บริการข่าวไทยรัฐ

ย้อนรอยมหากาพย์ "ปล้นประชาชน” บทเรียนราคาแพง "เซ็งลี้" สัมปทาน "โทลล์เวย์"

อีกครั้งที่ประชาชนคนใช้รถใช้ถนนต้องถูก “ปล้นกลางแดด”….!!!

กับประกาศิตของบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” ที่ประกาศ “ดีเดย์” ปรับอัตราค่าผ่านทางยกระดับ “ดินแดง–ดอนเมือง–อนุสรณ์สถาน” สุดมหาโหด ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.57 อีกไม่ถึงขวบเดือนจากวันนี้

โดยจะปรับค่าผ่านทางรถยนต์ 4 ล้อ จาก 60 บาท เป็น 70 บาทตลอดสาย และรถใหญ่ 6 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท ขณะที่ส่วนต่อขยายจากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน จะปรับจาก 25 บาท เป็น 30 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 35 บาท เป็น 40 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป ทำให้อัตราค่าผ่านทางตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ จะปรับเพิ่มจาก 85 บาท เป็น 100 บาท และ 140 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก...และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย!!!

ก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2552 “ดอนเมืองโทลล์เวย์” ก็ปรับค่าผ่านทางที่สร้างความ “ขมขื่น” ให้ประชาชนคนไทยกันมาหนแล้ว โดยปรับค่าผ่านทางพรวดเดียวจาก 35 บาท เป็น 60 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 65 บาท เป็น 90 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

ทั้งยังมีแผนจะปรับขึ้นอีกในทุกๆ 5 ปีช่วงสัญญาที่เหลืออยู่จนกว่าจะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2577

ทุกครั้งของการปรับขึ้นค่าผ่านทาง ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้สร้างความขมขื่นให้ประชาชนคนไทยจนสุดจะอดกลั้น และยิ่งรู้สึกขมขื่นหนักเข้าไปอีก เมื่อย้อนรอยกลับไปพิจารณาเส้นทางการโขกสับปรับค่าผ่านทางในช่วงที่ผ่านมาของทางด่วนยกระดับสายนี้ เพราะรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าได้แต่นั่ง “เอามือซุกหีบ” ทำอะไรไม่ได้

ด้วยข้ออ้างทุกอย่างเป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่รัฐไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้!

เกิดอะไรขึ้นกับกิจการหรือบริการอันเป็นสาธารณูปโภคที่รัฐต้องจัดหาให้ประชาชน แต่กลับปล่อยให้บริษัทเอกชน “ชุบมือเปิบ” โขกสับเอากับประชาชน และปล่อยให้มีการ “เซ็งลี้” สัมปทานหากินกันบนความทุกข์ยากของประชาชนได้!

รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า คนแล้วคนเล่าได้แต่พูดว่าต้องอนุมัติให้ขึ้นราคาตาม “สัญญาทาส” และไม่อาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงใดๆได้ไปตลอดชาติหรือไร ไม่มีหนทางเลือกอื่นใดเลยหรือ!?

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอย้อนรอยเส้นทาง “ปล้นกลางแดด” โครงการเจ้าปัญหานี้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ว่าประเทศไทยเรายังต้องเจอะเจอกับ “สัญญาอัปยศ” ในลักษณะนี้ไปอีกนานแค่ไหน? หรือเมื่อไหร่เชื้อชั่วของทุนสามานย์ที่แสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนเหล่านี้จะหมดสิ้นไป

*******

ปฐมบทดอนเมืองโทลล์เวย์

ปูมหลังโครงการ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” นั้น ก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2532 โดยกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมได้เปิดให้เอกชนเข้ารับสัมปทานก่อสร้างและให้บริการทางยกระดับดินแดง– อนเมือง ระยะทาง 15.4 กม.มีอายุสัญญา 25 ปี สิ้นสุดในปี 2557 กำหนดอัตราค่าผ่านทางในช่วงแรก (ปี 2534–2541) ระหว่าง 20–30 บาท และช่วงที่ 2 (ปี 2541–2547) ในอัตรา 30–40 บาท

ต่อมาในปี 2535 รัฐบาล “โปร่งใส” ของนายอานันท์ ปันยารชุน ได้อนุมัติให้บริษัทก่อสร้างโครงการส่วนต่อขยายระยะทาง 5.7 กม.จากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน เพื่อแก้ไขปัญหา “คอขวด” หน้าสนามบินดอนเมือง และเพื่อชดเชยความเสียหายจากการที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่บริษัทเพื่อก่อสร้าง “ทางเชื่อมยกระดับ” หรือ “ลูปแรมป์” (Loop Ramp) บริเวณแยกหลักสี่และแยกบางเขน หน้ามหาวิทยาลัยเกษตรฯ ที่นัยว่าเพื่อบีบคนให้ขึ้นไปใช้โทลล์เวย์ได้

จากนั้นในปี 2538 ในสมัย “รัฐบาลนายชวน หลีกภัย” (23 ก.ย.2535-13 ก.ค.2538) บริษัทได้ยื่นเรื่องขอแก้ไขสัญญาอีกครั้ง โดยอ้างว่ารัฐบาลกระทำผิดสัญญาที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง “ลูปแรมป์” ข้างต้น ก่อนนำไปสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาในปี 2538-2539 ในสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา (13 ก.ค.2538-25 พ.ย.2539) โดยได้มีการขยายสัมปทานเพิ่มขึ้นอีก 7 ปี จากปี 2557-2564 และขยายฐานค่าผ่านทางช่วงดินแดง-ดอนเมือง เป็น 20-80 บาท กับช่วงสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน เป็น 15-35 บาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทจะต้องปรับอัตราค่าผ่านทางตามสัญญาที่ได้กระทำไว้ก่อนหน้า โดยต้องปรับค่าผ่านทางใหม่ขึ้นเป็น 55 บาทตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ 65 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป และปี 2547 ต้องปรับขึ้นเป็น 70 บาท จนถึง 100 บาทตลอดสาย แต่รัฐบาลขณะนั้น (รัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 2/9 พ.ย.2540-17 ก.พ.2544) ไม่อนุมัติให้ปรับค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานที่ได้แก้ไข

เช่นเดียวกับปี 2547 ในสมัย รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (17 ก.พ. 2544-11 มี.ค.2548) รัฐบาลก็ไม่อนุมัติให้ปรับค่าผ่านทางเป็น 70 บาท แม้จะมีสัญญาสัมปทานล็อกคออยู่ก็ตาม ทั้งยังขอให้ดอนเมืองโทลล์เวย์เก็บค่าผ่านทาง 20 บาทตลอดสายสำหรับรถ 4 ล้อ และ 50 บาท

สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป ในปี 2548 และ 30 บาทตลอดสายในปี 2549-2550 ก่อนจะมีการปรับอัตราค่าผ่านทางในช่วงปี 2550-2552 ขึ้นมาเป็น 35 บาท สำหรับรถ 4 ล้อ และจาก 50 บาทเป็น 65 บาท สำหรับรถ 6 ล้อขึ้นไป

ผลพวงจากการที่รัฐเข้ามาแทรกแซงการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางครั้งนั้น ไม่เพียงแต่จะกลายมาเป็นมูลเหตุให้บริษัทนำเรื่องขึ้นร้องต่อศาลปกครอง และตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อเจรจาชดเชยความเสียหายหลายระลอกเท่านั้น

แต่กรณีดังกล่าวยังทำให้ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (1 ต.ค.2549-29 ม.ค.2551) แก้ไขสัญญาให้กับบริษัทอีกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2550 โดย “ขยายสัมปทานเพิ่มอีก 13 ปีสิ้นสุดปี 2577 และขยายฐานค่าผ่านทางช่วงดินแดง–ดอนเมือง จาก 20–100 บาท ช่วงดอนเมือง–อนุสรณ์สถาน 15–45 บาท พร้อมอนุมัติกรอบการปรับอัตราค่าผ่านทางล่วงหน้าตามสัญญาสัมปทานโดยไม่ต้องขออนุมัติจาก ครม.”

มหกรรม “ปล้นกลางแดด”

ผลพวงจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 3 ทำให้ปลายปี 2552 รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติให้ปรับอัตราค่าผ่านทางมาเป็นอัตราที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบัน ทำเอาประชาชนคนกรุงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกันมาแล้วครั้งหนึ่ง!

ครั้งนั้น นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม รวมทั้งคนในรัฐบาลเองได้แต่นั่งเอามือ “ซุกหีบ” อ้างแต่ว่ารู้สึกเห็นใจประชาชน และเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องของสัญญาสัมปทานที่ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เพราะอาจเป็นมูลเหตุให้บริษัทฟ้องร้องขอขยายสัญญาอีก!

ก่อนที่รัฐจะหันไปแก้เกี้ยวตั้งคณะกรรมการสอบไล่เบี้ยการแก้ไขสัญญาในอดีตว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างไร? หรือมีใครต้องรับผิดชอบในสัญญาอัปยศนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายเรื่องก็ “หายเข้ากลีบเมฆ” ได้แต่ปล่อยเลยตามเลยให้บริษัทเอกชน “ปล้นกลางแดด” ต่อไป

ทั้งๆที่จะว่าไปโครงการ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” นั้น เป็นโครงการสัมปทานของรัฐโดยแท้ แต่กลับเป็นเรื่องน่าแปลกที่คู่สัญญาฝ่ายรัฐไม่สามารถเข้าไปควบคุม และกำกับดูแลใดๆได้

เมื่อย้อนรอยเส้นทางการดำเนินโครงการนี้ จะยิ่งเห็นพฤติกรรมความไม่ชอบมาพากลของผู้เกี่ยวข้อง เพราะเมื่อครั้งแรกที่กรมทางหลวงอนุมัติสัมปทานดอนเมืองโทลล์เวย์ออกไปนั้น คนไทยทั้งประเทศต่างก็ขมขื่น ปวดร้าวไปกับพฤติกรรมของหน่วยงานรัฐที่ไม่เพียงจะประเคนสมบัติชาติ และเงินในกระเป๋าประชาชนโดยรัฐแทบไม่ได้ค่าสัมปทานใดๆแล้ว

ในสัญญาสัมปทานที่มุบมิบกระทำกันไปนั้น ยังมีรายการ “หมกเม็ด” ยินยอมให้บริษัททุบสะพานลอยหลักสี่ บางเขน รวมทั้งสะพานลอยข้ามแยกลาดพร้าวทิ้งไป! เพียงเพื่อจะให้บริษัทก่อสร้างทางเชื่อมยกระดับ หรือ “ลูปแรมป์” ดักรถให้ขึ้นไปใช้ทางด่วนยกระดับโทลล์เวย์ แม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ทั้งที่รัฐผลาญงบประมาณก่อสร้างไปไม่รู้กี่ร้อย กี่พันล้าน เพื่อก่อสร้างสะพานลอยข้ามแยกขึ้นมา แต่กลับต้องถูกทุบทิ้งไปเพียงเพื่อแลกกับการได้โครงการอัปยศที่โขกค่าผ่านทางราวกับ “ปล้นสะดม”

ยังโชคดีที่ครั้งนั้น เหล่านักศึกษาและคณาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่คงจะรู้เช่นเห็นชาติพฤติกรรม “สมรู้ร่วมคิด” ได้ลุกขึ้นมาต่อต้านการเวนคืนเอาที่ดินของมหาวิทยาลัยไปใช้ ทั้งที่ในข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นไปเพื่อประเคนผลประโยชน์ให้บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

เรายังได้เห็นพฤติกรรม “เห็นแก่ได้” ของบริษัทที่มีการก่อสร้างทางเบี่ยงเข้าด่านเก็บเงินซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “กับดัก” ทางเข้าด่านได้ เพราะเป็นทางเบี่ยงที่มีขนาดช่องทางใหญ่มหึมา และกว้างกว่าถนนหลักที่ประชาชนคนกรุงใช้สัญจรในยามปกติเสียด้วย!

และก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกต้อนขึ้นไปเสียเงิน!!

ค่าโง่ซ้ำซาก “ดอนเมืองโทลล์เวย์”!

โครงการเจ้ากรรมนี้ยังทำให้รัฐบาลไทยจ่อจะต้อง “เสียรู้-เสียค่าโง่” ซ้ำซาก เพราะหลังจากที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทสร้างวงแหวน “ลูปแรมป์” เชื่อมทางยกระดับที่บริเวณแยกหลักสี่ และบางเขน รวมทั้งไม่สามารถทุบสะพานลอยข้ามแยกลาดพร้าว เพื่อให้บริษัทสร้างสิ่งที่ต้องการ เพื่อบังคับยวดยานให้ขึ้นไปใช้โทลล์เวย์ได้แล้ว

กรณีดังกล่าวยังกลายมาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐบาลถูกบริษัทฟ้องร้องให้ต้องชดเชยความเสียหายตามมาอีกไม่รู้จักจบสิ้น จนรัฐต้องยอมต่อขยายเส้นทาง ขยายสัญญาให้แก่บริษัทจากที่ต้องสิ้นสุดในปี 2557 นี้ไปจนถึงปี 2577 เรียกได้ว่ามากมายมหาศาลกว่าสัมปทานที่ได้รับตั้งแต่ต้นเสียอีก!

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นโครงการสัมปทานที่ลงทุนครั้งเดียว แต่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปชั่วลูกชั่วหลาน!!!

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบรรดามาตรการเยียวยา และชดเชยความเสียหายที่รัฐบาลประเคนให้บริษัทไปก่อนหน้าใช่จะหมดเพียงเท่านั้น วันดีคืนดี บริษัทวอลเตอร์ บาว ที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอะไรกับกรมทางหลวงแต่เป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนรายนี้ที่ได้ขายหุ้นในมือออกไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว กลับลุกขึ้นมา “ฟ้อนเงี้ยว” ฟ้องรัฐบาลไทยต่อ “อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ณ นครเจนีวา ให้ชดใช้ความเสียหายแก่ตนได้อีก

บริษัทอ้างว่าเพราะรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญาในหลากหลายกรณี ทั้งไม่ยอมให้ทุบสะพานลอย 2-3 แห่ง ไม่อนุมัติปรับค่าผ่านทางตามสัญญา รวมทั้งเปิดให้มีการสร้างโครงการทางยกระดับในลักษณะใกล้เคียงกันแข่งขัน จนส่งผลกระทบต่อสถานะของบริษัทและผู้ถือหุ้น

และสิ่งที่ทำเอาประชาชนคนใน กทม.ถึงกับช็อก! ก็คือ ผลการวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประ เทศเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2552 ที่ตัดสินให้รัฐบาลไทยต้องชดเชยความเสียหายให้แก่บริษัทวอลเตอร์ บาว เป็นเงินกว่า 29 ล้านยูโร หรือกว่า 1,500 ล้านบาท

เป็นการพ่ายคดีให้แก่บริษัทฝรั่งตาน้ำข้าวที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญาอะไรกับรัฐแม้แต่น้อย ขณะที่บริษัทผู้ฟ้องคดีเอง ได้ล้มละลายไปนานแล้ว มีเพียงผู้จัดการทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้นที่ทำการแทน แต่ก็กลับลุกขึ้นมาฟ้องชนะคดีประเทศไทยได้ แถมข้อเรียกร้องของบริษัทก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ “ประเคน” ให้แก่บริษัทจนแทบจะเรียกได้ว่า “ขายประเทศ” ไปหมดแล้ว!

เรื่องอดสูขนาดนี้ รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นัยว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่เต็มมือไม่คิดจะ “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ” เพื่อคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยบ้างละหรือ? นี่เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ต้องล้วงลึกเข้าไปตรวจสอบระบบธรรมาภิบาลของการให้สัมปทานหรือไม่?!

ที่ผ่านมา แทบไม่มีรัฐบาลเลือกตั้งชุดใดคิดจะล้วงลูกลงไปตรวจสอบเลยว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่หน่วยงานรัฐคู่สัญญาได้ดำเนินการไป ทั้งในส่วนการขยายเส้นทางสัมปทานจากสนามบินดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รวมระยะทางกว่า 21.1 กิโลเมตรนั้น ถูกต้อง โปร่งใส และกระทบต่อประชาชนหรือไม่ แม้ช่วงก่อนหน้าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในช่วงปี 2539 กระทรวงการคลัง และธนาคารรัฐอย่างออมสิน ต้องเข้าไปพยุงฐานะของบริษัทไว้ก็ตาม

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ทุกข์ของคนใช้เส้นทางจากการขึ้นราคาค่าผ่านทางตลอดจะบรรเทาเบาบางลง จนกระทั่งถึงวันนี้

*******

ทีมเศรษฐกิจหยิบยกเอาประเด็นปัญหานี้กลับมานำเสนออีกครั้ง ก็ด้วยเหตุที่คาดหวังว่ารัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ ลุกขึ้นมาใช้อำนาจนี้ทวง “คืนความสุขให้ประชาชน” อย่างจริงจัง เช่นที่หัวหน้า คสช.ยอมกลืนเลือด ลุกขึ้นมา “ฉีกรัฐธรรมนูญ” เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศดังที่ประกาศไว้

ที่สำคัญเราคาดหวังว่าโครงการดอนเมืองโทลล์เวย์ จะเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ทำให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจังในประเด็นปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และการทุจริตคอร์รัปชัน

แน่นอนเราอยากเห็นรัฐบาล คสช. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่กำลังโม่แป้งแสวงหา “โมเดล” ปฏิรูปประเทศอยู่เวลานี้ วางมาตรการสกัดกั้น และ “ปิดประตูลั่นดาล” ไม่ให้เหล่านักการเมือง หรือกลุ่มทุนผลประโยชน์ทั้งหลายคิดจะ “ปลุกผี” เซ็งลี้สัมปทานในลักษณะเดียวกันออกมาอีก

ให้ “ดอนเมืองโทลล์เวย์” เป็นโครงการสุดท้ายจริงๆเสียที!!!

ทีมเศรษฐกิจ