วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยมหากาพย์ "ปล้นประชาชน” บทเรียนราคาแพง "เซ็งลี้" สัมปทาน "โทลล์เวย์"

อีกครั้งที่ประชาชนคนใช้รถใช้ถนนต้องถูก “ปล้นกลางแดด”….!!!

กับประกาศิตของบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” ที่ประกาศ “ดีเดย์” ปรับอัตราค่าผ่านทางยกระดับ “ดินแดง–ดอนเมือง–อนุสรณ์สถาน” สุดมหาโหด ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.57 อีกไม่ถึงขวบเดือนจากวันนี้

โดยจะปรับค่าผ่านทางรถยนต์ 4 ล้อ จาก 60 บาท เป็น 70 บาทตลอดสาย และรถใหญ่ 6 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท ขณะที่ส่วนต่อขยายจากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน จะปรับจาก 25 บาท เป็น 30 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 35 บาท เป็น 40 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป ทำให้อัตราค่าผ่านทางตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ จะปรับเพิ่มจาก 85 บาท เป็น 100 บาท และ 140 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก...และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย!!!

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2552 “ดอนเมืองโทลล์เวย์” ก็ปรับค่าผ่านทางที่สร้างความ “ขมขื่น” ให้ประชาชนคนไทยกันมาหนแล้ว โดยปรับค่าผ่านทางพรวดเดียวจาก 35 บาท เป็น 60 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 65 บาท เป็น 90 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

ทั้งยังมีแผนจะปรับขึ้นอีกในทุกๆ 5 ปีช่วงสัญญาที่เหลืออยู่จนกว่าจะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2577

ทุกครั้งของการปรับขึ้นค่าผ่านทาง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้สร้างความขมขื่นให้ประชาชนคนไทยจนสุดจะอดกลั้น และยิ่งรู้สึกขมขื่นหนักเข้าไปอีก เมื่อย้อนรอยกลับไปพิจารณาเส้นทางการโขกสับปรับค่าผ่านทางในช่วงที่ผ่านมาของทางด่วนยกระดับสายนี้ เพราะรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าได้แต่นั่ง “เอามือซุกหีบ” ทำอะไรไม่ได้

ด้วยข้ออ้างทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่รัฐไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้!

เกิดอะไรขึ้นกับกิจการหรือบริการอันเป็นสาธารณูปโภคที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชน แต่กลับปล่อยให้บริษัทเอกชน “ชุบมือเปิบ” โขกสับเอากับประชาชน และปล่อยให้มีการ “เซ็งลี้” สัมปทานหากินกันบนความทุกข์ยากของประชาชนได้!

รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า คนแล้วคนเล่าได้แต่พูดว่าต้องอนุมัติให้ขึ้นราคาตาม “สัญญาทาส” และไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงใดๆได้ไปตลอดชาติหรือไร ไม่มีหนทางเลือกอื่นใดเลยหรือ!?

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอย้อนรอยเส้นทาง “ปล้นกลางแดด” โครงการเจ้าปัญหานี้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ว่าประเทศไทยเรายังต้องเจอะเจอกับ “สัญญาอัปยศ” ในลักษณะนี้ไปอีกนานแค่ไหน? หรือเมื่อไหร่เชื้อชั่วของทุนสามานย์ที่แสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนเหล่านี้จะหมดสิ้นไป

*******

ปฐมบทดอนเมืองโทลล์เวย์

ปูมหลังโครงการ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” นั้น ก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2532 โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้เปิดให้เอกชนเข้ารับสัมปทานก่อสร้างและให้บริการทางยกระดับดินแดง– อนเมือง ระยะทาง 15.4 กม.มีอายุสัญญา 25 ปี สิ้นสุดในปี 2557 กำหนดอัตราค่าผ่านทางในช่วงแรก (ปี 2534–2541) ระหว่าง 20–30 บาท และช่วงที่ 2 (ปี 2541–2547) ในอัตรา 30–40 บาท

ต่อมาในปี 2535 รัฐบาล “โปร่งใส” ของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้อนุมัติให้บริษัทก่อสร้างโครงการส่วนต่อขยายระยะทาง 5.7 กม.จากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน เพื่อแก้ไขปัญหา “คอขวด” หน้าสนามบินดอนเมือง และเพื่อชดเชยความเสียหายจากการที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่บริษัทเพื่อก่อสร้าง “ทางเชื่อมยกระดับ” หรือ “ลูปแรมป์” (Loop Ramp) บริเวณแยกหลักสี่และแยกบางเขน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรฯ ที่นัยว่าเพื่อบีบคนให้ขึ้นไปใช้โทลล์เวย์ได้

จากนั้นในปี 2538 ในสมัย “รัฐบาลนายชวน หลีกภัย” (23 ก.ย.2535-13 ก.ค.2538) บริษัทได้ยื่นเรื่องขอแก้ไขสัญญาอีกครั้ง โดยอ้างว่ารัฐบาลกระทำผิดสัญญาที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง “ลูปแรมป์” ข้างต้น ก่อนนำไปสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาในปี 2538-2539 ในสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา (13 ก.ค.2538-25 พ.ย.2539) โดยได้มีการขยายสัมปทานเพิ่มขึ้นอีก 7 ปี จากปี 2557-2564 และขยายฐานค่าผ่านทางช่วงดินแดง-ดอนเมือง เป็น 20-80 บาท กับช่วงสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน เป็น 15-35 บาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทจะต้องปรับอัตราค่าผ่านทางตามสัญญาที่ได้กระทำไว้ก่อนหน้า โดยต้องปรับค่าผ่านทางใหม่ขึ้นเป็น 55 บาทตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ 65 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป และปี 2547 ต้องปรับขึ้นเป็น 70 บาท จนถึง 100 บาทตลอดสาย แต่รัฐบาลขณะนั้น (รัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2/9 พ.ย.2540-17 ก.พ.2544) ไม่อนุมัติให้ปรับค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานที่ได้แก้ไข

เช่นเดียวกับปี 2547 ในสมัย รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (17 ก.พ. 2544-11 มี.ค.2548) รัฐบาลก็ไม่อนุมัติให้ปรับค่าผ่านทางเป็น 70 บาท แม้จะมีสัญญาสัมปทานล็อกคออยู่ก็ตาม ทั้งยังขอให้ดอนเมืองโทลล์เวย์เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ และ 50 บาท

สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป ในปี 2548 และ 30 บาทตลอดสายในปี 2549-2550 ก่อนจะมีการปรับอัตราค่าผ่านทางในช่วงปี 2550-2552 ขึ้นมาเป็น 35 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 50 บาทเป็น 65 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

ผลพวงจากการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะกลายมาเป็นมูลเหตุให้บริษัทนำเรื่องขึ้นร้องต่อศาลปกครอง และตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อเจรจาชดเชยความเสียหายหลายระลอกเท่านั้น

แต่กรณีดังกล่าวยังทำให้ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (1 ต.ค.2549-29 ม.ค.2551) แก้ไขสัญญาให้กับบริษัทอีกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2550 โดย “ขยายสัมปทานเพิ่มอีก 13 ปีสิ้นสุดปี 2577 และขยายฐานค่าผ่านทางช่วงดินแดง–ดอนเมือง จาก 20–100 บาท ช่วงดอนเมือง–อนุสรณ์สถาน 15–45 บาท พร้อมอนุมัติกรอบการปรับอัตราค่าผ่านทางล่วงหน้าตามสัญญาสัมปทานโดยไม่ต้องขออนุมัติจาก ครม.”

มหกรรม “ปล้นกลางแดด”

ผลพวงจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 3 ทำให้ปลายปี 2552 รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติให้ปรับอัตราค่าผ่านทางมาเป็นอัตราที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบัน ทำเอาประชาชนคนกรุงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกันมาแล้วครั้งหนึ่ง!

ครั้งนั้น นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม รวมทั้งคนในรัฐบาลเองได้แต่นั่งเอามือ “ซุกหีบ” อ้างแต่ว่ารู้สึกเห็นใจประชาชน และเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องของสัญญาสัมปทานที่ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เพราะอาจเป็นมูลเหตุให้บริษัทฟ้องร้องขอขยายสัญญาอีก!

ก่อนที่รัฐจะหันไปแก้เกี้ยวตั้งคณะกรรมการสอบไล่เบี้ยการแก้ไขสัญญาในอดีตว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร? หรือมีใครต้องรับผิดชอบในสัญญาอัปยศนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายเรื่องก็ “หายเข้ากลีบเมฆ” ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้บริษัทเอกชน “ปล้นกลางแดด” ต่อไป

ทั้งๆที่จะว่าไปโครงการ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” นั้น เป็นโครงการสัมปทานของรัฐโดยแท้ แต่กลับเป็นเรื่องน่าแปลกที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐไม่สามารถเข้าไปควบคุม และกำกับดูแลใดๆได้

เมื่อย้อนรอยเส้นทางการดำเนินโครงการนี้ จะยิ่งเห็นพฤติกรรมความไม่ชอบมาพากลของผู้เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อครั้งแรกที่กรมทางหลวงอนุมัติสัมปทานดอนเมืองโทลล์เวย์ออกไปนั้น คนไทยทั้งประเทศต่างก็ขมขื่น ปวดร้าวไปกับพฤติกรรมของหน่วยงานรัฐที่ไม่เพียงจะประเคนสมบัติชาติ และเงินในกระเป๋าประชาชนโดยรัฐแทบไม่ได้ค่าสัมปทานใดๆแล้ว

ในสัญญาสัมปทานที่มุบมิบกระทำกันไปนั้น ยังมีรายการ “หมกเม็ด” ยินยอมให้บริษัททุบสะพานลอยหลักสี่ บางเขน รวมทั้งสะพานลอยข้ามแยกลาดพร้าวทิ้งไป! เพียงเพื่อจะให้บริษัทก่อสร้างทางเชื่อมยกระดับ หรือ “ลูปแรมป์” ดักรถให้ขึ้นไปใช้ทางด่วนยกระดับโทลล์เวย์ แม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทั้งที่รัฐผลาญงบประมาณก่อสร้างไปไม่รู้กี่ร้อย กี่พันล้าน เพื่อก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกขึ้นมา แต่กลับต้องถูกทุบทิ้งไปเพียงเพื่อแลกกับการได้โครงการอัปยศที่โขกค่าผ่านทางราวกับ “ปล้นสะดม”

ยังโชคดีที่ครั้งนั้น เหล่านักศึกษาและคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่คงจะรู้เช่นเห็นชาติพฤติกรรม “สมรู้ร่วมคิด” ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการเวนคืนเอาที่ดินของมหาวิทยาลัยไปใช้ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นไปเพื่อประเคนผลประโยชน์ให้บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

เรายังได้เห็นพฤติกรรม “เห็นแก่ได้” ของบริษัทที่มีการก่อสร้างทางเบี่ยงเข้าด่านเก็บเงินซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “กับดัก” ทางเข้าด่านได้ เพราะเป็นทางเบี่ยงที่มีขนาดช่องทางใหญ่มหึมา และกว้างกว่าถนนหลักที่ประชาชนคนกรุงใช้สัญจรในยามปกติเสียด้วย!

และก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกต้อนขึ้นไปเสียเงิน!!

ค่าโง่ซ้ำซาก “ดอนเมืองโทลล์เวย์”!

โครงการเจ้ากรรมนี้ยังทำให้รัฐบาลไทยจ่อจะต้อง “เสียรู้-เสียค่าโง่” ซ้ำซาก เพราะหลังจากที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทสร้างวงแหวน “ลูปแรมป์” เชื่อมทางยกระดับที่บริเวณแยกหลักสี่ และบางเขน รวมทั้งไม่สามารถทุบสะพานลอยข้ามแยกลาดพร้าว เพื่อให้บริษัทสร้างสิ่งที่ต้องการ เพื่อบังคับยวดยานให้ขึ้นไปใช้โทลล์เวย์ได้แล้ว

กรณีดังกล่าวยังกลายมาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลถูกบริษัทฟ้องร้องให้ต้องชดเชยความเสียหายตามมาอีกไม่รู้จักจบสิ้น จนรัฐต้องยอมต่อขยายเส้นทาง ขยายสัญญาให้แก่บริษัทจากที่ต้องสิ้นสุดในปี 2557 นี้ไปจนถึงปี 2577 เรียกได้ว่ามากมายมหาศาลกว่าสัมปทานที่ได้รับตั้งแต่ต้นเสียอีก!

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นโครงการสัมปทานที่ลงทุนครั้งเดียว แต่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปชั่วลูกชั่วหลาน!!!

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบรรดามาตรการเยียวยา และชดเชยความเสียหายที่รัฐบาลประเคนให้บริษัทไปก่อนหน้าใช่จะหมดเพียงเท่านั้น วันดีคืนดี บริษัทวอลเตอร์ บาว ที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอะไรกับกรมทางหลวงแต่เป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนรายนี้ที่ได้ขายหุ้นในมือออกไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว กลับลุกขึ้นมา “ฟ้อนเงี้ยว” ฟ้องรัฐบาลไทยต่อ “อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ณ นครเจนีวา ให้ชดใช้ความเสียหายแก่ตนได้อีก

บริษัทอ้างว่าเพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญาในหลากหลายกรณี ทั้งไม่ยอมให้ทุบสะพานลอย 2-3 แห่ง ไม่อนุมัติปรับค่าผ่านทางตามสัญญา รวมทั้งเปิดให้มีการสร้างโครงการทางยกระดับในลักษณะใกล้เคียงกันแข่งขัน จนส่งผลกระทบต่อสถานะของบริษัทและผู้ถือหุ้น

และสิ่งที่ทำเอาประชาชนคนใน กทม.ถึงกับช็อก! ก็คือ ผลการวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประ เทศเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2552 ที่ตัดสินให้รัฐบาลไทยต้องชดเชยความเสียหายให้แก่บริษัทวอลเตอร์ บาว เป็นเงินกว่า 29 ล้านยูโร หรือกว่า 1,500 ล้านบาท

เป็นการพ่ายคดีให้แก่บริษัทฝรั่งตาน้ำข้าวที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอะไรกับรัฐแม้แต่น้อย ขณะที่บริษัทผู้ฟ้องคดีเอง ได้ล้มละลายไปนานแล้ว มีเพียงผู้จัดการทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้นที่ทำการแทน แต่ก็กลับลุกขึ้นมาฟ้องชนะคดีประเทศไทยได้ แถมข้อเรียกร้องของบริษัทก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ “ประเคน” ให้แก่บริษัทจนแทบจะเรียกได้ว่า “ขายประเทศ” ไปหมดแล้ว!

เรื่องอดสูขนาดนี้ รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นัยว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่เต็มมือไม่คิดจะ “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยบ้างละหรือ? นี่เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ต้องล้วงลึกเข้าไปตรวจสอบระบบธรรมาภิบาลของการให้สัมปทานหรือไม่?!

ที่ผ่านมา แทบไม่มีรัฐบาลเลือกตั้งชุดใดคิดจะล้วงลูกลงไปตรวจสอบเลยว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่หน่วยงานรัฐคู่สัญญาได้ดำเนินการไป ทั้งในส่วนการขยายเส้นทางสัมปทานจากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รวมระยะทางกว่า 21.1 กิโลเมตรนั้น ถูกต้อง โปร่งใส และกระทบต่อประชาชนหรือไม่ แม้ช่วงก่อนหน้าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในช่วงปี 2539 กระทรวงการคลัง และธนาคารรัฐอย่างออมสิน ต้องเข้าไปพยุงฐานะของบริษัทไว้ก็ตาม

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทุกข์ของคนใช้เส้นทางจากการขึ้นราคาค่าผ่านทางตลอดจะบรรเทาเบาบางลง จนกระทั่งถึงวันนี้

*******

ทีมเศรษฐกิจหยิบยกเอาประเด็นปัญหานี้กลับมานำเสนออีกครั้ง ก็ด้วยเหตุที่คาดหวังว่ารัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ลุกขึ้นมาใช้อำนาจนี้ทวง “คืนความสุขให้ประชาชน” อย่างจริงจัง เช่นที่หัวหน้า คสช.ยอมกลืนเลือด ลุกขึ้นมา “ฉีกรัฐธรรมนูญ” เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศดังที่ประกาศไว้

ที่สำคัญเราคาดหวังว่าโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ จะเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ทำให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังในประเด็นปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และการทุจริตคอร์รัปชัน

แน่นอนเราอยากเห็นรัฐบาล คสช. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังโม่แป้งแสวงหา “โมเดล” ปฏิรูปประเทศอยู่เวลานี้ วางมาตรการสกัดกั้น และ “ปิดประตูลั่นดาล” ไม่ให้เหล่านักการเมือง หรือกลุ่มทุนผลประโยชน์ทั้งหลายคิดจะ “ปลุกผี” เซ็งลี้สัมปทานในลักษณะเดียวกันออกมาอีก

ให้ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” เป็นโครงการสุดท้ายจริงๆเสียที!!!

ทีมเศรษฐกิจ