 50,000 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งที่เข้ามาอยู่ในระบบแต่เสียภาษีไม่ครบถ้วน และยังมีผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบการเสียภาษีเลย ดังนั้น กรมสรรพากรจึงต้องส่งหนังสือเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว

“ในแง่ของรายได้จากภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บจะไม่มาก เพราะบางรายมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แต่กรมสรรพากรก็ต้องให้ผู้ประกอบการรับทราบว่าแม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แต่ก็ต้องยื่นแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร เพราะถือว่า เป็นผู้ที่มีรายได้ ส่วนในรายที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ ก็จะต้องเสียภาษี ซึ่งขณะนี้กรมสรรพากรมีข้อมูลครบถ้วนว่าแต่ละรายมีรายได้แต่ละปีจำนวนเท่าใด”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายธุรกิจที่กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้จากการประกอบอาชีพต่างๆ เสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีในระบบ โดยในส่วนธุรกิจที่อยู่นอกระบบ เช่น ธุรกิจค้าของเก่า ธุรกิจค้าขายตามตลาดนัดขนาดใหญ่ต่างๆ ซึ่งยังพบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากยังไม่เข้าสู่ระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

“กรณีค้าของเก่านั้น ก็ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดู แต่เราก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถลงลึกได้ทั้งหมด เพราะเป็นธุรกิจเงินสดซื้อขายไป ไม่มีหลักฐานทางด้านการเงิน เช่น บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่ใช้ในการโอนเงิน ส่วนธุรกิจซื้อขายเช่าพระเครื่อง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เราก็ไม่ได้เข้ามาเข้มงวดเพราะตรวจสอบอยากว่าบุคคลที่มีการซื้อขายพระเครื่องเพื่อค้ากำไรหรือไม่ ยกเว้นแผงพระเครื่องที่มีหน้าร้านมั่นคงถาวร”

นายประสงค์กล่าวว่า วิธีหนึ่งที่กรมสรรพากรจะเข้าไปจัดเก็บภาษีจากกลุ่มธุรกิจที่อยู่นอกระบบได้ คือ การประสานความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในการเข้าไปตรวจค้นหรือจับกุมผู้ที่ทำธุรกิจนอกระบบ ซึ่งรวมถึงธุรกิจที่ผิดกฎหมายต่างๆ เพราะถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีรายได้ แต่ไม่ได้มีการยื่นชำระภาษีอย่างถูกต้อง

“การดำเนินการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซรู้ถึงภาระหน้าที่ในการเสียภาษีอย่างถูกต้อง หรือ เข้าตรวจสอบผู้ที่มีรายได้แต่ทำธุรกิจนอกระบบ ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษีในระบบด้วย”

นายประสงค์กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2558 กรมสรรพากรได้รับมอบหมายในการจัดเก็บรายได้ 1.92 ล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณปี 2557 ถึง 14% ดังนั้น ในปีงบประมาณนี้ กรมสรรพากรจึงต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจปีหน้าไม่ดีอย่างที่คาดการณ์เมื่อต้นปี 2557 โดยกรมสรรพากรได้รับมอบหมายภาษีโดยคำนวณจากประมาณการเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโต 4.5-5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ผลการจัดเก็บรายได้ในช่วง 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) ที่ผ่านมา กรมสรรพากรจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมาย 1,900 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องหาหนทางเพื่อเพิ่มรายได้ให้กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ตรงกับเป้าหมาย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประสงค์ พูนธเนศกรมสรรพากรอี-คอมเมิร์ซผู้ประกอบการภาษี

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้