ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ยื้อเลือกตั้งไปปี59

    ทีมข่าวหน้า128 พ.ย. 2557 06:17 น.
    SHARE

    ประวิตร-สมหมายยันโวลั่นคุมอยู่ต้านคสช.‘นิคม’สู้โผล่แจงสนช.

    “บิ๊กป้อม” ลั่นพวกต้าน คสช.มีนิดเดียว ลั่นเอาอยู่- ไม่บานปลาย เห็นต่างได้แต่ห้ามแตกแยก สื่อนอกแฉ 2 บิ๊ก รบ.จ้องต่อเวลาโรดแม็ป ยื้อเลือกตั้งข้ามไปเป็นปี 59 “มาร์ค” ปะหน้า “จ้อน” หวานจ๋อย “เรายังรักกันเหมือนเดิม” ลิ่วล้อ ปชป.เดือดตะเพิดส่งไปได้ก็ดี “อภิสิทธิ์” พบ กมธ.ยกร่าง รธน.ชงนายกฯต้องมาจากเลือกตั้ง-สกัด ส.ว.นอมินี สนช.เปิดฉากวาระสอย 2 อดีตประธานฯแก้ รธน.มิชอบ “นิคม” ค้าน 16 สนช.คู่กรณีเก่าวืด-งัดหลักฐานใหม่ก็โดนตีตก “ขุนค้อน” เมินมาแจงที่ประชุม “บิ๊กตู่” จบเยือนลาว ลุยต่อเวียดนามทำเอ็มโอยูอีก 3 ฉบับ

    จากกรณีที่มีกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มการเมืองออกมาจุดกระแสต้านการรัฐประหาร และมีทีท่าจะ ขยายวงออกไปเรื่อยๆ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เชื่อว่ารัฐบาลยังสามารถคุมสถานการณ์ได้

    “บิ๊กป้อม” ให้โจทย์มั่นคง 125 องค์กร

    เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 27 พ.ย. ที่สโมสรทหารบกเทเวศร์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมชี้แจงและมอบนโยบายการดำเนินการงานยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมแห่งชาติ ให้แก่หัวหน้าหน่วยงานส่วนกลางและจังหวัด ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร ตำรวจ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้องรวม 125 หน่วยงาน

    พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นงานปกติ ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จัดประชุมขึ้นเพื่อรองรับภัยคุกคามต่างๆ และควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปเตรียมการ สถานการณ์ในขณะนี้มีความสงบดีอยู่แล้ว คสช.เองก็กำลังคืนความสุขให้กับประชาชน ฉะนั้นอยากของร้องสื่อมวลชนอย่าไปพยายามแคะอะไรให้มากนัก เดี๋ยวจะลำบากกันไปหมดและคนทั้งประเทศก็จะลำบากไปด้วย ดังนั้นสื่อต้องช่วยรัฐบาลและ คสช. ในการทำงานเพื่อให้ประเทศชาติสงบสุข ตามโรดแม็ปที่วางไว้จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นจะดำเนินการอย่างไรก็ทำไป

    สั่งทำแผน “ความพร้อมแห่งชาติ”

    พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับภัยคุกคาม ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนเตรียมแนวทาง เผชิญกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้การจัดทำยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมแห่งชาติระยะเวลา 5 ปี เพื่อวางกรอบและแนวทาง ให้หน่วย งานได้จัดทำแผนรองรับ ตามที่ คสช.ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์แห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำให้มีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ดังนั้นทุกส่วนราชการต้องร่วมมือกันผลักดันให้ประเทศมีความพร้อมในสภาวะปกติ โดยผู้บริหารต้องวาง แผนงานในเชิงรุก วางแผนบูรณาการให้สอดคล้องการปฏิบัติงานให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ

    ลั่นเอาอยู่กลุ่มต้านรัฐประหาร-รบ.

    พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่ามีเพียงเล็กน้อย มั่นใจว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่บานปลาย เพราะประชาชนเข้าใจดีว่า คสช.และรัฐบาลกำลังดำเนินการอะไรบ้าง จะมีก็เพียงแค่สื่อเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจ เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มนักวิชาการเสนอให้มีการผ่อนปรนกฎอัยการศึก พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ในประเทศมีนักวิชาการกี่คน แต่ละคนก็คิดแตกต่างกันไป ก็สามารถคิดได้ แต่อย่าดำเนินการให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งนี้เชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจดี

    “เราจะทำทุกอย่างให้เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด คสช.ไม่ได้ไปกดขี่ข่มเหงใคร เพียงแต่ขอให้หยุดการดำเนินการทางการเมืองเอาไว้ก่อน เพื่อให้รัฐบาลและ คสช.ได้แก้ปัญหาพร้อมวางรากฐานให้กับประเทศ เวลา 1 ปี คงไม่นาน คงรอได้” พล.อ.ประวิตรกล่าว

    เห็นต่างกันได้แต่ห้ามแตกแยก

    เมื่อถามถึงกรณีที่มีคนโปรยใบปลิวโจมตี คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรากำลังหาตัวอยู่ มีที่จับมาได้ก็สารภาพว่าทำกัน 2 คน และไม่มีคนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเรื่องความคิดเห็นสามารถคิดกันได้ แต่อย่าทำให้เกิดความแตกแยก เพราะขณะนี้สังคมต้องการความรักความสามัคคี อยากให้สื่อช่วย คสช.และรัฐบาล เพราะเราเองก็ไม่เคยกีดกันสื่อ รัฐบาลทำตรงไปตรงมาตลอดและมีความจริงใจทำให้ประชาชน เมื่อถามว่า ห่วงว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า จะถามทำไม ถามให้เกิดเหตุการณ์ให้ได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคนพูดอยู่เสมอว่าเราเดินตามโรดแม็ป หากรัฐธรรมนูญเรียบร้อย การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในปี 2559 เราคิดเอาไว้อย่างนั้น ขณะนี้ทุกอย่างกำลังเดินหน้าอยู่

    “บิ๊กตู่” ม่วนซื่นพบนักธุรกิจไทยในลาว

    สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายฯและหัวหน้า คสช.ในการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาววันที่ 2 เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ พบปะกับนักธุรกิจไทยในลาว เพื่อให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจแก่นักธุรกิจไทยในต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจทุกด้าน และให้นักธุรกิจไทยเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้ช่วยรัฐบาลเพิ่มช่องทางการค้าการลงทุน เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นตลาดสำคัญการส่งออกสินค้าของไทย เน้นย้ำให้พัฒนาศักยภาพสินค้าที่เป็นจุดเด่นของไทย โดยเฉพาะศักยภาพด้านผลผลิตทางการเกษตร

    ลุยรถไฟทางคู่จีน-ไทย-ลาว

    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องที่จะสานความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่างกัน เรื่องสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันคือผลการพูดคุยที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ต่อยอดจากการประชุมเวทีต่างๆ รวมถึงเรื่องแนวชายแดน เช่นเรื่องค่าผ่านแดน การสร้างถนนและเส้นทาง โดยไทยจะสนับสนุนแหล่งทุนและเงินกู้สร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 (บึงกาฬ-ปากซัน) และพร้อมพิจารณาให้ความร่วมมือและศึกษาก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 6 (อุบลฯ-แขวงสาละวัน) นอกจากนี้จะผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมีแนวคิดจะเปิดที่ จ.หนองคายเพิ่มจาก จ.มุกดาหาร พร้อมมีแนวคิดเปิดด่านถาวรระหว่าง 2 ประเทศ หากสิ่งใดสามารถผลักดันได้ก็ทำทันที โดยมอบหมายให้รองนายกฯ รมว.ต่างประเทศ และเลขาธิการนายกฯไปติดตามรายละเอียดต่อไป และยังได้หารือกับลาวเรื่องการเชื่อมโยงรถไฟทางคู่กรุงเทพฯ- หนองคาย และลาวจะสร้างต่อ โดยจีนสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง คาดว่าดำเนินการได้ในปีหน้า

    ลาวห่วงไทยติดกับดักขัดแย้ง

    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการเข้าพบ พล.ท.จูมมาลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว ซึ่งได้สอบถามถึงพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และฝากถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งได้เล่าให้ประธานประเทศลาวทราบว่ามีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานผลการทำงานของรัฐบาลให้ทรงรับทราบ ทั้งนี้ ประธานประเทศ ลาว ยังพูดถึงความขัดแย้งในอดีตว่ามีทุกพื้นที่ทั่วโลก แต่ไม่ควรติดกับดักความขัดแย้งในอดีต หากมีความขัดแย้งไม่ว่าจะขัดแย้งกันเองหรือขัดแย้งภายนอกก็ไม่สามารถเดินหน้าประเทศต่อไปได้ จึงต้องช่วยกัน

    ไทย-เวียดนามทำเอ็มโอยู

    ต่อมาเวลา 14.45 น. หลังเสร็จสิ้นการเยือน สปป.ลาว พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมนางนราพร จันทร์โอชา ภริยาและคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติโหน่ยบ่าย กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม อย่างเป็นทางการ เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์พบกับนายเหวียน เติ๊น สุง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ร่วมหารือแนวทางผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผลักดันการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร คือ ข้าวและยางพารา เชื่อมโยงปรับปรุงเส้นทางคมนาคมโดยผ่านลาวและกัมพูชา ส่งเสริมการขนส่งตามแนวชายฝั่งทะเลมากขึ้น ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามแผนปฏิบัติการและบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ ประกอบด้วย แผนปฏิบัติการว่าด้วยการดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-เวียดนาม แผนปฏิบัติการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องระหว่าง จ.ฉะเชิงเทรา-นครเกิ่นเทอ จากนั้นนายกฯเข้าเยี่ยมคารวะนายเจือง เติ๊น ซาง ประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม และในเวลา 18.00 น. เข้าพบกับนายเหวียน ซิง หุ่ง ประธาน สภาแห่งชาติเวียดนาม ที่สภาแห่งชาติเวียดนาม และในช่วงค่ำนายกฯเวียดนาม เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติให้กับ พล.อ.ประยุทธ์และภริยา

    “ปึ้ง” จี้บอกไปเลยลอกการบ้าน รบ.“ปู”

    นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้หลายฝ่ายออกมาท้วงติงการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล รวมทั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ ฝาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.ดูแลให้ดี ไม่อยากให้เป็นเหมือนกรณีไมโครโฟนห้องประชุม ครม. และอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์จริงใจอย่างที่พูดกับนานาชาติว่าจะคืนประชาธิปไตย ส่วนการแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 3 เดือนนั้น อยากให้พูดตามจริง อันไหนดีก็ว่าไป แต่อันไหนลอกนโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์มา บอกไปไม่ต้องอาย

    สื่อนอกแฉ รบ.จ้องยื้อเวลา ลต.

    เว็บไซต์สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษเผยแพร่บทสัมภาษณ์นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ของไทยเมื่อวันที่ 27 พ.ย. โดยนายสมหมายกล่าวว่า การเลือก ตั้งในประเทศไทยอาจต้องเลื่อนไปเป็นปี 2559 แทนที่จะเป็นกรอบเวลาเดิม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเคยคาดไว้ว่า จะจัดขึ้นได้ภายในเดือน ต.ค.2558 ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ รายงานด้วยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ สื่อต่างประเทศเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะสามารถจัดขึ้นได้ประมาณช่วงต้นปี 2559 ซึ่งไม่ใช่การขอมากมายอะไร แค่เพียงขอเวลาเพิ่มจากที่ประเมินไว้เดิม 1 ปีเป็น 1 ปีครึ่ง เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้างมาตั้งแต่อดีต

    “มาร์ค” พก 3 เรื่องพบ กมธ.รธน.

    เมื่อเวลา 09.45 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวก่อนเข้าพบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ตนมาในนามส่วนตัวตามคำเชิญ ดังนั้น ความเห็น ทั้งหมดจะไม่ไปผูกพันกับพรรค เพราะเชื่อว่า ที่สุดก็จะกลายเป็นเรื่องนักการเมืองและพรรคการเมือง จึงอยากได้รัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปที่มีความยั่งยืน โดยขอเสนอ 3 เรื่องใหญ่คือ 1.ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน โดยจะต้องเริ่มต้นจากการจะต้องมีกระบวนการมีประชามติ 2.รัฐธรรมนูญไทยไม่ควรจะถอยหลัง จึงไม่ควรไปลดทอนสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งต้องรวมถึง การที่ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้บริหารประเทศ และการกำหนดทิศทางของประเทศ 3.รัฐธรรมนูญต้องแก้ปัญหาหลักของระบบการเมืองที่ผ่านมาคือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการใช้อำนาจโดยมิชอบของฝ่ายการเมือง พร้อมเพิ่มกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและบทบาทของภาคประชาชน ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

    จะเอานายกฯ ลต.–ไม่เอา ส.ว.นอมินี

    นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนแนวคิดหลายเรื่องที่มีการเผยแพร่ออกไป เห็นว่า แก้ที่ไม่ตรงจุด เช่น ที่เถียงกันว่าจะเลือกตั้งกันอย่างไร อะไรทั้งที่ ปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลที่ได้รับเลือกแล้ว เข้าไปใช้อำนาจ โดยมิชอบ ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ เราจะแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นเรื่องหลัก ทั้งการตรวจสอบถ่วงดุล การมีความรับผิดชอบที่ต้องทันเหตุการณ์ ไม่ใช่ว่าเกิดเรื่องแล้วปมค้างคาใจประชาชนอยู่ความเสียหายเกิดขึ้น แต่ใช้เวลาเป็นปี ในการตรวจสอบความตึง เครียดความไม่พอใจ การต่อต้านทางการเมืองก็สะสมตัวขึ้น จึงควรจะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และอีกหลายส่วนก็ควรจะต้องไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะที่มาของนายกฯจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ส่วนในเรื่องคดีทุจริตก็เห็นว่า ไม่ควรมีอายุความ เช่นเดียวกับที่มาของ ส.ว.ต้องหาวิธีการไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องพรรคการเมือง

    ทักอีกที รธน.ต้องทำประชามติ

    นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า การทำประชามติเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากไม่ทำประชามติ จะเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลังจากที่หมดระยะที่สามไปแล้ว ประเทศไทยจะต้องมาเสียเวลากับกลุ่มที่ไม่พอใจกับรัฐธรรมนูญว่า จะรื้อ จะทำใหม่ หรือไม่ สุดท้ายก็ไม่ต้องเดินหน้า เราหวังว่าเมื่อเหตุการณ์เดินมาถึงตรงนี้ เราอยากได้กติกาที่ดี ใช้ได้และประชาชนยอมรับ แต่ถ้าไม่ทำ ไม่ว่าจะร่างดีหรือไม่ อย่างไร ก็ต้องมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจ ดังนั้นการทำประชามติ ดีที่สุดที่ต้องมีทางเลือกชัดเจนให้ประชาชน ไม่ใช่ว่ารับหรือไม่รับ แล้วไม่รู้ว่าถ้าไม่รับ จะได้อะไร เมื่อไร ตรงนี้อยากให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณา ให้รอบคอบ ตนไม่อยากให้ประเทศต้องมาเสียเวลาควรทำทุกอย่างให้จบและเดินหน้ากันต่อไป

    จี้เลิกอัยการศึกบรรยากาศจะดี

    เมื่อถามว่า การที่ยังไม่ยกเลิกใช้กฎอัยการศึกจะมีผลต่อการแสดงความเห็นของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพ ผู้มีอำนาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการจะรักษาความสงบกับการเสียโอกาสในการได้รับฟังความเห็นจากประชาชนว่า คุ้มค่าหรือไม่ ส่วนตัวเห็นอยากให้มีการผ่อนปรน ถ้าสมมติเลิกใช้ ตนไม่เชื่อว่าจะมีปัญหาทั่วประเทศขึ้นพร้อมกัน หากมีปัญหาตรงไหน ก็อาจจะประกาศเป็นพื้นที่ได้ เพราะคิดว่าบรรยากาศที่เป็นข้อโต้แย้งในขณะนี้ไปเรื่อยๆก็ไม่เป็นประโยชน์เท่าไรในการที่จะทำงานเรื่องการปฏิรูป

    ปะหน้า “จ้อน” หวานจ๋อย “ยังรักนะ”

    นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังกั๊กว่าจะหลัง ภารกิจจาก สปช.อาจจะกลับไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ว่า เรื่องนี้คงต้องไปถามนายอลงกรณ์ว่ามีแนวทางอย่างไร แต่จากที่ติดตาม เข้าใจว่าเป็นเรื่องของการอยากทำหน้าที่ สปช.อยากเป็นอิสระ เป็นกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพรรคจึงไม่ส่งคนเข้าไปเป็น สปช. เรามองอยู่แล้วว่าคนที่เข้าไปเป็นสมาชิก สปช. หากสังกัดพรรคก็จะถูก มองอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้น วันนี้เห็นตรงกันแล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายอลงกรณ์ได้เดินทางมาต้อนรับเพื่อนำเข้าสู่ห้องประชุม งบประมาณที่อาคาร 3 ชั้น 3 รัฐสภา นายอภิสิทธิ์จึงเอ่ยขึ้นว่า “เรายังรักกันเหมือนเดิม”

    ลิ่วล้อตะเพิดส่งไปเสียได้ก็ดี

    นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ลาออกไปก็ดีแล้วเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับพรรคมานานแล้ว ที่จริงควรจะลาออกไปตั้งนานแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆเพิ่งจะมาบอกว่าคำนึงถึงการทำหน้าที่ สปช. ที่ต้องมีความเป็นกลาง ก็ทำหน้าที่ตรงนั้นไป เขาควรลาออกไป ตั้งแต่ที่บอกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ใจแคบ ไม่ร่วมปฏิรูปประเทศกับรัฐบาล ไม่รู้คิดอะไร และหากจะกลับมาเป็นสมาชิกพรรคอีกหลังทำหน้าที่ สปช.เสร็จแล้ว ก็ต้องพิจารณาตามกระบวนการ นับหนึ่งใหม่ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคเหมือนคนอื่น ก็ต้องมาดูว่าจะลงสมัครอย่างไร อยู่ลำดับไหน ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น

    “มาร์ค” ให้ประกบ รธน.50 ประชามติ

    พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงข้อเสนอของนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า การทำประชามติต้องถามความเห็นว่าควรจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือ จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 50 ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจสู่ประชาชน มีช่องทางการตรวจสอบทั้งท้องถิ่นและส่วนกลาง คนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาต้องตระหนักว่ามารับใช้ประชาชนไม่ใช่มาปกครอง รัฐธรรมนูญนี้ต้องแก้ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตที่นักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่ชอบข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม แทรกแซงข้าราชการและสื่อมวลชน

    ตั้งองค์คณะ ฉก.แก้ลำล้วงลูก

    พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า ส่วนการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ นายอภิสิทธิ์เสนอว่า ที่ผ่านมา องค์กรอิสระมีปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดีและถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก ควรให้องค์กรอิสระลดจำนวนเรื่องพิจารณาลงและกำหนดเวลาในการพิจารณา ให้มีการตั้งองค์คณะเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อป้องกันการแทรกแซงและไม่ให้รู้ว่าใครเป็นผู้พิจารณาคดี ส่วนในเรื่องนโยบายประชานิยมไม่ควรเขียนจนพรรคการเมืองดำเนินนโยบายหาเสียงไม่ได้ แต่ควรกำหนดรูปแบบเนื้อหาที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และพรรคต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลัง

    พท.เชียร์ สนช.ออก ก.ม.นิรโทษฯ

    นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ กรณีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ เสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทางการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ตั้งแต่ปี 48-57 ต่อ กมธ.ยกร่างฯว่า เห็นด้วยที่จะนิรโทษกรรมให้กับผู้มาร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่นิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผู้ที่กระทำความผิดทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หากทำได้จะทำให้เกิดความปรองดอง ลดความเคียดแค้นของคนที่ตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่ได้ตั้งใจ และหากออกกฎหมายนิรโทษกรรมจริง นปช.เองก็ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะแกนนำ นปช.เคยเสนอแล้วว่า ให้นิรโทษกรรมเฉพาะผู้ที่มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนแกนนำไม่ต้อง เมื่อถามว่า จะเกิดความวุ่นวายตามมาเหมือนสมัยที่พรรคเพื่อไทยเคยผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ นายอุดมเดชตอบว่า คงไม่เกิดปัญหา เพราะเป็นการออกกฎหมายโดยคนกลาง

    “นิคม” ยื่นค้าน 16 สนช.ห้ามสอย

    อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาวาระการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ก่อนเข้าสู่การพิจารณา นายพรเพชรแจ้งว่า นายนิคมมีหนังสือถึงประธาน สนช. ขอคัดค้านไม่ให้ สนช. 16 คน เข้าร่วมกระบวนการถอดถอนทุกขั้นตอน เนื่องจากเคยเป็นผู้เข้าชื่อร้องถอดถอนนายนิคมออกจากตำแหน่งต่อ ป.ป.ช. และยังมีส่วนร่วมพิจารณารัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. จึงมีฐานะเป็นคู่กรณี มีส่วนได้เสีย และมีผลประโยชน์ขัดกันต่อเรื่องที่จะพิจารณา อาจจะไม่มีความเป็นกลาง ขัดหลักกฎหมายมหาชน และหลักนิติธรรม จากนั้นนายพรเพชรได้เปิดโอกาสให้ สนช.อภิปรายแสดงความเห็นกรณีการคัดค้าน สนช. 16 คน ไม่ให้ทำหน้าที่ในการถอดถอน

    รุมป้องทุกคนเป็นกลาง-ไร้อคติ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สนช.ส่วนใหญ่ต่างอภิปรายไปในทางเดียวกัน โดยสนับสนุนให้ทั้ง 16 คน ทำหน้าที่ต่อไป เนื่องจากการที่ 16 สนช.ที่เคยเข้าชื่อถอดถอนนายนิคมต่อ ป.ป.ช. เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งกฎหมายกำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องถอดถอน ไม่สามารถถอนตัวได้ โดยเชื่อมั่นว่า สนช.ทุกคนจะทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ และไม่ใช่คู่กรณี หรือมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะยังไม่รู้ว่าทั้ง 16 คน จะลงมติไปในทิศทางใด

    “พรเพชร” ทุบโต๊ะให้ทำหน้าที่ต่อได้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สมาชิก สนช. ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงในการแสดงความเห็น นายพรเพชรได้วินิจฉัยให้ สนช.ทั้ง 16 คน ทำหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติใดตามรัฐธรรมนูญปี 50 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ห้ามการทำหน้าที่ถอดถอนของ สนช. ให้คำร้องของนายนิคมตกไป แต่หาก สนช.คนใดขอสละสิทธิ์เข้าร่วมประชุมก็ทำได้ แต่ต้องทำหนังสือลาประชุมตามข้อบังคับการประชุม สนช. เพราะการไม่เข้าไปประชุมอาจส่งผลต่อสมาชิกภาพได้ จากนั้นนายพรเพชรได้แจ้งมติวิป สนช.ให้ที่ประชุมทราบว่าจะมีการแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค.58 จะมีสมาชิกคนใดคัดค้านหรือไม่ ซึ่งไม่มี สนช.คนใดคัดค้าน ที่ประชุมจึงมีมติกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของนายนิคมในวันที่ 8 ม.ค.58 เวลา 10.00 น.

    “นิคม” งัดซีดีวันประชุมแก้ต่าง

    ต่อมาที่ประชุมพิจารณาเรื่องการขอเพิ่มเติมหลักฐานของนายนิคม เป็นแผ่นซีดี 2 แผ่น ความยาว 4 ชั่วโมง ที่บันทึกการประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายนิคมชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เคยยื่นแผ่นซีดีต่อ ป.ป.ช. แต่ ป.ป.ช.ไม่เคยนำมาวินิจฉัย อาจจะด้วยความรีบร้อน หรือมีข้อกล่าวหายาวมาก ซึ่งแผ่นซีดีที่ยื่นต่อ สนช.ล่าสุดนี้ เป็นการย่อบันทึกการประชุมจาก 120 ชั่วโมง เหลือ 4 ชั่วโมง เพื่ออธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดที่ตนทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เชื่อว่าการดูซีดีจะดีกว่าการอ่านเอกสาร จะได้รับทราบบรรยากาศการประชุมทั้งหมดว่า สิ่งที่กล่าวหาตนไม่ถูกต้อง อยากเตือนสติ สนช. 16 คน ที่วางตัวไม่เป็นกลาง ถ้ามีจิตสำนึกและความเป็นคน ต้องไม่ใส่ร้ายหรือก้าวร้าวคนที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งเป็นเรื่องน่าอาย ประวัติศาสตร์ต้องจารึก

    “วิชา” ลุกโต้ซีดีเก่าหมดสิทธิ์มาอ้าง

    ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ปกปิด ซุกซ่อนหลักฐาน หลักฐานที่นายนิคมยื่นเพิ่มเติมเป็นซีดี 2 แผ่นนั้น ป.ป.ช.ได้รวบรวมอยู่ในสำนวนไต่สวนเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีหลักฐานเป็นแผ่นซีดีรวมทั้งหมด 91 แผ่น วัตถุพยานที่นายนิคมอ้างอยู่ในซีดี 91 แผ่นที่ ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว เพียงแต่นายนิคมนำมาตัดต่อใหม่ ให้มีเนื้อหาสั้นลง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรส่งให้ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค.56 การอ้างว่าเป็นหลักฐานใหม่ คงต้องการตัดต่อเนื้อหาให้สั้นลง แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาอ้างว่า ป.ป.ช.ไม่มีการพิจารณาหลักฐานดังกล่าวในการไต่สวน ยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้โอกาสต่อสู้คดีเต็มที่แล้ว เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจพยานหลักฐานทั้งหมด แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช้สิทธิ์เอง

    ลงมติตีตกไม่รับเป็นหลักฐานใหม่

    จากนั้นนายพรเพชรขอให้นายนิคมและตัวแทน ป.ป.ช.ออกจากห้องประชุม ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้นายนิคมเพิ่มเติมหลักฐานเป็นซีดี 2 แผ่นได้หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ให้รับหลักฐานดังกล่าว ด้วยคะแนน 96 ต่อ 82 งดออกเสียง 14 เสียง โดยนายพรเพชรแจ้งให้สมาชิกสนช.ที่ต้องการมีประเด็นซักถามคู่กรณีให้ยื่นเสนอญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.-7 ม.ค.58

    “ขุนค้อน” เมินยื่นหลักฐานเพิ่มเติม

    ต่อมาที่ประชุมพิจารณาสำนวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ โดยนายสมศักดิ์ไม่ได้มาชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนของทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 8 ม.ค.58 เวลา 10.00 น. โดยนายพรเพชรแจ้งว่า นายสมศักดิ์ไม่ประสงค์ขอเพิ่มเติมพยานหลักฐาน แต่ขอส่งภาพรวมการแก้รัฐธรรมนูญปี 50 เรื่องที่มา ส.ว.ให้พิจารณา รวมทั้งคำให้การต่อ ป.ป.ช.ด้วย ทั้งนี้ หากสมาชิกคนใดมีข้ออยากซักถามผู้ถูกกล่าวหา ให้ยื่นญัตติซักถามได้ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย.-7 ม.ค.58

    ตั้ง 30 กมธ. ดูร่างแก้ ก.ม.ป.ป.ช.

    จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้เสนอ เพื่อให้สอดคล้องต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามทุจริต ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษากฎหมายฉบับนี้ จำนวน 30 คน ประกอบด้วยตัวแทนจาก คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ 8 คน คณะกรรมาธิการการเมือง 6 คน คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน 4 คน คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ 1 คน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. 1 คน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 คน โดยให้ใช้เวลาศึกษาทั้งสิ้น 30 วัน

    ก.ม.รีดภาษีดารา-ฟรีแลนซ์ผ่าน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเข้าสู่วาระลงมติวาระที่ 3 ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ. ...(มาตรการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้ห้างหุ้น ส่วนสามัญและคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล) โดยหลักการของกฎหมายการอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งบุคคล เช่น นักแสดง หรือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่บริหารการเสียภาษีจากรายได้ตัวเองโดยตั้งเป็นคณะบุคคลขึ้นมาหลายคณะ เพื่อกระจายรายได้ให้เสียภาษีในฐานที่ต่ำลง ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.ของปีภาษีถัดจากปีที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป นอกจากนี้ ที่ประชุมลงมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...(กำหนดความผิดเกี่ยวกับการถ่ายวีดิโอในโรงภาพยนตร์) ร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ...(คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ์) และร่าง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า (ฉบับที่...) พ.ศ. ...ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ...ตามที่รัฐมนตรีร้องขอให้เลื่อนพิจารณาออกไป 2 สัปดาห์

    หั่นอำนาจ กกต.เหลือแค่จัด ลต.

    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 8 ว่าด้วยหลักนิติธรรม ศาล และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า การพิจารณาของอนุกรรมาธิการฯ ที่ตนเป็นประธาน ล่าสุดพิจารณากรอบอำนาจหน้าที่องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมาการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเชิญตัวแทนสำนักงาน กกต. มาหารือ เบื้องต้นอนุฯ ส่วนใหญ่เห็นแนวทางเดียวกันว่า กกต. ควรมีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมอย่างเดียว ส่วนอำนาจพิพากษาให้ใบเหลือง-แดง ให้อยู่ในความรับผิดชอบของศาล แต่ยังไม่ชัดว่าจะให้มีการตั้งศาลเลือกตั้งหรือไม่ และ กกต.ทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน และฟ้องร้องโดยตรงต่อศาลโดยไม่ต้องผ่านชั้นอัยการ แนวทางนี้สอดคล้องความเห็นที่ตัวแทนจากพรรคการเมืองและกลุ่มมวลชน เสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

    รบ.ปลุกผีกองทุนเงินออมฯ

    นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม เปิดเผยว่า จากที่ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลัง เสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผลักดันโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ กลับมาดำเนินการอีกครั้ง หลังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ล่าสุด ในการประชุม ครม. วันที่ 24 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เห็นชอบให้ดำเนินการเพื่อเป็นเงินออมให้กับผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบข.) จะได้มีความมั่นคงในชีวิตเมื่อมีอายุสูงขึ้น โดยรัฐจะสมทบการออม เช่นอายุไม่เกิน 30 ปี รัฐบาลใส่เงินให้ปีละ 3,000 บาท อายุเกิน 50 ปี รัฐบาลใส่ให้ปีละ6,000 บาท

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้