ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ร่วมก๊วน‘พงศ์พัฒน์’ 3ดีเอสไอ รับส่วยนมถ.

    ทีมข่าวหน้า128 พ.ย. 2557 06:15 น.
    SHARE

    มีชื่อในโพยอธิบดีจี้สอบล่าขุมทรัพย์อดีตผบช.ก.ซุกอยู่ทั่วปท.

    “สมยศ” ยันไม่รู้จักคนใน รายชื่อโพยส่วยน้ำมันเถื่อน “เสี่ยโจ้” แม้แต่คนเดียว บางคนมีเพียงชื่อเล่นต้องตรวจสอบก่อนว่าเป็นใคร โต้ข่าวปล่อย มีตำรวจเกี่ยวข้องเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์อีกครึ่งร้อยเป็นไปไม่ได้ ส่วน “ประวุฒิ” เชื่อ มีทรัพย์สินเครือข่ายอดีตเจ้าพ่อสอบสวนกลางซุกซ่อนไว้อีกจำนวนมากทั่วประเทศ ขณะที่ตำรวจนครบาลรอรับตัว 5 คน ผู้ต้องหาเครือญาติ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ถูกออกหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ 20 ล้านบาท มาสอบสวน หลังทหารเอาตัวไปสอบ “ประวิตร” ลั่นคดี ตร.รับสินบน-แอบอ้างเบื้องสูง เป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เกี่ยวองค์กร ทุกหน่วยงานมีทั้งคนดี-คนเลว ไม่เว้นแม้แต่สื่อมวลชน ด้านกรมศิลปากรเตรียมทีมเข้าตรวจสอบของกลาง 3 หมื่นชิ้นอย่างละเอียด ส่วนอธิบดีดีเอสไอรับมีชื่อเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน อยู่ในโพยส่วยน้ำมันเถื่อน แต่มีเพียงชื่อเล่น เร่งตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ถ้าผิดจริงจะตั้งกรรมการสอบวินัย

    กรณีพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ขออนุมัติ ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 5 คนเป็นเครือญาติของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ประกอบด้วย นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธและกักขัง โดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือประการกระทำใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีในร่างกาย ข้อหาให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น และข้อหาร่วมลักทรัพย์ คดีดังกล่าวมีผู้เสียหายเป็นหญิงแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.พระโขนงว่า มีกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างสถาบันฯทวงหนี้มูลค่า 20 ล้านบาท

    ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 พ.ย. มีรายงานว่า คดีดังกล่าว ผู้เสียหายแจ้งความพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เมื่อเดือน มี.ค.57 หลังจากทำธุรกิจร่วมกันแต่เกิดขัดผลประโยชน์ จากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 5 คนร่วมกันอุ้มผู้เสียหายไปข่มขู่เอาทรัพย์สิน หลังจากศาลอนุมัติหมายจับแล้ว ชุดสืบสวนสอบสวนจับกุมนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ 2 ใน 5 ผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่ 26 พ.ย. จากนั้นควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สน.พระโขนง จากการสอบสวนทั้งคู่ให้การภาคเสธอ้างว่า เป็นการทวงหนี้สินกันไม่ได้อุ้มผู้เสียหายไปรีดทรัพย์สิน จากนั้นใช้หลักทรัพย์ยื่นประกันโดยพนักงานอนุญาตให้ประกันตัวไป ต่อมามีเจ้าหน้าที่ทหารมาขอรับตัวไปควบคุมตามกฎ อัยการศึก

    ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 คนคือ นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา และนายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา มีรายงานว่าจะเข้ามอบตัว พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป์ ผบก.น.5 จึงเตรียมชุดพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง จำนวน 10 นาย เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่ห้องประชุมบก.น.5 ชั้น 3 อาคารกองบัญชาการตำรวจนครบาล แต่ทั้ง 3 คนยังไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามที่ได้รับข้อมูล มีรายงานเพิ่มเติมว่า พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. จะตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบช.น.เป็นหัวหน้าชุดสืบสวน ตรวจสอบผู้ต้องหาแต่ละคนอย่างละเอียดว่า มีเครือข่ายเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง กับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อย่างไรบ้าง และเคยก่อเหตุในท้องที่อื่นอีกหรือไม่ เนื่องจากมีผู้เสียหายอีกรายถูกก่อเหตุลักษณะเดียวกัน เหตุเกิดภายในหมู่บ้าน ลัดดาวัลย์ ท้องที่ สน.วัดพระยาไกร

    ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น.กล่าวถึงกรณีผู้ต้องหาทั้ง 3 คนที่จะเดินทางเข้ามอบตัวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทหารให้ส่งมอบตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบปากคำ คาดว่าช่วงเย็นไม่เกินเวลา 21.00 น. การดำเนินการด้านคดียังไม่สามารถสรุปสำนวนให้เสร็จได้ เพราะยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ขณะนี้สอบปากคำผู้ต้องหาไป 2 คน ที่เหลือรอการประสานจากทางเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องควบคุมตัวมาพบพนักงานสอบสวน ส่วนจะรวมสำนวนเดียวกันกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.พร้อมพวกหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจที่โรงพักสามารถดำเนินการได้

    ด้าน พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน บช.น. ติดตามจับกุมนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ ผู้ต้องหาตามคดีแอบอ้างสถาบันฯเครือข่ายของอดีต ผบช.ก.ทวงหนี้หญิงผู้เสียหายกว่า 20 ล้านบาท และกักขังหน่วงเหนี่ยวและกรรโชกทรัพย์ไปแล้วเมื่อช่วงเช้าวานนี้ ต่อมาส่งตัว 2 ผู้ต้องหามายัง สน.พระโขนงเพื่อสอบสวนอย่างละเอียด หลังจากการสอบเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ทหารมารับตัวนายชากานต์ไปเวลา 02.00 น. วันที่ 26 พ.ย. และรับตัวนายสุทธิศักดิ์ ไปเมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 26 พ.ย.

    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. กล่าวว่า สตช.จะตั้งคณะกรรมการพนักงานสอบสวนขึ้นมา 1 ชุดเพื่อพิจารณาเรื่องของกลางที่ยึดได้เกือบ 20,000 ชิ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นวัตถุโบราณจะส่งให้กรมศิลปากรตรวจสอบความถูกต้อง ส่วนทรัพย์สินที่เป็นไม้แปรรูปจะส่งมอบให้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เชื่อว่ายังมีทรัพย์สินอีกจำนวนมากซุกซ่อนไว้หลายจุดในประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานว่า มีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปเก็บไว้ต่างประเทศ ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดจะตรวจสอบลายนิ้วมือแฝงและเก็บดีเอ็นเอเพื่อหาความเชื่อมโยงว่า มีบุคคลใดอีกหรือไม่ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการสืบสวนขยายผลถึงขณะนี้ยังไม่ออกหมายจับใครเพิ่ม อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า ขวัญและกำลังใจของข้าราชการตำรวจสังกัด บช.ก.ยังดีอยู่ จะเรียกประชุมชี้แจงและมอบนโยบายอีกครั้ง ตำรวจนายใดที่ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตไม่จำเป็นต้องหวั่นไหว

    ด้าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับส่วยน้ำมันเถื่อนจากนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ว่า เรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน อย่าให้ระบุชื่อคนนั้นคนนี้ออกไป เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรเปิดเผยจนกว่าจะชัดเจนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ การสอบสวนจะเร่งรัดให้เสร็จโดยเร็ว ปปง.ทำหนังสือมาที่ตนเร่งรัดสำนวนการสืบสวนสอบสวน ตอนนี้สำนวนตกค้างอยู่ที่ บช.ก. จากนี้ต่อไปจะดำเนินการให้เสร็จ ส่วนกรณีค้นบ้านของนายสหชัยพบบัญชีรายชื่อที่บันทึกไว้ เจ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานว่าใครรับหรือไม่รับ ต้องเอาบุคคลที่บันทึกคนที่จ่ายมาตอบข้อซักถาม บัญชีพวกนี้ตนมีอยู่ในมือ หรือพูดง่ายๆว่ามีโพยใครรับใครจ่าย แต่เป็นการบันทึกของพนักงานที่ดูแลควบคุมบัญชีฝ่ายเดียว รายชื่อในบัญชีที่เห็นตนไม่รู้จัก บางทีเป็นชื่อย่อหรือชื่อเล่นต้องแยกแยะออกมาว่าคือใคร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ ส่วนที่ตนรับผิดชอบคือ ส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนสอบสวนว่า คนที่ไปรับเงินจริงหรือไม่ ถ้าพยานหลักฐานพาดพิงเกี่ยวข้องกับใครจะดำเนินการทางกฎหมาย

    พล.ต.อ.สมยศกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอยู่ในระดับใด หรือจะเป็นใครถ้าทำผิดกฎหมายในยุคตน ขออนุญาตทำหน้าที่รักษากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ส่วนการขยายผลต้องรอดูและตรวจสอบ ขณะนี้พนักงานสอบสวนเรียกตัวมาคุยและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ส่วนกรณีการค้าน้ำมันเถื่อนที่มี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.เข้าไปพัวพันก็เป็นข่าวอย่างที่สื่อและสังคมตั้งข้อสงสัย แต่ถ้าจะพูดต้องดูจากหลักฐาน ขอเวลาพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนขึ้นมา ถ้าผลออกมาอย่างไรจะแถลงข่าวให้ทราบ ผู้สื่อข่าวถามว่า
    ยอดเงินส่วยแต่ละครั้งของเสี่ยโจ้สูงหรือไม่ และมีรายชื่อ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ พล.ต.ต.โกวิทย์ พล.ต.ต.บุญสืบ ในบัญชีหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า

    มียอดเงินค่อนข้างสูง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ว่ามีใครบ้าง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีรายชื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจเกือบครึ่งร้อยเกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กำลังตรวจสอบแต่คงไม่เยอะขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้ จะไม่มีการล้างบางหรือทำให้ทุกคนหวาดกลัว

    ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า สั่งการให้นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปตรวจสอบ การทำงานของหน่วยงานในสังกัดดีเอสไอที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ที่รับผิดชอบคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อนว่า มีความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดของกลุ่ม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.กับพวกหรือไม่ เพื่อประสานข้อมูลให้ สตช. เพราะดีเอสไอมีเจ้าหน้าที่ทำงานในพื้นที่ ดังนั้น ต้องมีข้อมูล และให้ไปดูทั้งระบบ หากพบหลักฐานว่า มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอร่วมรับสินบน จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที ขณะนี้มีรายงานเบื้องต้นมาแล้ว เชื่อว่าเร็วๆนี้จะเห็นผลการทำงานร่วมกัน การเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หากพบหลักฐานชัดเจนสามารถเอาผิดย้อนหลังได้ทั้งหมด ส่วนกรณีการสอบสวนคดีความผิดของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวก ตนหารือกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว พร้อมสั่งการให้ดีเอสไอและ ปปง.สนับสนุนการทำงานตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่

    ด้านนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอเผยว่า สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีมีข้อมูลระบุถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไออย่างน้อย 3 คนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายรับส่วยจากเสี่ยโจ้ เบื้องต้นให้ตรวจสอบว่า ข้อมูลชื่อเล่นเป็นบุคคลใดกันแน่ ใช่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอหรือไม่ และในช่วงเวลาที่ระบุ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่มีชื่อได้รับมอบหมายให้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ หากพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเกี่ยวข้องการรับส่วยหรือเครือข่ายอดีต ผบช.ก.จะนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบวินัย โดยสั่งการให้เร่งสอบข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อความโปร่งใส และให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย เนื่องจากกรณีนี้เป็นคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ ยิ่งต้องพิสูจน์ให้โปร่งใส สำหรับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาคือ เรียกรับผลประโยชน์ ที่ผ่านมาดีเอสไอถูกนำไปแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์บางกรณี

    นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เผยว่า กรมศิลปากรส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ตรวจโบราณ-วัตถุและศิลปวัตถุ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเป็นของกลางจากเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.พบว่า มีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุกว่า 20,000 ชิ้น รวมทั้งมีเครื่องสังคโลก เครื่องเคลือบ เครื่องทอง ถ้วยจีน อีกกว่า 10,000 ชิ้น รวมกว่า 30,000 ชิ้น ขณะนี้ปะปนกันอยู่ ดังนั้น จะต้องแยกประเภทของแต่ละชิ้นว่า อะไรเป็นโบราณวัตถุ หรือศิลปวัตถุ จากนั้นจะตรวจสอบขั้นต่อไป โดยพิจารณาว่า เป็นของจริงหรือของปลอม ทั้งนี้ เนื่องจากตลาดการค้าโบราณวัตถุศิลปวัตถุมีการปลอมแปลงและเลียนแบบ เพื่อนำมาขายทอดตลาดจำนวนมาก อีกทั้งตั้งราคาไว้สูง ทำให้มีความต้องการที่จะมีไว้ครอบครองจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เท่าที่เห็นจากภาพถ่ายและรายงานมาที่ตน เห็นว่าบางชิ้นไม่น่าจะเป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของแท้

    อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวอีกว่า กรมศิลปากรจะส่งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ประเมินค่าทรัพย์สินโบราณวัตถุและศิลปวัตถุไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ต้องตรวจสอบอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการและประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย ขณะเดียวกัน จะสอบ สวนถึงที่มาที่ไปของการครอบครองจากผู้ครอบครอง เป็นรายบุคคลด้วย โดยต้องชี้แจงว่าได้มาจากไหน เมื่อไหร่ และเหตุผลของการครอบครอง เพราะบางชิ้น อาทิ เทวรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่เคยอยู่ในเทวสถาน หรือพระพุทธรูปที่อยู่ในวัด แต่เหตุใดมาอยู่ที่เซฟเฮาส์ได้ ของทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป แม้ว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามประชาชนครอบครองโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ แต่การครอบครองจะต้องชอบด้วยกฎหมาย อย่างไร ก็ตาม หากพบว่าการครอบครองและได้มาแบบมิชอบด้วยกฎหมาย จะผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 กรมศิลปากรจะแถลงความคืบหน้าอีกครั้งวันที่ 28 พ.ย. เวลา 12.30 น.

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า สตช.กำลังสะสางปัญหาอยู่ เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่องค์กร เมื่อถามว่า การดำเนินการดังกล่าว ทำกันเป็นขบวนการใหญ่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าใหญ่หรือไม่ เพราะต้องดูจากผลการสอบสวนเป็นหลัก การดำเนินการทุกอย่างมีกฎหมาย ระเบียบของ สตช.รองรับอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมอบนโยบายอะไรเพิ่มเติม ถามว่า เรื่องซื้อขายตำแหน่งจะลงไปกำกับดูแลด้วยตัวเองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนจะรู้หรือไม่ว่าจะซื้อขายตำแหน่งกัน หากทำกันใต้โต๊ะ แต่ในระบบไม่มีอยู่แล้ว การปรับตำแหน่งของ สตช.ต้องทำตามขั้นตอน ผู้บังคับบัญชาเสนอชื่อผู้ใต้บังคับบัญชาขึ้นมา ตนจะดูแลให้ดีที่สุด มั่นใจว่าตำรวจทุกนายมีความรัก

    ในเกียรติยศและศักดิ์ศรีไม่ทำอะไรเสียหาย ไม่รู้สึกหนักใจอะไร ต้องยอมรับว่า ทุกองค์กรมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ทั้งตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่องค์กรสื่อเอง ทุกคนที่อยู่ที่นี้ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนดีทุกคน สื่อบางคนก็ไม่ดี แต่ส่วนใหญ่เป็นคนดีมากกว่าไม่ดี อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชัน ถือเป็นวาระแห่งชาติ

    ที่กองบัญชาการนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 18.30 น. พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมนำกำลังทหารติดชุดอาวุธควบคุมตัวนายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ 2 ใน 5 ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุขู่กรรโชกทรัพย์ในพื้นที่ สน.พระโขนง ส่งตัวให้ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พ.ต.อ.ฤทธิกร สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.พระโขนง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม โดยให้ชุดสืบสวน สน.พระโขนง ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คน แยกห้องให้พนักงานสอบสวนบก.น.5 สอบปากคำเพิ่มเติม โดยคุมตัวนายสุทธิศักดิ์สอบปากคำที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจ นครบาล 5 ส่วนนายชากานต์ควบคุมตัวสอบปากคำเพิ่มเติมที่ห้องประชุมอำนวยการ กองบังคับการอำนวยการ บช.น. นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวผู้ต้องหาอีก 3 คนมาสอบปากคำเพิ่มเติม คือนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา และนายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ที่ บช.น. ด้วย ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนง วันที่ 28 พ.ย.ต่อไป

    ล่าสุดเมื่อเวลา 21.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจอรินทราช 26 จำนวน 10 นาย พร้อมอาวุธครบมือควบคุมตัวผู้ต้องหาอีก 3 คน ประกอบด้วยนายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา และนายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา จากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ มาสอบสวนที่ บช.น. โดยมี พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. และพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง แสดงหมายจับให้ผู้ต้องหา 3 คนดูพร้อมรับทราบข้อกล่าวหา หลังจากนั้นให้พนักงานสอบสวน สน.พระโขนงคุมตัวไปแยกกันสอบสวน ควบคุมตัวนายนายณัฐพลสอบปากคำที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายสิทธิศักดิ์ไปสอบปากคำที่ห้องประชุมปารุส 1 ส่วนนายณรงค์ควบคุมตัวสอบปากคำที่ห้องประชุมอำนวยการ กองบังคับการอำนวยการนครบาล 5 หลังสอบสวนเสร็จในคืนนี้ พนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนงช่วงเช้าวันที่ 28 พ.ย.

    พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวว่า การควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนครั้งนี้ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 5 ข้อได้แก่ ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือเสรีภาพ โดยมีอาวุธ ข้อหาร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใด ให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ข้อหาร่วมลักทรัพย์ ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตฯ และข้อหาตามมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ภายหลังจากได้มอบอำนาจให้ดำเนินคดี

    พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวอีกว่า กรณีมีผู้เสียหายแจ้งความเพิ่มเติมเรื่องขู่กรรโชกทรัพย์ที่ สน.วัดพระยาไกร เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกรรวบรวมหลักฐาน จะดำเนินการออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2-3 คน ทั้งหมดเป็นพลเรือนมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายก่อเหตุร่วมกัน ส่วนจะโยงไปถึง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก.หรือไม่ ต้องตรวจสอบข้อมูลว่ามีความเชื่อมโยงอย่างไร จะต้องสอบปากคำผู้เสียหาย ส่วนกรณีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการน้ำมันเถื่อน อาจมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก แต่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบยังไม่ได้ออกหมายจับเพิ่มเติม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อขจัดเรื่องดังกล่าวให้หมดไป

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1บช.น.หมายจับ5ผู้ต้องหาพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ณัฐพล อัครพงศ์ปรีชาสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชาณรงค์ อัครพงศ์ปรีชาสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ชากานต์ ภาคภูมิข่มขู่เอาทรัพย์สินสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงบัญชีรายชื่อไพบูลย์ คุ้มฉายาดีเอสไอ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้