Thairath Logo
กีฬา

บิ๊กตู่สวนบิ๊กจิ๋ว ไม่มีแน่ปฏิวัติซ้อน

Share :

กมธ.ชงเลือกตั้งนายกฯ พท.-ปชป.คัดค้านสุดลิ่ม

แกนนำ คสช.-บิ๊กรัฐบาลดาหน้าสยบข่าวปฏิวัติซ้อน “ประยุทธ์” ลั่นไม่ทำปฏิวัติตัวเอง มั่นใจไม่มีคนอื่นลงมือ ด้าน “บิ๊กต๊อก” เชื่อคำพูดนายกฯ ส่วนใครจะคิด จะไปทราบได้อย่างไร มติ กมธ.ปฏิรูปการเมืองไฟเขียวเลือกตั้งตรงนายกฯ-ครม. โละทิ้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์สกัดนายทุนครอบงำ “สมบัติ” โต้ลั่นไม่ใช่รูปแบบประธานาธิบดี ริบดาบนายกฯยุบสภาไม่ได้ “ประสาร” นำ 4 กมธ.เสียงข้างน้อยลุยค้านต่อในเวที สปช. ชี้อันตรายนายกฯผูกขาดอำนาจนั่งยาว 4 ปี พท.จวกนายกฯจาก ปชช.ไม่ฟังเสียง ส.ส. สภาฯป่วนแน่ “นิพิฏฐ์” ขย่มเนื้อหาชัดเจนเป็นระบบประธานาธิบดี กมธ.ปฏิรูป ก.ม.เฉือนวาระตุลาการศาล รธน. เหลือ 6 ปี ยกเลิกล็อกสเปกสายนิติศาสตร์-รัฐศาสตร์ เขียนชัดกรอบหน้าที่ใน รธน.ป้องกันตีความเกินอำนาจ นายกฯรีบส่งคนลงพื้นที่เคลียร์ม็อบยางทุ่ม 2 หมื่นล้านพยุงราคา

กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนรัฐบาลให้ระวังอาจเกิดการปฏิวัติซ้อน เนื่องจากสาเหตุความขัดแย้งในการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลไม่เป็นที่พึงพอใจของหลายฝ่าย ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าจะไม่มีการปฏิวัติซ้อนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำปฏิวัติตัวเอง หรือคนอื่นดำเนินการ

“บิ๊กตู่” ลั่นไม่ปฏิวัติตัวเอง คนอื่นก็ไม่ทำ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 5 หน่วยงานประกอบด้วยกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เริ่มให้บริการเดือน เม.ย.58

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนรัฐบาลให้ระวังอาจมีการปฏิวัติซ้อนว่า “ผมไม่ปฏิวัติตัวเองหรอก” เมื่อถามย้ำว่า แล้วถ้าคนอื่นปฏิวัติล่ะ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสวนตอบทันทีว่า “ไม่มีหรอก” เมื่อถามว่า มั่นใจเช่นนั้นหรือ นายกฯตอบย้ำว่า “ไม่มีหรอก”

“อนุพงษ์” ฟันธงเป็นไปไม่ได้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า บอกได้เลยว่าไม่มีการปฏิวัติซ้อนแน่นอน ส่วนสาเหตุที่ พล.อ.ชวลิตออกมาพูดไม่ขอวิพากษ์ วิจารณ์หรือมีความเห็นอะไร เรารู้สถานการณ์ดีว่าจะไม่เกิดการปฏิวัติขึ้นแน่นอน เพราะประชาชนพึงพอใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร มั่นใจว่าตราบใดที่รัฐบาลยังคงพยายามทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศชาติตามกรอบที่นายกฯ ได้ให้แนวทางไว้ ทุกคนไม่ได้ทำอะไรที่สังคมรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตหรือใช้อำนาจไม่เป็นไปตามครรลอง เชื่อว่าสังคมจะให้โอกาส ส่วนข้อเสนอของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้บัญญัติที่มาของนายกฯ และคณะรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนนั้นไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ เป็นหน้าที่ของ สปช.จะพิจารณาทุกแง่มุมให้ได้ข้อยุติ

“บิ๊กต๊อก” เชื่อตามคำพูดผู้นำ

ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และรอง ผบ.ทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯออกมาเตือนจะมีปฏิวัติซ้อนว่า นายกฯตอบไปแล้ว เกี่ยวอะไรกับตน ส่วนจะมีคนอื่นคิดหรือไม่ จะไปทราบได้อย่างไร เมื่อถามว่า มั่นใจในกองทัพหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า “ผมมั่นใจตัวนายกฯ นายกฯบอกแล้วไม่มี” เมื่อถามว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในสภาวะปกติหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า เมื่อการปฏิรูปเริ่มเข้มข้นจะมีคนออกมาให้ความคิดเห็น ซึ่งไม่ได้ผิดปกติ ส่วนที่ยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันต้องทำความเข้าใจ ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ตัวเองสุดโต่ง และการปฏิรูปต้องเดินเข้าหากันและคุยกัน ถ้าคุณได้ไป 90% อีก 10% ก็ไม่ยอมคุณ ดังนั้น ต้องคุยกัน ต้องพบกันในสิ่งที่พอใจ ขอให้คิดถึงประชาชน อย่าคิดถึงหมู่คณะ สำหรับการเสนอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ตอบส่วนตัวไม่ได้ เป็นเรื่องของ คสช. ครม.และ สนช.ที่ทำงานร่วมกัน แต่นายกฯบอกแล้วว่าอะไรที่เป็นผลประโยชน์กับบ้านเมือง ทุกคนต้องการและเห็นด้วยก็ว่ามา ท่านพร้อมจะดูแลให้

“อุดมเดช” ฟังคำสั่งนายกฯเคร่งครัด

ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล รัฐบาลและ คสช.พยายามทำงานแก้ปัญหาเต็มที่ และจะทำต่อไป สิ่งที่ พล.อ.ชวลิตพูดออกมา เราก็รับฟัง ตนและกองทัพอยู่ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม พยายามดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯอย่างเคร่งครัด

“น้องประยุทธ์” บอกแค่ข่าวลือ

พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วย ผบ.ทบ.และสมาชิก สนช.กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนรัฐบาลให้ระวังปฏิวัติซ้อนว่า ไม่เคยได้ยินข่าว ไม่มีกระแส ไม่ทราบว่าเอาข่าวมาจากไหน คิดว่าเป็นเพียงข่าวลือ ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการปฏิรูป ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง ทั้งนี้กองทัพบกยังคงทำงานต่อไปในสายงานปกติ ส่วนรัฐบาลและ คสช.ก็ทำงาน สำหรับแนวคิดการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขณะนี้ตนยังไม่เห็น จะมีส่วนช่วยในการสร้างความปรองดองหรือไม่ ต้องรอดูกันต่อไป เพราะทุกคนใน สนช.สามารถแสดงความคิดเห็นได้ และจะเห็นด้วยหรือไม่ ต้องรอผลการประชุม สนช.ครั้งต่อไป

“บวรศักดิ์” ชี้เลือกตั้งนายกฯยังไม่ยุติ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีข้อเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรงว่า ยืนยันว่าประเด็นที่แต่ละฝ่ายเสนอมายังไม่เป็นที่ยุติและยังไม่ใช่มติของ กมธ.ยกร่างฯ เป็นเพียงความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเท่านั้น ต้องนำเข้าที่ประชุมใหญ่ สปช.เพื่อพิจารณาระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค. โดย กมธ.ยกร่างฯจะเข้าร่วมรับฟังด้วย ข้อยุติของ กมธ.ยกร่างฯจะมีความชัดเจนช่วงระหว่างวันที่ 18-26 ธ.ค. ส่วนกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนที่ดำเนินการโดย ครม. สปช. สนช. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการควบคู่ไปกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนนำมาปรับแก้จนถึงกลางเดือน เม.ย.58

เปรียบให้รอชิมแกงส้มสูตรเด็ด

เมื่อถามว่า ข้อเสนอที่มีการถกเถียงจะทำให้สถานการณ์เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่วุ่นวาย เป็นเพียงการเสนอความคิดเห็น ทุกคนเสนอความเห็นได้ แต่อย่าลุกขึ้นชี้หน้าด่าหรือตีกันเท่านั้นเอง เวลานี้พ่อครัวทุกคนกำลังเสนอว่าแกงส้มสูตรใครจะอร่อยกว่ากัน ซึ่งในช่วงปลายเดือน ธ.ค. คณะ กมธ.ยกร่างฯจะส่งข้อยุติเบื้องต้นที่ได้รับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองต่างๆ และความเห็นของ กมธ.รับฟังความเห็นและมีส่วนร่วมของประชาชน เกี่ยวกับการเลือกตั้งให้พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของพรรคการเมืองว่ามีท่าทีอย่างไร

อย่ากังวลยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ด้านนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะ กมธ.การปฏิรูปการเมือง เสนอให้เลือกนายกฯและ ครม.โดยตรงว่า ส่วนตัวไม่สามารถให้ความเห็นได้ เพราะต้องทำหน้าที่ประธาน สปช. แต่อย่ากังวลกับคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะถือว่ายังไม่ใช่ข้อยุติ ต้องขอบคุณที่มีการให้ความเห็นและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง มีความเห็นหลากหลาย เชื่อว่าประชาชนจะไม่สับสนแยกออกได้ว่า ใครให้ความเห็นหรือข้อสรุป ขณะที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดโอกาสให้เสนอความเห็นได้ และทุกคนที่เสนอต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ความเห็นสุดท้าย กระแสข่าวตัวแทนของ สปช.และ สนช.จะเดินทางไปดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 10-13 ธ.ค.เป็นคำเชิญจากรัฐบาลจีน เชิญตัวแทนรัฐสภาไทยไปดูงานเรื่องปฏิรูปของจีน 2-3 เรื่อง จะไปศึกษาดูงานเฉพาะประเด็นปฏิรูปพลังงาน โดยประธานคณะกรรมาธิการที่เป็นตัวแทน สปช.มี 4 คน ขอถอนตัว 2 คน เพราะติดภารกิจเสนอความเห็นการปฏิรูปต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ

“สมบัติ” โต้ลั่นระบบประธานาธิบดี

เมื่อเวลา 10.00 น. นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวก่อนการประชุมพิจารณาข้อเสนอการปฏิรูปด้านการเมืองว่า กมธ.จะสรุปสาระสำคัญทั้งหมดก่อนจะส่งให้ที่ประชุมใหญ่ สปช.พิจารณาก่อนนำส่งให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบการพิจารณาภายในวันที่ 19 ธ.ค.ยืนยันมติเสียงข้างมากของที่ประชุมเห็นชอบที่ให้เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ตรง เพราะประชาชนจะรู้ว่าใครจะมาเป็น สามารถ ตรวจสอบประวัติได้ก่อนจะเลือก ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลกรณีการตรวจสอบจะมีการออกแบบวิธีการตรวจสอบทั้งนายกฯและ ครม.ได้ โดยตั้ง กมธ.ไต่สวนร่วมกับอัยการอิสระและให้นำส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ระบบการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา แม้ข้อมูลดีพบการทุจริตอย่างไรแต่ไม่เคยถอดถอนหรือทำสำเร็จสักราย ทั้งนี้ กมธ.ยังคงอำนาจ ส.ว.ในการถอดถอนได้ ส่วนฝ่ายที่คัดค้านระบุว่าจะกลาย เป็นระบอบประธานาธิบดีก็ไม่ใช่ เพราะไทยยังใช้ระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นการเลือกนายกฯโดยตรง มีเงื่อนไขแตกต่างกันไม่ได้เป็นประมุข

เลิกปาร์ตี้ลิสต์สกัดนายทุนครอบงำ

นายสมบัติกล่าวต่อว่า ส่วนระบบการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า กมธ.เสนอให้ใช้แบบแบ่งเขตใหญ่มีผู้แทนฯ 3 คนต่อเขต ผู้ใช้สิทธิ์จะมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงในการเลือก ระบบบัญชีรายชื่อไม่จำเป็นต้องมี เพราะสร้าง ปัญหาเรื่องระบบนายทุนเข้ามาเป็นนักการเมือง และหัวหน้าพรรค ใช้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ใกล้ชิดมาเป็นฐานอำนาจสร้างอิทธิพลให้ตัวเอง ที่นักการเมืองต่าง ไม่เห็นด้วยเป็นเรื่องปกติ เรากำลังปฏิรูประบบให้ดีขึ้นจากระบบเดิมที่มีปัญหา เมื่อรู้ปัญหาแล้วแต่ยังทำแบบเดิมก็ไม่ดี ต้องทำระบบการเมืองให้ดีขึ้น ส่วนอำนาจของ ป.ป.ช.ยังคงเดิม แต่ให้มีความหลาก หลาย ไม่แทรกแซงโดยฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดอยู่ที่ กมธ.ยกร่างฯ จะเอาด้วยหรือไม่อย่างไร

มติ กมธ.ไฟเขียวเลือกตั้งนายกฯ–ครม.

ต่อมาเวลา 15.00 น. นายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช.ในฐานะโฆษก กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบระบบการเลือกตั้งให้ ส.ส.ในสภามีจำนวน 350 คน คิดสัดส่วนเป็น 1 ต่อ 2 แสนคน และไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมทั้งให้มีการ เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ว.กำหนดให้มี 154 คน มาจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด และสรรหาตามกลุ่มอาชีพจำนวน 77 คน นายสมบัติจะแถลงความชัดเจนในวันที่ 9 ธ.ค. ส่วน ตัวเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง เพราะมองว่าเป็น การเพิ่มอำนาจให้นายกฯมากเกินไปและไม่ช่วยแก้ปัญหาการซื้อเสียง คนที่ชนะการเลือกตั้งต้องใช้งบประมาณมหาศาล เหตุผลที่เสียงข้างมากระบุว่า ต้องการให้นายกฯทำงานครบ 4 ปี ถือเป็นเรื่องอันตราย หากรัฐบาลเข้มแข็งมากเกินไป จะเป็นการ ผูกขาดอำนาจและยากต่อการตรวจสอบ เปรียบเหมือน เสือติดปีกแถมยังดำน้ำได้อีก เขาจะอ้างได้ว่ามาจาก ประชาชนโดยตรง ทำอะไรเขาไม่ได้

5 เสียงข้างน้อยค้านต่อเวที สปช.

นายประสารกล่าวต่อว่า รูปแบบการเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง ส่วนตัว และ กมธ.อีก 4 คน ขอสงวนคำแปรญัตติ ประกอบด้วย นายชัย ชิดชอบ นายชูชัย ศุภวงศ์ พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก และนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะขัดกับหลักการปฏิรูปที่ต้องให้อำนาจประชาชนเหนือกว่ารัฐบาล และหากมีการเลือกตั้งนายกฯ และ ครม.เป็นคนละพรรคกับเสียงข้างมาก ก็ทำให้การทำงานลำบาก แต่หากเป็นกลุ่มเดียวกันก็จะเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ส่วนตัวและพวกจะไปเสนอความไม่เห็นด้วยต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ และเชื่อว่าเมื่อถึงขั้นตอน การยกร่างฯ คาดว่า กมธ.ยกร่างฯ จะไม่เห็นชอบ ตามแนวทางที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอมา โดยเฉพาะประเด็นการเลือกนายกฯและ ครม.โดยตรง ตามเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น

แจงนายกฯ สั่งยุบสภาไม่ได้

ช่วงเย็น นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะ กมธ.การปฏิรูปการเมือง เปิดเผยว่า กมธ.รับรองมติที่ได้ประชุมเรียบร้อยแล้ว มีเรื่องโครงสร้างการเมืองให้ยึดหลักแบ่งแยกอำนาจ ประชาชนเป็นผู้เลือก ครม.โดยตรง ในบัญชีรายชื่อ ครม.ให้ระบุ รายชื่อนายกฯ และ ครม.ทั้งคณะทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่มีอำนาจยุบสภาฯ รวมทั้งมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้สภาฯ พิจารณา ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติแบ่งเป็น 2 สภาฯ คือ 1.ส.ส.จำนวน 350 คน จากการ เลือกตั้งตามเกณฑ์จำนวนประชากร 2 แสนคนต่อ ส.ส. 1 คน และเลือกตั้งไม่เกินเขตละ 3 คน โดยให้คนที่ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรกชนะการเลือกตั้ง 2.ส.ว.จำนวน 154 คน จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจังหวัดละ 1 คน ได้ 77 คน และอีก 77 คน จากการเลือกตั้งองค์กรวิชาชีพ

ชงตั้งศาลปราบโกง–ศาลเลือกตั้ง

นายสมบัติกล่าวต่อว่า สำหรับ ส.ว.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและให้ความเห็นชอบตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายที่เสนอโดยสภาฯ นอกจากนี้สภาฯ มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายทุกประเภท และฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรวจสอบไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบ ให้ส่งฟ้องศาลคดีการเมืองได้โดยตรง รวมทั้งให้จัดตั้งองค์กรอิสระ เพิ่มคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ทำหน้าที่ประเมินบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการประจำ ระดับสูงหรือเทียบเท่าระดับ 10 ขึ้นไป เนื่องจากอดีตมีปัญหานักการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง รวมถึงให้คณะกรรมการดังกล่าวประเมินผลโครงการระดับใหญ่ของรัฐ เพื่อความคุ้มค่าทางการเงินให้รัฐบาลรับทราบ และรัฐบาลจะต้องทำตามการประเมินของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ เสนอจัดตั้งศาลว่าด้วยคดีทุจริตและประพฤติไม่ชอบ และจัดตั้งศาลเลือกตั้ง พิจารณาคดีผู้ทุจริตการเลือกตั้งโดยตรง

จ่อทำโพลถามชาวบ้านชี้ขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุม กมธ.การเมืองฯ มี กมธ.อภิปรายแสดงความเห็นถึงการเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรงอย่างกว้างขวาง ซึ่งมี กมธ.ทักท้วงข้อเสนอดังกล่าว และพูดคุยถึงการที่สังคมไม่เห็นด้วย ซึ่งมี กมธ.เสียงข้างน้อย 6-7 คน อาทิ นายดิเรก ถึงฝั่ง นายไพบูลย์ นิติตะวัน นายชัย ชิดชอบ นายประสาร มฤคพิทักษ์ และ พล.ท.ฐิติวัจน์ กำลังเอก สงวนความเห็น ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเห็นด้วยหรือไม่ หากไม่เห็นด้วยก็จะจบไปและจะตกในชั้น กมธ.ยกร่างฯ ทั้งนี้มี กมธ.เสนอให้สำรวจความเห็นประชาชนว่าเห็นด้วยกับการเลือกนายกฯ และคณะรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่ โดยมีข้อเสนอให้กำหนดประเด็นคำถาม ได้แก่ 1.เลือกนายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกของ ส.ส.ซึ่งเป็นระบบเดิม 2.เลือกโดย ส.ส.และ ส.ว.ในรัฐสภา และ 3.เลือกจากประชาชนโดยตรง พร้อมกับการเลือก ส.ส. ซึ่งที่ประชุมมีมติจะเสนอเรื่องนี้ให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการ

กมธ.หั่นวาระศาล รธน.เหลือ 6 ปี

ที่รัฐสภา นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมว่า คณะ กมธ.มีความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญมีจำนวน 9 คน แต่ลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 6 ปี เป็นได้แค่วาระเดียว เนื่องจากเห็นว่า ระยะเวลา 6 ปี เป็น เวลาที่ไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนที่มาของศาลรัฐธรรมนูญให้มาจากคณะกรรมการสรรหาชุดหนึ่ง ที่จะหลากหลายจากภาคส่วนอื่นๆมากขึ้น ไม่ใช่แค่ 7 อรหันต์เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาชุดนี้จะพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ศาลรัฐ– ธรรมนูญ 2-3 เท่า หรือ 18-27 คน เพื่อส่งให้วุฒิสภาพิจารณากลั่นกรองให้เหลือ 9 คน ไม่ใช่ส่ง มาเพื่อให้ ส.ว.ประทับตราให้ความเห็นชอบเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพราะ ส.ว.จะมีส่วนร่วมในการพิจารณามากขึ้น ไม่ใช่ตรายางเหมือน ที่ผ่านมาอีกต่อไป

บี้เขียนอำนาจหน้าที่ให้ชัดใน รธน.

นายวันชัยกล่าวว่า ส่วนเรื่องอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจะต้องเขียนระบุในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดีใดได้บ้าง เช่น ความขัดแย้งระหว่าง องค์กร ความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการวินิจฉัยเกินอำนาจหน้าที่เหมือนในอดีต ที่ผ่านมาแม้รัฐธรรมนูญปี 50 ระบุอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไว้ แต่ไม่มีความชัดเจน ทำให้เกิดการตีความกันเอง ดังนั้นรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเขียน อำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม คณะ กมธ.ไม่ได้เสนอว่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่พิจารณาคดีอะไรได้บ้าง จะให้คณะ กมธ.ยกร่างฯเป็นผู้พิจารณาเอง ขณะเดียวกันเรื่องคุณสมบัติของศาลรัฐธรรมนูญต้องเปิดกว้าง ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมาจากผู้พิพากษา ผู้มีความรู้ด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว

ตีกันห้ามศาล รธน.งดออกเสียง

นายวันชัยกล่าวว่า นอกจากนี้เรื่องการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญ จะให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องทำคำวินิจฉัยส่วนตัวให้เสร็จก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยลงมติ เพื่อป้องกันไม่ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้วิธีงดออกเสียงในการลงมติ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ กรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. กล่าวว่า ได้ทำความเห็นส่วนตัวเสนอเพิ่มต่อคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทุกคน ต้องทำคำวินิจฉัยส่วนตัวก่อนจะลงมติตัดสินคดีใดๆ ให้เหมือนกับรูปแบบของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคนต้องไปศึกษาข้อมูลมาจริงๆ และมีเหตุผลของตัวเองที่อธิบายได้ในการลงมติ ไม่ใช่ไปยกมือลงความเห็นตามกรรมการคนอื่น ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ อาจนำความเห็นดังกล่าวไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกก็ได้

อนุ กมธ.เพิ่มอิสระ-ลดซ้ำซ้อน อปท.

ที่รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าการพิจารณาผลการดำเนินงานของอนุ กมธ.คณะที่ 6 ภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดี และสถาบันการเมือง หมวด 7 การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น ที่มี นพ.กระแส ชนะวงศ์ เป็นประธานว่า อนุ กมธ.เสนอหลักการสำคัญที่ควรบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 9 ข้อคือ 1. กำหนดบทบัญญัติให้ความสำคัญการกระจายอำนาจของ อปท. 2.ให้มีกฎหมายที่ต่อเนื่องและบังคับใช้ได้จริงต่อ อปท. 3.อปท.ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการจัดบริการสาธารณะพื้นฐานในท้องถิ่น 4.ให้ อปท.มีอิสระในการบริหารจัดการแก้ปัญหาในพื้นที่ 5.ให้ปรับปรุงระบบการบริหารงานของ อปท.ทุกด้าน 6.ให้ อปท.มีอิสระ มีมาตรฐานกลาง 7.ให้ อปท.เป็นหน่วยงานหลักจัดการบริการสาธารณะ 8.การเปิดโอกาสให้ อปท.มีโครงสร้าง รูปแบบที่หลากหลายยึดโยงประชาชน 9. การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานใน อปท.เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบ

12 ธ.ค.เชิญ “โภคิน” ให้ข้อมูล

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า การประชุม กมธ.ยกร่างฯในวันที่ 9 ธ.ค. เวลา 10.00 น. จะพิจารณาการสร้างความปรองดอง โดยมีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน จากนั้นวันที่ 11 ธ.ค.จะพิจารณาเรื่ององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และวันที่ 12 ธ.ค.เวลา 09.30 น. พรรคเพื่อไทยมอบหมายให้นายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยมาให้ข้อมูล ความเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่อ กมธ.ยกร่างฯ ช่วงบ่ายจะพิจารณาเรื่องสถาบันการเมือง ชุดนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธาน และในวันที่ 15-17 ธ.ค.จะมีการพิจารณารายละเอียดของ สปช.ก่อนจะส่งให้ กมธ.ยกร่างฯพิจารณาต่อไป ซึ่งจะถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ด้วย

กกต.ขอขยายเวลาแจกใบแดง

พล.อ.เลิศรัตน์ ในฐานะประธานคณะอนุ กมธ.ประสานเพื่อรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สปช. และองค์กรอื่นๆใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยด้วยว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตอบกลับจดหมายของอนุ กมธ. ที่สอบถามถึงปัญหาและการปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ เบื้องต้นมีข้อเสนอที่น่าสนใจ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอขยายเวลาการพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง กรณีทุจริตการเลือกตั้งก่อนการประกาศ รับรองให้เป็น ส.ส. หรือการให้ใบเหลือง ใบแดงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ออกไปเป็น 60 วัน จากเดิมที่ให้เวลา 30 วัน เพราะผู้ถูกกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้งไม่ยอมให้ปากคำ ในลักษณะประวิงเวลา ทำให้ กกต. ต้องประกาศรับรองผลไปก่อนแล้วค่อยสอยภายหลัง เมื่อรับรองการเป็น ส.ส.แล้ว ส.ส.รายนั้นทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง และส่งเรื่องให้ศาลตัดสินก็เกิดปัญหาพยานกลับคำให้การในชั้นศาล เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของนักการเมืองในพื้นที่ ทำให้การคัดกรองตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้ปรับเกณฑ์การรับรอง ส.ส.ให้เปิดประชุมสภาได้ จากเดิมร้อยละ 95 เป็นร้อยละ 90 ให้สอดคล้องกับการตรวจสอบของ กกต.

ศาล-อัยการให้คงอำนาจเดิม

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ขณะที่อัยการตอบกลับ ว่าขอให้คงองค์กรอัยการเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่นเดิม เพื่อให้ปลอดการแทรกแซงจากหน่วยงานการเมือง ส่วนศาลขอให้คงองค์อำนาจเดิมของศาลไว้ดังเดิม รายละเอียดข้อเสนอขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อนุ กมธ.จะพิจารณาในวันที่ 9 ธ.ค.

“ปึ้ง” ยุลอก รธน.อังกฤษเลยทั้งดุ้น

วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีถึงข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ถ้าจะเอาจริงๆ แนะนำให้ไปลอกจากอังกฤษมาให้หมดเลย เพราะระบบของเขาเหมือนเราทุกอย่าง อย่าไปเอาของเยอรมันเพราะไม่เหมือนกัน ไม่ต้องมาพูดแล้วว่าจะเอารัฐธรรมนูญอันนั้นผสมอันนี้ ประเทศชาติไม่ใช่หนูตะเภาให้ทดลอง ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญให้เสียเวลาดีกว่า ไปลอกของอังกฤษเลย ไม่ต้องอาย เอามาทั้งเรื่องกฎหมาย การป้องกันทุจริต ประชาชนของเขาไม่ดูถูกกัน ไม่ว่าเรื่องการศึกษา ฐานะ อยากให้คนไทยใจกว้างกว่านี้

นายกฯ–ส.ส.คนละพวกสภาป่วนเละ

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงกับการให้เลือกตั้งนายกฯและ ครม.โดยตรง เราไม่ใช่สหรัฐอเมริกา ที่ฝ่ายบริหารกับนิติบัญญัติแยกกันเด็ดขาด นั่นเป็นระบบของประธานาธิบดี ต่างคนต่างเดิน นายกฯจะอ้างว่ามาจากประชาชนเหมือนกันจะฟังสภาหรือไม่ หากนายกฯไม่ฟังเสียงสมาชิกสภาที่มาจากประชาชน เพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน อย่างนี้จะตีรวนกันตลอด รัฐบาลไม่ต้องเป็นอันทำงาน นี่ไม่ใช่กลัวพรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้ง เพียงแต่ไม่เหมาะกับระบบบ้านเรา ส่วนที่ข้อเสนอให้มี ส.ส. 350 คน โดยยุบ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อไม่เห็นด้วย จุดดีของระบบบัญชีรายชื่อ คือเปิดโอกาสให้คนอีกกลุ่มหนึ่งทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ หรือผู้มีความสามารถด้านต่างๆ ที่ไม่มีเวลา หรือไม่ถนัดในเขตเลือกตั้ง ได้เข้าสู่ระบบพรรคการเมือง จำนวน ส.ส.ควรคำนึงถึงความเป็นจริงในการทำงานกับประชาชน ส่วน ส.ว.ควรมีไม่เกิน 150 คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ใช่เขียนรัฐธรรมนูญรอพวกเดียวกัน รัฐธรรมนูญร่างไม่ยากหากคิดเป็นระบบประชาธิปไตยจริงๆ แต่ที่ยากเพราะคิดว่าร่างแบบไหนจะกีดกันคนอีกกลุ่มให้อยู่หมัด “รัฐธรรมนูญมิใช่ของ สปช. หรือ สนช. แต่เป็นของคนไทยทั้ง 65 ล้านคน ที่สำคัญคนร่างอย่าก่อปัญหาใหม่ หัดฟังเสียงแป๊ะบ้าง”

“นิพิฏฐ์” ติงจุดอ่อนรัฐบาลล้มง่าย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอการเลือกนายกฯโดยตรงว่า ถ้าเราเอาระบบนี้มาใช้ต้องยอมรับว่า ทำให้นายกฯ มีอำนาจมากขึ้นกว่านายกฯ ที่มาจากรัฐสภา และจะเอานายกฯ ออกจากตำแหน่งโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ โดยนายกฯ อาจไม่มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภา เช่น 1.สมมติว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงเลือกตั้งโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง และชนะได้เป็นนายกฯ แต่ไม่มี ส.ส.ในสังกัดเลย จะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านไม่ได้ เพราะหากยอมให้อภิปรายรัฐบาลก็ล้มไม่เกิน 3 เดือน 2.หากให้สังกัดพรรค ท่านชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ท่านมี ส.ส.เพียง 50 คน หากให้อภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านก็ต้องล้มใน 3 เดือนเหมือนกัน ระบบเลือกตั้งตรงฝ่ายค้านและการตรวจสอบเกือบไม่มีความหมาย ระบบเลือกตั้งตรงมักใช้กับระบบประธานาธิบดี ถ้าเอาระบบนี้มาใช้แม้จะไม่เรียกว่าระบบประธานาธิบดี แต่ เนื้อหาก็เหมือนระบบประธานาธิบดี ระบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะไม่ใช้ระบบประธานาธิบดี

โพลขอที่มานายกฯ ต้องรัดกุม

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ 2,318 คน ระหว่างวันที่ 1-6 ธ.ค.หัวข้อ “ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรจึงจะถูกใจประชาชน” โดยประชาชนร้อยละ 42.92 ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นตัวกำหนดทิศทางการปกครองประเทศ อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพสังคม ร้อยละ 79.64 อยากเห็นคุณสมบัติของผู้ที่มาดำรงตำแหน่งทั้งนายกฯ ส.ส. ส.ว.ที่รัดกุมชัดเจน ร้อยละ 76.57 มีมาตรการในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ และร้อยละ 78.47 อยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เน้นเนื้อหาให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคม เน้นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ร้อยละ 70.88 อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ไม่แก้ไขบ่อยใช้ได้ระยะยาว ประชาชนให้การยอมรับด้วยการทำประชามติ

นายกฯปลุกสังคมรังเกียจคนโกง

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.30 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความโปร่งใสในการบริหารจัดการองค์กรของประเทศไทย” ในพิธีมอบรางวัลองค์กรโปร่งใส ประจำปี 57 ว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตไม่สามารถทำงานเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่งได้ ต้องยึดกฎระเบียบ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย มีไว้คุ้มครองทุกคน ต้องลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ ไม่ใช่สร้างความแตกแยก อะไรไม่ดีอย่าทำ ต้องมีจริยธรรม รัฐบาลรู้ว่ายาก แต่ต้องเริ่มวางโครงสร้างเพื่อให้รัฐบาลใหม่รับช่วงทำต่อ ใช้หลักการทหารวางโรดแม็ป ทำงานต้องมีตัวชี้วัดทุกองค์กร นอกเหนือจากให้รางวัลต้องมีมาตรการลงโทษด้วย สังคมต้องรังเกียจ ต้องปฏิเสธคนทุจริต และคนทุจริตต้องถูกลงโทษ คนทำบาปต้องละอาย ไม่ใช่มาเชิดหน้าชูตาในสังคม ต้องรู้จักแบ่งปัน ไม่ใช่กอบโกยอย่างเดียว ทำองค์กรด้านกฎหมายให้มีความเชื่อมั่น อย่าทำให้เส้นแบ่งความชอบธรรม ความโปร่งใส การตรวจสอบ ทับซ้อนกันจนทำงานไม่ได้ ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมทุกภาคส่วน

ย้ำเข้ามาไม่ได้อยากมีอำนาจ

นายกฯกล่าวต่อว่า การเข้ามาไม่ได้อยากเข้ามาสร้างความเดือดร้อน หรือต้องการมีอำนาจ แต่ต้องมีอำนาจเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ยังดีที่ประเทศมีหนี้สาธารณะไม่เกิน 46 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินกว่านี้ต้องเหนื่อยหน่อย เพราะเราเป็นประเภทใช้เงินได้ แต่หาเงินไม่ได้ จึงถอยหลังอยู่อย่างนี้ เป็นเสือย่อตัว ขาหลังอ่อนแรง ต้องวางยุทธศาสตร์ชาติ ให้ประชาชนรู้ว่าจะเจออะไรในอนาคต เพื่อไม่ให้ประเทศชาติสะดุด ไม่มีการคัดค้าน เตรียมแผนให้เกิดการปฏิบัติ ต้องรู้จักสิทธิมนุษยชน เคารพกติกาแต่ไม่ใช่คำนึงสิทธิเสรีภาพอย่างเดียว ต้องรู้จักหน้าที่ด้วย

ห่วง ป.ป.ช.เสี่ยงอันตราย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ระบบราชการมีปัญหามากต้องแก้ทั้งหมด แต่ปฏิรูประบบราชการใน 1ปีทำได้ยาก การลดคนทำง่าย แต่คนที่ตกงานจะเดือดร้อน แต่เปลี่ยนงานทำได้ แค่อย่าให้ย้ายที่ทำงาน ให้เขาโตในจังหวัด อย่าไปแบ่งเป็น 2 ครอบครัว ต้องมีเมียเดียว ตนยึดเบญจศีล เวลาทำงานคิดแล้วสั่ง แต่เมื่อสั่งแล้วต้องดูคนที่ไปปฏิบัติด้วยว่าไม่เดือดร้อน คนใช้กฎหมายต้องอยู่ตรงกลาง ไม่อย่างนั้นประเทศชาติเลวหมด อย่าทำให้เกิดเส้นแบ่ง การบริหารกับการตรวจสอบ ทับซ้อนกันไม่ได้ ตนเป็นห่วงผู้ที่มีส่วนต้องชี้เป็นชี้ตาย ผู้บริหาร เช่น ป.ป.ช.หรือองค์กรอิสระต่างๆ อันตราย เพราะถูกกดดัน ต้องไปหามาตรการป้องกันตัวเอง เวลามีมาตรการป้องกันตัวเองแบบนี้ ยกมือก็ยกได้หมด ต้องดูแลท่าน เพราะรู้ว่าถูกกดดัน ทั้งเรื่องโทรศัพท์ ลูก เมีย ก็เดือดร้อน ใครจะทำอะไรดีๆก็อันตราย เพราะคนไม่ดีใช้นอกกฎหมายเล่นวันนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น ขอให้ทุกคนอดทนอีกนิด อย่าเพิ่งกังวล อย่าเพิ่งร้องเรียน ที่แก้มานี้ก็แก้มากกว่าทุกรัฐบาลแล้ว แค่ 3 เดือนจะเอาเร็ว ทุกอย่างยาก ต้องค่อยๆทำไป

ขู่ฟันแม่ค้าฉวยโขกราคาสินค้า

นายกฯ กล่าวว่า ปีใหม่ปีนี้ขอให้มีความสุข ของขวัญไม่ต้องห่วงมีเยอะกว่า 700-800 รายการขายของลดราคา ถ้าลดได้อยากให้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่จะฉวยโอกาส ราคาแก๊สขึ้น 10 สตางค์ จะมาขึ้น 5 บาทไม่ได้ เจออย่างนี้จับหมด ส่วนเรื่องราคาข้าว ราคายางต้องไปดูว่าปัญหาจากไหน ไล่ดู ทั้งผู้ประกอบการ คนปลูก รัฐบาลที่สั่งให้ปลูก ปัญหาอยู่ตรงไหนต้องไปไล่ให้เจอ

นายกฯ ส่งคนลงพื้นที่เจรจาม็อบยาง

อีกเรื่อง ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่สภาการยางแห่งประเทศ นัดชุมนุมในวันที่ 9 ธ.ค.ที่ศาลากลาง จ.สุราษฎร์ธานี เรียกร้องรัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำว่า เรื่องนี้ต้องคุยกัน เดี๋ยวต้องส่งคนลงไปพูดคุยทำความเข้าใจเมื่อถามว่า จะส่งนายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรฯลงไปพูดคุยใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ใครมีหน้าที่ก็ต้องลงไปพูดคุยทำความเข้าใจ

วอนเห็นใจอย่าก่อม็อบป่วน

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและผบ.ทบ.กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของม็อบชาวสวนยางว่า มีความเป็นห่วงเพราะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน รัฐบาลเข้าใจรับทราบปัญหามาตลอดอยากขอความกรุณาจากประชาชนที่ไม่ได้รับความพึงพอใจ แต่ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเต็มที่ พยายามทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นเพื่อให้ประชาชนพึงพอใจ แต่ประชาชนต้องปฏิบัติตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้ เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งราคายางพาราจะดีขึ้น รัฐบาลขอความเห็นใจ เพราะปัญหาราคายางตกต่ำไม่ได้เพิ่งเกิด แต่มีมานานแล้ว จึงขอความกรุณาม็อบสวนยางและประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เข้าใจ ผู้ว่าฯคงจะเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลรับทราบถึงปัญหาและพยายามแก้ไข

รัฐทุ่ม 2 หมื่นล้านเร่งพยุงราคา

นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังประชุมร่วมกับผู้แทนกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ว่า ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสนอขอราคายาง กก.ละ 80 บาทจาก กก.ละ 51 บาท คงเป็นไปได้ยาก เพราะถ้ารัฐบาลซื้อยางราคาสูงกว่าราคาตลาดโลก จะกลายเป็นประชานิยม ราคายางวันนี้เหมือนมีโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกร่วง ทำให้ราคายางร่วงลงตาม และฉุดราคายางธรรมชาติให้ร่วงตามไปด้วย รัฐบาลจึงต้องนำเงินกองทุนมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เข้าไปซื้อยางในตลาดตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.ใช้เงินทั้งหมด 20,000 ล้านบาท เบิกมาแล้ว 6,000 ล้านบาท ทำการซื้อยางไปแล้ว 230 ล้านบาท โดยมียางเข้าสต๊อกประมาณ 4,000-5,000 ตัน

“หม่อมอุ๋ย” โอ่ราคายางเริ่มดีขึ้น

ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหายางพาราว่าจะเริ่มดีขึ้น เมื่อมาตรการแก้ไขได้ขับเคลื่อนด้วยการใช้เงินจากกองทุนมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางวงเงิน 20,000 ล้านบาทให้องค์การสวนยาง (อสย.) รับซื้อยางจากตลาดและสหกรณ์สวนยางเพื่อเก็บเข้าสู่สต๊อก รวมถึงวงเงินสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์ชาวสวนยางนำมาซื้อยางแผ่น เพื่อทำยางอัดก้อนส่งขายให้ อสย.และให้สินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจน้ำยางข้นในวงเงิน 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ขั้นตอนการปฏิบัติมีความล่าช้าโดยวงเงินที่ให้องค์การสวนยางไปซื้อยางพาราในตลาดก็เพิ่งจะดำเนินการได้ 10 วัน ส่วนการให้สินเชื่อแก่กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นเพิ่งอนุมัติในวันที่ 9 ธ.ค.

“มาร์ค”เฉ่งนโยบายพลังงานรัฐ

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง “ปฏิรูปพลังงานแบบไหน ทำไมราคาน้ำมันโลกดิ่งแต่ประชาชนซื้อก๊าซ-น้ำมันแพง” ตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปพลังงานเป็นความคาดหวังของประชาชน ขณะที่ สปช.ไม่ได้กำหนดกรอบเรื่องนี้ ปัจจุบันธุรกิจพลังงานอยู่ในมือภาคเอกชน ซึ่งภาระต้นทุนราคาพลังงานไม่ได้ลดลง โครงสร้างราคาไม่ได้เป็นตามคำโฆษณาชวนเชื่อที่รัฐบาลที่อ้างว่า เป็นนโยบายที่สะท้อนกลไกตลาด ไม่มีหลักการอิงกับต้นทุนที่แท้จริง การอ้างว่าต้นทุนก๊าซหน้าโรงกลั่นเท่ากับ 16.54 บาท ก็ยังไร้การตรวจสอบเป็นเพียงการผลักภาระของภาคอุตสาหกรรมมาให้ประชาชน และพยายามทำให้ราคาดีเซลแพงเท่ากับเบนซินเป็นการเพิ่มปัญหาให้ประชาชน และถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและ คสช.ต้องทบทวนเรื่องนี้ไม่ใช่ปล่อยให้ภาคธุรกิจซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้บริหารในภาครัฐ

กลุ่มชุดดำปฏิเสธขอสู้คดีชั้นศาล

ที่ศาลอาญา ศาลนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี อายุ 45 ปี นายปรีชา อยู่เย็น อายุ 24 ปี นายรณฤทธิ์ สุริชา อายุ 33 ปี นายชำนาญ ภาคีฉาย อายุ 45 ปี และนางปุนิกา ชูศรี อายุ 39 ปี เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธ เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พกพาอาวุธไปในที่ชุมชน หลังจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยร่วมกันพาอาวุธ เครื่องกระสุนและวัตถุระเบิด ไปที่บริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว ถนนประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กทม. เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 ซึ่งหลังจากตำรวจจับกุมทั้งหมดส่งดีเอสไอ ดำเนินคดีในชั้นสอบสวนจำเลยปฏิเสธ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง โดยทั้งหมดปฏิเสธความผิดขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายอีกครั้งในวันที่ 16 ก.พ.58 เวลา 09.00 น.

กต.เช็กข่าว “ตั้ง อาชีวะ” ถือวีซ่ากีวี

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่มีการแชร์ภาพข่าวทางโซเชียลมีเดียว่า นายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ได้รับวีซ่าถาวรของนิวซีแลนด์ว่า ได้ทราบแต่เพียงข่าวที่ปรากฏตามสื่อเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าฝ่ายนิวซีแลนด์จะเปิดเผยข้อมูลหรือไม่ เพราะอาจถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล

อ่านเพิ่มเติม...
ข่าวหน้า1ประยุทธ์ จันทร์โอชาปฏิวัติซ้อนชวลิต ยงใจยุทธป.ป.ช.ราคายางม็อบตกต่ำ