ไลฟ์สไตล์
100 year

กษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ
5 ธ.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

“การเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น ต้องเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดได้” ตลอดระยะเวลายาวนานหลายทศวรรษ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงงานอย่างหนักและตรากตรำพระวรกายมายาวนาน เพื่อต่อสู้กับความยากจน และสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ โดยได้พระราชทานพระราชดำริและโครงการพัฒนาไว้มากกว่า 4,350 โครงการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี กินดี มีสุภาพอนามัยแข็งแรง มีการศึกษา มีอาชีพมั่นคง และดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี นับเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนให้ปวงชนชาวไทย

หัวใจหลักของการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดถือตลอดมาคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คำว่า “เข้าใจ” คือ ทำอะไรต้องเข้าใจความจริงทุกมิติ ทั้งภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์, สภาพสังคม, วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ค้นหารากเหง้าปัญหาและความต้องการแท้จริงของชุมชน โดยเข้าไปพูดคุยสร้างความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่ ลงพื้นที่จริงเพื่อวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลรอบด้าน และไม่ได้หมายถึงการที่ข้าราชการต้องเข้าใจชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ข้าราชการต้องทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้าใจการทำงานของข้าราชการด้วย

ข่าวแนะนำ

ส่วนคำว่า “เข้าถึง” เป็นเรื่องของการสื่อสาร และสร้างการมีส่วนร่วม โดยมุ่งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับชุมชน ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน ตลอดจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนามากที่สุด โดยผู้พัฒนาจะต้องตระหนักถึงปัญหาความทุกข์ยากของชาวบ้าน และเกิดจิตสำนึกที่ต้องการฝ่าฟันปัญหาต่างๆร่วมกัน

“พัฒนา” เป็นการใช้ทักษะบริหารจัดการที่รวมปัจจัยต่างๆ เช่น ทุน, คน, องค์ความรู้, เทคโนโลยี, ศาสนา, วัฒนธรรม เพื่อช่วยพัฒนาคน, สังคม และประเทศให้ดีขึ้น การพัฒนาที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีการเข้าถึงเป็นพลังขับเคลื่อน ทำให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ตอบสนองความต้องการแท้จริงของชุมชน เพื่อให้ผลของการพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุด และต้องไม่ลืมการพัฒนา “จิตใจ” ของข้าราชการและชาวบ้าน

หลักสำคัญที่ทรงเน้นย้ำในการพัฒนาประเทศยังรวมถึง การคำนึงถึงสภาพภูมิประเทศและสังคมวิทยา ซึ่งเรียกรวมกันว่า “ภูมิสังคม” ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ พร้อมกับ “มุ่งพัฒนาคน” เพื่อให้การพัฒนาเป็นการระเบิดจากข้างใน โดยสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนมีสภาพความพร้อมที่จะรับการพัฒนา หรือปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงได้ ทรงให้ถือ “ประโยชน์ส่วนรวม” เป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินงานต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนโดยรวม

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงการทรงงานพัฒนาราษฎรในถิ่นทุรกันดารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหนังสือ “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขสู่ปวงประชา” ความตอนหนึ่งว่า “...เป้าหมายในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคำนึงเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่าวิธีการพัฒนามีหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือ นักพัฒนาจะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพื่อนมนุษย์...ทรงมีวิธีการของพระองค์ คือ การเสด็จฯไปในป่า บนเขา ตอนแรกจะเสด็จฯ แบบยังไม่ได้มีการตัดถนนเข้าไป พระองค์ต้องเสด็จฯ เข้าไปอย่างลำบากเพราะว่าไม่ต้องการจะให้คนอื่นมาเอาเปรียบคนข้างใน ในขณะที่พวกเขายังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพัฒนาให้พวกเขาเข้มแข็งแล้ว พวกเขาจะออกมาเอง คือระเบิดจากข้างใน...”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงเล่าว่า “ก่อนจะเสด็จฯไปทรงงานตามที่ต่างๆ จะทอดพระเนตรจากแผนที่ทางอากาศก่อนว่าควรจะเสด็จฯที่ไหน หรือจะทรงแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างไร เช่น สามารถนำน้ำจากตรงนี้ไปเลี้ยงนาตรงโน้น ได้ประโยชน์และจะต้องมีรายจ่ายจากการก่อสร้าง หรือดำเนินงานเท่าไหร่ จะได้ผลจ่ายกลับคืนภายในกี่ปี และที่สำคัญต้องไปคุยกับชาวบ้านก่อนว่าเขาต้องการไหม ถ้าเขายังไม่ต้องการ ยังไม่สบายใจที่จะทำเราก็ไปทำที่อื่นก่อน นั่นคือทรงทำประชาพิจารณ์ด้วยพระองค์เอง ทรงทำตรงนั้นเลย”

ในบรรดาพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,350 โครงการ ที่ล้วนเป็นการทรงงานเพื่อมุ่งประโยชน์สุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาดิน และการเกษตรไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยและศึกษาปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงมองและเข้าใจถึงความจริงในทฤษฎีความสมดุลของธรรมชาติ อันได้แก่ ป่าไม้, น้ำ ดิน และสิ่งมีชีวิต ซึ่งพึ่งพิงกันอย่างมีปฏิสัมพันธ์และเชื่อมโยงด้วยวิถีทางธรรมชาติอย่างเป็นวัฏจักร ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

“...อาจมีบางคนเข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่าภูเขาต้องมีป่าไม้อย่างนั้น เม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ จะทำให้น้ำท่วม เรียนเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ...”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงสาเหตุของปัญหาภาวะแห้งแล้ง ภาวะน้ำท่วม ภาวะอากาศแปรปรวน ทรงคิดพิจารณาวัฏจักรของธรรมชาติดังกล่าว ที่ทรงศึกษาตั้งแต่พระชนมายุเพียง 10 พรรษา และนำหลักพลังงานของธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต

พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกๆด้านนั้น ทรงระมัดระวังมิให้เป็นการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพดีขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าพระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ แหล่งน้ำ และฟื้นฟูสภาพดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ จนทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน น้อมนำเอาแนวพระราชดำริไปปฏิบัติตามจนเกิดผลประโยชน์มากมายทั่วประเทศ

จุดเริ่มต้นของการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตั้งต้นที่ “น้ำ” ซึ่งตกจากฟ้าพัดพาเอาตะกอนไหลลงสู่แม่น้ำลำธาร ทำให้แหล่งน้ำผิวดินมีตะกอนสะสมจนตื้นเขิน เมื่อเกิดฝนตกชุก น้ำก็ระบายได้ช้า ทำให้น้ำล้นตลิ่งและเกิดภาวะน้ำท่วมไร่นาเสียหาย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยอย่างถ่องแท้ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และทรงคิดวางโครงการพัฒนาพลังงานจากน้ำมาใช้ประโยชน์ โดยเริ่มจาก “น้ำฝน” ทรงมีพระราชดำริแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง โดยสร้างฝนเทียม หรือฝนหลวง เพื่อเพิ่มเติมน้ำให้แผ่นดิน เมื่อทรงสร้างน้ำได้แล้ว ทรงคิดหาวิธีกักเก็บน้ำนั้นในพื้นที่สูง โดยทำเป็นฝายชะลอความชุ่มชื้นในพื้นที่ภูเขา เพื่อกักน้ำไว้ใช้สอยในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ก็ให้ประโยชน์ในการชะลอความชุ่มชื้นแก่ดินและป่า เมื่อดินชุ่มชื้นจะส่งผลให้ป่างอกงามเจริญเติบโต และเมื่อป่าอุดมสมบูรณ์ก็จะเกิดปรากฏการณ์น้ำฝนตกต้องตามฤดูกาล สำหรับทรัพยากรป่าไม้ เป็นหัวหน้ากลุ่มทรัพยากรธรรมชาติมีหน้าที่รักษาสมดุล ควบคุมสภาพดินฟ้าอากาศ รักษาต้นน้ำลำธาร สร้างความชุ่มชื้นแก่ดิน เป็นแหล่งรวมพืชพันธุ์แหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต หากป่าลดจำนวนลงเหลือน้อย ความสามารถในการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆก็จะลดลง ดังนั้น จึงทรงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มจำนวนป่าไม้เพื่อเกื้อกูลทั้งน้ำและดิน

ก็เพราะประเทศไทยมีรากฐานจากสังคมเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ด้านการพัฒนาเกษตรขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง โดยจะทรงเน้นแก้ปัญหาของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ และแบ่งปันการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนชั่วลูกชั่วหลาน ขณะเดียวกัน ยังเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตร ทั้งค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว, หม่อนไหม และยางพารา ตลอดจนพืชเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน

ในการจัดการและพัฒนาที่ดินของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับ “ดิน” เป็นพิเศษ ด้วยทรงเห็นว่าดินเป็นปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกับน้ำ ทรงริเริ่มโครงการจัดและพัฒนาที่ดิน เมื่อปี 2511 เพื่อพลิกผืนดินที่แห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ให้สามารถผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร ทรงแนะนำให้มีการใช้วิธีการทดลองต่างๆ เพื่ออนุรักษ์บำรุงรักษาดิน ส่วนใหญ่เป็นวิธีการตามธรรมชาติ ที่เป็นหนทางสร้างความสมดุลของสภาพแวดล้อม ดังนั้น พระราชดำริที่เกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาดิน จึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะที่สอดคล้องกับพื้นที่ โดยนำความรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมาใช้ให้เกิดผลชัดเจน

พระราชดำริเกี่ยวกับการจัดการดิน หรือการพัฒนาดิน เป็นพระราชดำริที่ตั้งอยู่บนหลักวิชาการทางปฐพีศาสตร์ แม้จะมิได้ทรงเป็นนักปฐพี แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งในการจำแนกสภาพดินที่มีปัญหาของประเทศไทยตามภูมิภาคต่างๆ และจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หาต้นเหตุปัญหา และทดลองสืบหาวิธีการแก้ไขปัญหาดินแต่ละภูมิภาค เพื่อพัฒนาคุณภาพดินให้เหมาะทำเกษตรกรรม โดยพระราชทานหลักแก้ไขปัญหาว่า ปรับปรุงน้ำ ปรับปรุงดิน และเลือกกิจกรรม (พืช สัตว์เลี้ยง)

เนื่องจากปัญหาใหญ่สุดของดินในประเทศไทยก็คือ ดินถูกชะล้างเป็นดินอุดมสมบูรณ์ แต่ถูกกระแสน้ำและลมพัดพาเอาหน้าดินที่มีอินทรียวัตถุไปหมด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานพระราชดำริแก้ไขปัญหาหน้าดินถูกชะล้าง โดยใช้ “กำแพงที่มีชีวิต” และพระราชทานพระราชดำริครั้งแรก ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2534 “...ให้ศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและพื้นที่อื่นๆ ที่เหมาะสม...เพราะหญ้าแฝกมีประโยชน์ในการช่วยยึดดินไม่ให้พังทลาย ช่วยรักษาหน้าดิน ช่วยกักเก็บอินทรียวัตถุในดิน ใบอ่อนยังเป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย...ปลูกหญ้าแฝกเพื่อจะให้ดินนั้นพัฒนาขึ้นมาเป็นดินสมบูรณ์ โดยที่ปลูกหญ้าแฝกและทำคันกั้นไม่ให้ตะกอนเหล่านั้นไหลลงไปในห้วย ก็สามารถฟื้นฟูได้อย่างดี ถ้าหากว่าไม่ได้ปฏิบัติเช่นนี้ ดินนั้นจะหมดไปเลย เหลือแต่ดินดานและทราย และดินที่อาจเป็นดินสมบูรณ์ก็ไหลลงไปในห้วย ทำให้ห้วยตื้นเขิน เมื่อห้วยตื้นเขิน น้ำที่ลงมาจากภูเขาก็ท่วมในที่ราบ และน้ำที่ลงจากเขาจะลงมาโดยรวดเร็ว เพราะว่าภูเขานั้นมีต้นไม้น้อย ทำให้น้ำลงมารวมกันอย่างฉับพลันและท่วม มิหนำซ้ำเมื่อน้ำท่วมแล้ว ทำลายพืชผลของชาวบ้าน น้ำนั้นไหลไปเร็ว เวลาไม่กี่วันก็แห้งไม่มีน้ำใช้ ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูการเพาะปลูก...การอนุรักษ์ดินต้องดำเนินควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ การอนุรักษ์ดินด้วยหญ้าแฝกต้องทำให้กว้างขวางเพื่อป้องกันและรักษาหน้าดินไม่ให้สูญหาย...”

ด้วยประจักษ์ถึงพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในการบริหารจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้หลักการพึ่งพิงเกื้อกูลกันของสรรพสิ่ง ทางสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้พระราชทานพระราชวโรกาสทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรมแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก พร้อมกันนี้ ยังกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ และถือเป็นการตอกย้ำถึงพระราชปณิธานแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และสร้างความสุขยั่งยืนแก่ประชาชนของพระองค์

“...ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว...” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานไว้ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2529 ถือเป็นหลักในการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน ที่ควรน้อมนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง.

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าทีมข่าวสตรีไทยรัฐ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กษัตริย์นักพัฒนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงพระราชกรณียกิจพสกนิกรพัฒนาประเทศโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริปัญหาภาวะแห้งแล้งน้ำท่วมการจัดการและพัฒนาที่ดินพระราชดำริการจัดการดินทรัพยากรธรรมชาติ

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564 เวลา 23:12 น.