ข่าว
100 year

ปฏิรูปอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่งขึ้นศาลการเมือง

ลม เปลี่ยนทิศ16 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

วันนี้วันที่สองที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ประชุมพิจารณาข้อเสนอของ กรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะ 246 เรื่อง ก่อนสรุปวันพรุ่งนี้เพื่อส่งต่อให้ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม ข้อเสนอของกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะที่เต็มไปด้วยนักวิชาการ ผมดูแล้วก็ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากนัก โดยเฉพาะใน ประเด็นการปฏิรูปการเมืองและการตรวจสอบนักการเมือง แทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง

นักวิชาการบางคนให้สถาบันในสังกัดไปทำโพลสนับสนุนข้อเสนอตัวเอง คนทำปฏิรูปยังมีปัญหาเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ แล้วจะไปปฏิรูปอะไร

ความจริง “การปฏิรูปการเมือง” ว่าด้วย “การเข้าสู่เวทีการเมือง” และ “การเข้าสู่อำนาจการเมือง” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าไม่ปฏิรูปตรงนี้ เราก็จะได้นักการเมืองไม่ดีไปเป็นรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมา บ้านเมืองก็เละอย่างที่เห็น

แต่กรรมาธิการปฏิรูปกลับไม่มีข้อเสนอใหม่เลยในเรื่อง “การปฏิรูปการเมือง” นอกจาก ขยายเขตเลือกตั้งเป็นพวงใหญ่เขตละ 3 คน ลดจำนวน ส.ส.ลงมาเหลือ 350 คน ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาการซื้อขายเสียงแต่อย่างใด

ผมก็ได้แต่หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ผู้กลั่นกรองขั้นสุดท้าย จะไม่ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปง่ายๆ โดยไม่มีการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะประเด็น “การปฏิรูปการเมือง” ที่เป็นตัวบ่อนทำลายชาติบ้านเมืองมาหลายสิบปี ตั้งแต่การลงสมัครรับเลือกตั้ง ไปจนถึงการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะกลับไปสู่ยุคเก่าอีก

เรื่องการปฏิรูปการเมือง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ คุณอลงกรณ์ พลบุตร ที่เสนอให้มีการจัดตั้ง ศาลปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ขึ้นมาพิจารณา คดีทุจริตของนักการเมือง โดยเฉพาะ โดยใช้หลักคดีทุจริต ไม่ใช่คดีอาญา แต่ละคดีต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 120 วัน ไม่ใช่เอาไป ดองข้ามภพข้ามชาติ กันตั้งแต่ ตำรวจ ดีเอสไอ ป.ป.ช. สำนักอัยการสูงสุด บางคดีคนทุจริตตายไปแล้วก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ

ศาลปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน จะทำให้ การตรวจสอบนักการเมืองทุจริต ในสภามีผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจกันแทบตายสามวันสี่คืน หลักฐานก็มัดตัวเห็นอยู่ทนโท่ แต่พอถึงเวลาลงมติยกมือกันในสภา มติเสียงข้างมากให้ความไว้วางใจ คดีทุจริตทุกอย่างก็จบลงแค่นั้น ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อกลไกระบบรัฐสภา และระบบพรรคการเมือง

แต่งานนี้ คุณอลงกรณ์ บอกว่า เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องมีการลงมติ แต่ ส.ส.เสียงข้างน้อย หรือ ส.ส.ฝ่ายค้าน สามารถนำเรื่องการทุจริตที่นำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ส่งฟ้องศาลปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้เลย ใช้ระบบไต่สวน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาจะต้องขึ้นศาลพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง และ ศาลต้องตัดสินภายในเวลา 120 วัน ต่อไปจะได้เห็นนายกฯ และรัฐมนตรีติดคุก ถูกยึดทรัพย์ เพื่อป้องกันนักการเมืองซื้อเสียงเข้าไปมีอำนาจในรัฐบาล

คุณอลงกรณ์ ยังเสนออีกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องผ่านการกลั่นกรองโดย องค์กรตรวจสอบจริยธรรมและคุณธรรมในทุกระดับ เช่น การตรวจสอบก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง จะได้รู้ว่าเงินทองและทรัพย์สินร้อยล้านพันล้านบาทที่ยื่นแสดงบัญชี ได้มาถูกต้อง ผ่านการเสียภาษีเงินได้แล้ว ประเด็นนี้ผมสนับสนุนเต็มที่ เพราะเขียนเรียกร้องมานานแล้ว

“ไม่มีอีกแล้ว ประเภทหิ้วกระเป๋ามาใบเดียว มีเงินมากมาย เป็นเงินจากการทุจริต แล้วเข้ามาเป็น ส.ส. เป็นรัฐมนตรีอย่างในอดีตที่ผ่านมา” คุณอลงกรณ์สรุป

นี่คือตัวอย่าง “การปฏิรูปที่แท้จริง” ไม่ใช่ ให้เจ้าของพรรคนายทุนพรรค เป็นคน เลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรี แล้วส่งไปให้ประชาชนไปเลือกเป็นพิธีการอีกที อย่างที่มีการเสนอ แบบนั้นเรียกว่า “ลักหลับ” เหมือนกัน ไม่เห็นจะปฏิรูปตรงไหน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศการปฏิรูปการเมืองคอร์รัปชันประยุทธ์ จันทร์โอชา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้