ข่าว
100 year

5นศ.บุกชู3นิ้วต้าน ‘บิ๊กตู่’แซว นึกว่าแสดงต้อนรับ

ทีมข่าวหน้า120 พ.ย. 2557 08:01 น.
SHARE

ลงพื้นที่ขอนแก่นบอกไม่เป็นไร ขู่20ผวจ.แล้ง-ท่วมซํ้าซากมีเรื่อง โปรดเกล้าฯ2รมต.อำนวย-วิสุทธิ์

“บิ๊กตู่”หอบ รมต.ลงพื้นที่อีสานนัดแรกสะดุด เจอโปรยใบปลิวต้าน “กลุ่มดาวดิน” ชู 3 นิ้วกลางวง แต่ยังหน้าชื่นบอกมีความสุข อ้อนมาด้วยใจเต็มร้อยขอแลกหัวใจกลับคืน ยืนยันมาทำประโยชน์ไม่เป็นศัตรูกับใคร ประกาศลั่นต้องไปได้ทุกที่ทั่วประเทศ กำชับผู้ว่าฯอีสาน 20 จว.ต้องตื่นตัว ขู่พื้นที่ไหนแล้ง-ท่วมซ้ำซากมีเรื่อง พอกันทีพวกทำงานแบบจุดพลุ โปรดเกล้าฯ 2 รมต.ใหม่ “วิสุทธิ์” รมช.คลัง “อำนวย” รมช.เกษตรฯ “สมคิด” ปัดข่าวเกาเหลา “หม่อมอุ๋ย” “ประยุทธ์” กำชับ 5 ฝ่ายเดินตามโรดแม็ป ย้ำไม่มีธงตั้งกติกาล่วงหน้า ลั่นไม่มีวางเกมสืบทอดอำนาจ “วิษณุ” ชี้คำสั่งตั้ง “มีชัย” ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เอาแน่หั่นอำนาจองค์กรอิสระ “บวรศักดิ์” ปัดไม่ได้ซุกพิมพ์เขียว

รธน. อนุ กมธ.รับลูกรื้อของเก่ามารีไซเคิล ถึงคิว ชพน.-พช.ให้ความเห็นตรงกันเลือกเขตเล็ก ตามง้อขอเข้าพบเพื่อไทยแม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวไม่ผ่อนปรนกฎเหล็ก เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ แต่จากการลงพื้นที่ต่างจังหวัดครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ จ.ขอนแก่นและกาฬสินธุ์ กลับเจอการท้าทายจากกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหาร

กระชับ 5 ฝ่ายเดินตามโรดแม็ป

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเครื่องไปตรวจราชการภัยแล้งที่ จ.ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ถึงการประชุมร่วม 5 ฝ่าย ได้แก่ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่าเป็นการพูดคุยทำความเข้าใจในทางปฏิบัติ ทำอย่างไรให้การปฏิรูปประเทศเรียบร้อย เป็นไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ ให้ 5 ส่วนทำงานร่วมกันภายใต้นโยบายเดียวกัน คือการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน วางพื้นฐานประเทศระยะยาว ที่เกี่ยวพันในเรื่องของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ที่ต้องออกให้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นการปฏิรูปจะไม่เป็นรูปธรรม หากมีเลือกตั้งแล้วกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เรียบร้อย ปัญหาก็จะแก้ไม่ได้เหมือนเดิม “โอเคนะ เข้าใจนะ อธิบายยาวไม่เข้าใจกันอีกซิ”

ห่วง ก.ม.ภาษีมรดกกระทบคนจน

เมื่อถามว่า พอใจการทำงานแต่ละฝ่ายขนาดไหน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า พอใจ วันนี้ต้องเห็นใจ สนช.มีกฎหมายเข้าไปกว่า 170 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล และคณะกรรมการกฤษฎีกากว่า 20 ร่าง และอีกกว่า 100 ฉบับ กระทรวงกำลังทยอยส่งมา อย่างร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดกต้องใช้เวลาอีกกว่า 3 เดือน เพราะต้องมาถกกันอีกเพื่อหาข้อยุติ ว่าทำให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร มีส่วนได้ส่วนเสียตรงไหน เห็นข่าวชาวไร่ ชาวนา เกรงจะเดือดร้อน ต้องขายนามาจ่ายภาษี ต้องไปหาวิธีช่วยเหลือกันได้อย่างไร รัฐบาลคิดทุกประเด็น ไม่ใช่ว่าอยากจะออกอะไรก็ออกไป เราต้องทำให้ทุกคนพึงพอใจ ที่สำคัญเป็นกฎหมายที่ต้องออกตามยุทธศาสตร์ลดความเหลื่อมล้ำ

ยึด คอป.ไม่ใช้เหลี่ยมกฎหมาย

นายกฯกล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่เข้าไปยุ่ง ไม่มีธงหรือสั่งการใดๆทั้งสิ้นกับ สนช. สปช. ตนเห็นด้วยข้อเสนอนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่บอกว่า การใช้กฎหมายเข้าไปแก้ปัญหาการเมืองมันอันตราย ต้องระมัดระวัง ต้องไปศึกษา ตนไปชี้นำไม่ได้ ไปดูว่าความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ รัฐบาลควรทำตัวอย่างไร การบังคับใช้กฎหมายบางทีมันก็เป็นปัญหา ถ้าไม่ทำเจ้าหน้าที่ก็โดนละเว้น ถ้าไม่ทำมันก็จะแรงเกินไป และถ้ามีใครไม่หวังดีทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น มันก็วุ่นวายกันไปหมด สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นในอนาคต ต้องเอาผลประโยชน์ประเทศ ชาติเป็นหลัก เมื่อถามว่า จะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯตอบว่า ขึ้นกับสถานการณ์ ถ้าทุกคนร่วมมือก็ไม่มีปัญหา

ลั่นไม่มีวางเกมสืบทอดอำนาจ

“ให้ใช้หลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว มีเหตุมีผล มีสติรับรู้รับฟัง ผมจึงเตือนตนเองอยู่เสมอว่า ต้องมีสติ แม้เวลาตอบคำถามสื่อมวลชนต้องระมัดระวัง ขอความเห็นใจด้วย ให้เกียรติซึ่งกันและกันด้วยเวลาถาม เมื่อผมเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนมานาน รื้อออกยังไม่ทันทำอะไรก็มาว่ากันแล้ว ผมจะเอากำลังใจที่ไหนทำ มีใครกล้ารื้อสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง ทั้งเรื่องป่าไม้ การจัดระเบียบ โครงการใหม่ๆที่ป้องกันการทุจริต เราฟังเสียงประชาชนทุกวัน ที่สำคัญไม่ได้เข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ ไม่ต้องการอำนาจ และไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ อย่าไปเขียนจนมันเลอะเลือนไปหมด ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน อย่างนี้มันไม่ได้ โอเคไหม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“วิษณุ” เชื่อโฉม รธน.ใหม่ไร้ปัญหา

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการหารือ 5 ฝ่าย ที่นายกฯให้เร่งผลักดันการออกกฎหมาย ว่าอยู่ที่ต้นทางคือเจ้ากระทรวงต้องเร่งส่งมาให้ ครม.เห็นชอบ และต้องส่งไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ ถ้าตรวจแล้วใช้เวลานานจน สนช.ไม่อยู่แล้ว คงมีบ้างที่ไม่ทันโทษใครไม่ได้เพราะทำช้าเอง นายกฯกำชับแล้วว่า สปช.จะปฏิรูปอะไรต้องมีกฎหมายออกมา ไม่ใช่เพ้อไปเรื่อย ถ้า สปช.ทำอะไรได้ก็ทำ ไม่ต้องมารอรัฐบาล ซึ่ง คสช.คงรับทราบความคืบหน้าจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯทุกสัปดาห์ จะได้มาคุยกันว่าจะเสนอแนะอะไรอีกบ้างหรือไม่ ทุกคนรู้ปัญหาเก่าดีกว่าที่ผ่านมาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง คงไม่ร่างแบบกลับไปหาปัญหาเก่าอีก

ชี้คำสั่งตั้ง “มีชัย” ไม่ใช่เรื่องลึกลับ

เมื่อถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ คสช. ระบุว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่ต้องรีบเขียน จะเสียของ หมายความว่าอย่างไร นายวิษณุตอบว่า หมายถึงรัฐธรรมนูญ จะยกร่างเสร็จประมาณเดือน ส.ค.หรือ ก.ย.2558 และอีกประมาณ 3 เดือนถึงจะมีการเลือกตั้ง จึงต้องทำกฎหมายลูกที่สำคัญให้เสร็จก่อน ประกอบด้วย กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนกฎหมายลูกที่เหลืออะไรสำคัญก็ทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง อย่าหวังว่ารัฐบาลที่เลือกตั้งเข้ามาจะมาทำต่อ เหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 ผ่านไป 7 ปีมีกฎหมายลูกออกมาได้แค่ 3 ฉบับ จาก 20-30 ฉบับ ส่วนการทำประชามติรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีใครไม่เห็นด้วย หากสังคมเรียกร้องและคิดว่ามีประโยชน์ก็ทำ ส่วนการตั้งนายมีชัย ให้ช่วยติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่แปลกไม่ได้ลึกลับอะไร ท่านมีสติปัญญาช่วยเราได้ มีอะไรก็แนะนำคณะที่ปรึกษา คสช. ไม่ได้ไปแนะนำคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

เอาแน่หั่นอำนาจองค์กรอิสระ

เมื่อถามว่า องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง หากไม่ยกเลิกจะปรับแก้ไขอำนาจหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า กรรมาธิการยกร่างฯคงมีความคิดอยู่ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดให้ทบทวนความจำเป็นของการมีองค์กรต่างๆ เป็นการฝากให้กรรมาธิการยกร่างฯได้คิดตรงนี้ ไม่ใช่ว่าเคยมีแล้วต้องมีต่อไป มีต่อก็ได้แต่อาจต้องเปลี่ยนองค์ประกอบ เปลี่ยนอำนาจ เปลี่ยนหน้าที่ เช่น กกต.จำเป็นต้องมี แต่องค์กรเดียวควรมีทั้ง 3 อำนาจหรือไม่ กรรมาธิการยกร่างฯต้องเอาไปคิด ไม่ใช่ว่าองค์กรอิสระจะเหลิงอำนาจกัน แต่ไปให้อำนาจเขาเอง ให้อำนาจไว้ก็ต้องใช้ ถ้าไม่ใช้จะมีคนบอกว่าเสียของอีก ดังนั้นไม่ควรให้อำนาจองค์กรอิสระตั้งแต่แรก เมื่อถามว่าในวงหารือ 5 ฝ่าย คุยเรื่องกฎอัยการศึกอย่างไรบ้าง นายวิษณุตอบว่า มีการพูดกันนิดหน่อยว่าเป็นอุปสรรคหรือไม่ ทุกฝ่ายก็เห็นว่าไม่ได้เป็นอุปสรรค ทุกอย่างยังคงดำเนินไปได้ปกติ และ คสช.รับจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาเอง

“บวรศักดิ์” รับลูกตามงานอนุฯ

ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธาน สปช. และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดว่าจะนำความเห็นของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุม 5 ฝ่าย หารือในกรรมาธิการยกร่างฯเพื่อกำหนดแนวทางหรือปรับแนวทางหรือไม่ ซึ่งวันที่ 1 ธ.ค. จะติดตามงานของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ประเด็น

เล็งเอา ก.ม.ลูกของเก่ามารีไซเคิล

นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการจัดทำข้อเสนอแนะในการตราหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การออกกฎหมายลูกที่ใช้เป็นกติกาเลือกตั้ง ขอให้เป็นไปตามกรอบเวลา หากทำไม่เสร็จตามเวลาอาจต้องยืดเวลาออกไปอีก ซึ่งแนวทางทนายบวรศักดิ์ให้ไว้คือ ระหว่างที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะที่ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายลูกต้องทำงานคู่ขนานไปด้วย ทั้งนำกฎหมายลูกฉบับเก่ามาพิจารณาปรับปรุง หรือหากจำเป็นต้องยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่ก็ต้องเร่งทำควบคู่กันไป ส่วนตัวเห็นว่าสามารถนำฉบับเก่ามาพิจารณาปรับปรุงสาระไม่มากนัก เพราะมีบทบัญญัติที่ดีอยู่แล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือต้องนำบทบัญญัติที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร

ถึงคิว ชพน.—พช.ให้ความเห็น

ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานการประชุม โดยเชิญตัวแทนพรรคชาติพัฒนา ได้แก่ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรค นายประเสริฐ บุญชัยสุข เลขาธิการพรรค และตัวแทนพรรคพลังชล ได้แก่ นายสันต์ศักย์ งามพิเชษฐ์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังชล นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีต ส.ส.ชลบุรี ร่วมให้ความเห็น โดย นพ.วรรณรัตน์กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย ส่วนการรับฟังความเห็นประชาชนที่ยังติดปัญหาเรื่องกฎอัยการศึกนั้น เห็นว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการรับฟังความคิดเห็นถ้าพิจารณาผ่อนปรนได้ ก็ควรให้ตามความเหมาะสม

ขณะที่นายสันต์ศักย์กล่าวว่า พรรคพลังชลพร้อมสนับสนุนการปฏิรูป ขอให้ผู้มีอำนาจปฏิรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นกลางกับทุกฝ่าย ส่วนกฎอัยการศึกนั้น ยอมรับว่าเป็นปัญหาอยู่บ้างในการระดมความคิดเห็นเพื่อปฏิรูป เร็วๆนี้พรรคพลังชลจะทำหนังสือถึง คสช. ขออนุญาตประชุมพรรค การเมือง เพื่อระดมความเห็นเสนอแนะเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ

“บวรศักดิ์” ปัดซุกพิมพ์เขียว รธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่วาระการประชุม นายบวรศักดิ์ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ยืนยันว่ากรรมาธิการยกร่างฯยังไม่มีธงหรือพิมพ์เขียวร่างรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด การทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมาธิการกรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่สังคมให้ความนับถืออยู่หลายคน เช่น นายสุจิต บุญบงการ นพ.กระแส ชนะวงศ์ หลังจากนี้หากพรรคการเมืองใดมีข้อเสนอแนวทางปฏิรูปสามารถยื่นรายละเอียดเพิ่มเติมได้

ชพน.ชงเปิดช่องนายกฯฝ่าวิกฤติ

จากนั้นเวลา 12.30 น. พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช. และโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แถลงหลังการประชุมว่า นพ.วรรณรัตน์ให้ข้อเสนอ 6 ประเด็น คือ 1.รัฐธรรมนูญควรกระชับ กะทัดรัด ไม่ยากต่อการตีความ 2.เป็นเอกลักษณ์ของไทย 3.เป็นกลางไม่อคติ 4.มีความยืดหยุ่น ทันสมัย สามารถดำเนินงานด้านการต่างประเทศได้ทันเหตุการณ์ 5.มีบทบัญญัติที่จะไม่ให้ประเทศเข้าสู่ทางตัน 6.เป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงเสนอให้มีนายกฯมาจากการเลือกตั้ง ยกเว้นกรณีบ้านเมืองเกิดวิกฤติ เช่น นายกฯถูกถอดถอน และเกิดทางตันหรือวิกฤติการเมือง จึงเลือกคนนอกมาทำหน้าที่ได้ แต่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. จำนวน 3ใน4 โดยนายกฯจะเข้ามาทำหน้าที่เฉพาะในช่วงวิกฤติไปจนกว่าสถานการณ์ปกติ จนมีการเลือกตั้งเท่านั้น

สองพรรคเห็นตรงเลือกเขตเล็ก

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ทั้ง 2 พรรคยังเห็นพ้องตรงกันเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งให้เป็นเขตเล็ก เพราะสามารถดูแลประชาชนได้ทั่วถึงกว่าเขตใหญ่ ส่วนเรื่องทุจริตการเลือกตั้งนั้น ให้ กกต.ทำหน้าที่จัดเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนการให้ใบเหลือง ใบแดง ให้เป็นหน้าที่ของศาลและสามารถอุทธรณ์คดีได้ ส่วนเรื่อง ส.ว.ยังคงให้มี 2 แบบคือ เลือกตั้งและสรรหา โดยให้มีสัดส่วน ส.ว.สรรหาน้อยกว่าเลือกตั้ง แต่ต้องมีคุณสมบัติ ส.ว.สรรหาให้สูงกว่า ส.ว.เลือกตั้ง อาทิ วุฒิการศึกษา และอายุ และเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงในจังหวัดที่มีความพร้อมก่อน เช่น เชียงใหม่ สงขลา และพรรคพลังชลยังเสนอให้ยกเลิกประเด็นยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค โดยให้ลงโทษคนทำผิดเท่านั้น

กมธ.ยกร่างฯตามง้อขอพบ พท.

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวอีกว่า ในวันที่ 20 พ.ย. กมธ.ยกร่างฯจะเชิญพรรคมาตุภูมิมาให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ปฏิเสธที่จะเดินทางมาเข้าร่วม แต่ทาง กมธ.ยกร่างฯมองว่าไม่เป็นไร เพราะ กมธ.ยกร่างฯจะไปหารือกับตัวแทนพรรคเพื่อไทยเอง

“เทียนฉาย” ยันเวทียังเปิดกว้าง

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.กล่าวภายหลังร่วมให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่า ได้สะท้อนว่ากรรมาธิการฯ ชุดนี้มีความสำคัญกว่าคณะอื่นๆ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน ต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากที่สุด เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลนำไปใช้ ประเด็นนี้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. ให้ความเห็นว่าการปฏิรูปอาจไม่เสร็จภายใน 1 ปี จึงต้องมีกลไกให้หน่วยงานอื่นนำไปสานต่อ ซึ่งมั่นใจได้ว่าเวทีรับฟังความเห็นจะไม่มีอคติ เพราะตั้งโจทย์ชัดเจน ส่วนรูปแบบจัดเวทีทำได้ 2 รูปแบบคือ เปิดเวทีให้กลุ่มตัวอย่างที่คัดเลือกโดยหลักทางสถิติและเวทีที่เปิดขึ้นทั่วไป ยืนยันจะอยู่ภายใต้หลักปฏิบัติในกรอบรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดกฎอัยการศึก

ยอมรับเป็นห่วงคนเมินร่วม

เมื่อถามว่าการรับฟังความเห็นตามหลักวิชาการได้รับไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์แล้วใช่หรือไม่ นายเทียนฉายตอบว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีไฟแดง คล้ายสี่แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ รถเคลื่อนไปได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ เพราะทุกคนเคารพกติกา แต่หากมีรถที่ไม่เคารพกติกาแล่นผ่านสี่แยก เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุรถคันอื่นก็ต้องหยุด เมื่อถามว่าขณะนี้เวทีวิชาการอื่นถูก คสช.สั่งห้ามไม่ให้ดำเนินการ นายเทียนฉายตอบว่า ต้องดูให้ดีว่าเป็นเวทีรูปแบบใดถูกสั่งระงับ ยอมรับว่ามีความกังวลอาจมีคนไม่ร่วมเวทีรับฟังความเห็นของ สปช. แต่มองว่าการประสานงานกันจะช่วยให้การทำงานเป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์กำชับให้ 5 องค์กรทำงานร่วมกัน

วิป สนช.การันตีคุณสมบัติ “กลชัย”

อีกเรื่อง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. และโฆษกวิป สนช. แถลงว่า ที่ประชุมวิป สนช. พิจารณากรณี พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สนช. หนึ่งใน 38 อดีต ส.ว. ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลถอดถอนกรณีแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ โดยวิป สนช.มีมติว่า พล.ต.กลชัยสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากเป็นคนละตำแหน่งกัน แต่หากมีการประชุม สนช.เพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าว พล.ต.กลชัยลงชื่อร่วมประชุมได้ แต่ไม่สามารถลงมติได้เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขณะนี้สำนวนยื่นถอดถอน 38 อดีต ส.ว. ยังไม่ถึงประธาน สนช.

“บิ๊กตู่” หอบ รมต.ลงพื้นที่อีสาน

วันเดียวกันเวลา 08.30 น. ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และนายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางด้วยเครื่องบินแอมแบร์ (Embraer) บ.ท.135 ไปท่าอากาศยานขอนแก่น เพื่อตรวจความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง และการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม จ.ขอนแก่นและกาฬสินธุ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า ไปทำความเข้าใจ รับฟังความต้องการแก้ ปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องภาคอีสานที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ไปดูศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์การค้าการลงทุนที่ต้องให้ข้อมูลในจุดเดียว โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ต้องเสียเวลาล่าช้าหลาย ขั้นตอน

ลั่นต้องไปได้ทุกที่ทั่วประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าแก้เรื่องพวกนี้ได้ประเทศไทยจะเดินหน้าอีกเยอะ ต้องมองภาพใหญ่อย่าไปมองเล็กๆ ต้องเปิดการค้าขายกับประเทศเพื่อน บ้านให้ได้ มีแบรนด์ให้ได้เพื่อเชื่อมโยงไปอย่างอื่น วันนี้ต้องเร่งสร้างทางรถไฟให้ได้ก่อน วันนี้อย่าล้วงแคะแกะเกาว่าไปไหน อะไร อย่างไร ทำไมต้องไป ที่นู่นที่นี่ ตรงไหนเดือดร้อนมากก็ไปก่อน ไม่ได้ไปด้วยเหตุผลการเมือง เราพร้อมไปดูแลทุกที่ ขอความร่วมมืออย่าเอาความยัดแย้งขึ้นมาทำให้เกิดปัญหาเลย เมื่อถามว่ามีการโปรยใบปลิวต่อต้านที่ จ.ขอนแก่น พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มีคนที่เห็นต่างอยู่ ปลิวมาก็อ่าน เขียนให้สุภาพหน่อยแล้วกันอย่าเขียนให้ดุเดือดนัก แล้วเราไปทำอะไรอย่างที่เขาเขียนหรือเปล่า ถ้าตนไปแล้วทำไม่ดีก็ว่ามา แต่ถ้าไปแล้วทำดีอย่าว่าตนเลย ทำงานเหนื่อยก็เพื่อพวกเรา ยอมทุกอย่างไม่เคยท้อแท้ ยิ่งว่ายิ่งเป็นกำลังใจ

จนท.วางมาตรการคุ้มกันเข้ม

ต่อมาเวลา 09.45 น. คณะของ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางถึงท่าอากาศยานขอนแก่น โดย พล.ต.ต.กิจจรูญ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น ยืนยันในการเตรียมการคอยดูแลความเรียบร้อย 100 เปอร์เซ็นต์ โดยบูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมการปกครอง และสารวัตรทหาร มีการตรวจบุคคลทุกประตูทางเข้า-ออก ลานศาลากลางจังหวัดและจุดสำคัญอย่างละเอียด พร้อมเตรียมเครื่องสแกนวัตถุแปลกปลอมในจุดต่างๆ ผู้ที่จะผ่านเข้าออกต้องติดบัตรแสดงตนทุกคน และจัดสถานที่ให้ประชาชนยื่นหนังสือร้องเรียนไว้ต่างหาก ส่วนมาตรการการรักษาความปลอดภัยชั้นใกล้ตัวนายกฯ มีการจัดกำลังทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) คอยดูแล ส่วนบริเวณรอบนอกใช้กำลังทหารจากมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) กองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) กรมทหารราบที่ 8 จำนวน 2 กองร้อย

เจอมือมืดโปรยใบปลิวรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้ามืดวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจขอนแก่นพบมีกลุ่มบุคคลโปรยใบปลิวโจมตีและต่อต้านการลงพื้นที่ของนายกฯ บริเวณถนนศูนย์ราชการรอบศาลากลาง และถนนศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นกระดาษขนาดเอ 4 มีข้อความ “อีสานไม่ต้อนรับเผด็จการ!!!” จึงรีบเก็บและเคลียร์พื้นที่ก่อนที่นายกฯจะเดินทางมาถึง จากนั้นเวลา 09.50 น. พล.อ.ประยุทธ์เป็น ประธานเปิดงานคืนความสุขให้คนไทยรวมใจสู้ภัยแล้ง พร้อมโบกธงปล่อยคาราวานรถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล และรถผลิตน้ำดื่ม มีนายกำธร ถาวรสถิตย์ ผวจ.ขอนแก่น พล.ต.ต.กิจจรูญ ศรีวนิชย์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิก อบจ.ประมาณ 700 คน ให้การต้อนรับ

กลุ่ม “ดาวดิน” ลุกชู 3 นิ้วกลางวง

ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นบนเวทีเพื่อกล่าวเปิดงาน ขณะกล่าวทักทายผู้ที่มาร่วมงานว่าวันนี้คงได้เห็นตัวจริงกันแล้ว ตนพกพาความห่วงใยและนำกำลังใจมาเยอะแยะเพื่อส่งมอบให้กับพวกเราชาวอีสานโดยเฉพาะ จ.ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อพูดถึงตรงนี้ปรากฏว่ามีกลุ่มนักศึกษา 5 คน อ้างตัวว่าเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ปะปนอยู่กับผู้ร่วมงาน ได้ลุกขึ้นด้านหน้าเวทีพร้อมถอดเสื้อคลุมสีดำและโยนไปที่หน้าเวที เพื่อโชว์ ข้อความบนเสื้อยืดสีดำ สกรีนข้อความสีขาวว่า “ไม่-เอา-รัฐ-ประ-หาร” พร้อมชู 3 นิ้วเป็นสัญลักษณ์ที่กลุ่มต่อต้านรัฐประหารเคยใช้ช่วงการยึดอำนาจ เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปชาร์จและพาตัวออกไปจากบริเวณงานเพื่อสอบสวนทันที โดยหนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นว่า “ต้องการมาแสดงออกทางความคิดเห็นและพวกผมก็เป็นคนที่นี่” จากการตรวจสอบพบว่านักศึกษากลุ่มนี้คือกลุ่ม “ดาวดิน” เครือข่ายประชาธิปไตยที่เคยถูกทหารเชิญตัวไปปรับทัศนคติมาแล้วครั้งหนึ่ง

ยิงมุกถามใครจะประท้วงอีกมั้ย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นักศึกษาออกมาแสดงสัญลักษณ์หน้าเวที พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับหยุดนิ่งและมองไปที่กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวและหัวเราะในลำคอ พร้อมกล่าวว่า “เนี่ยก็มีแบบนี้ไม่ เป็นไร ค่อยๆพาเขาไป ไม่เป็นอะไรหรอก ไปๆเดี๋ยวเราจะดูแลให้ ปัญหาทั้งหมดไม่ค่อยเข้าใจกันก็ลำบากนะ มีใครมาประท้วงอีกมั้ย มาเร็วๆจะได้พูดซะทีเดียว ถ้าประท้วงกันก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว ผมว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจพวกเรานะ เข้าใจว่าวันนี้เราจะทำอะไรกัน” ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ที่มาร่วมงาน พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวขอบคุณและว่า เขาก็มีความคิดอีกแบบมีความคิดที่แตกต่าง ไม่เป็นไร

ย้ำทหารไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะ พล.อ.ประยุทธ์กำลังพูดชี้แจงอยู่ บรรดาผู้ที่มาร่วมงานยังส่งเสียงฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันเซ็งแซ่ จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องทักขึ้นว่า “อ้าวตกลงใครจะพูดกันก่อน ฟังกันนิดนึง จะได้เข้าใจกัน ทหารไม่ใช่ศัตรูของพวกเรา วันนี้เราทุกคนต้องหันหน้าคุยกัน อยากบอกสั้นๆว่าเราต้องมองประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้ ทุกภาคทุกจังหวัดคือประเทศไทย รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกจังหวัด ทุกพื้นที่และทุกตารางนิ้ว ให้เกิดความเป็นธรรมให้ได้ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ไปบังคับใคร เพียงแต่ต้องมาตกลงกันก่อน ถ้าเราจะขัดแย้งกันอยู่ตลอดไปไม่รู้จะหาทางร่วมมือกันได้อย่างไร ประเทศชาติก็ไปไหนไม่ได้”

เอาหัวใจมาเต็มร้อยขอใจคืน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญเราต้องการเข้ามาแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมทั่วถึงและเท่าเทียม วางรากฐานประชาธิปไตยเพื่อวันข้างหน้า จนถึงวันนี้เข้ามาทำหน้าที่ 4-5 เดือน ก็เห็นว่าทุกอย่างค่อนข้างดีขึ้น แต่จะให้ทุกคนพอใจมันยาก วันนี้อย่าไปเชื่อข่าวลือว่าจะไปยึดที่ตรงนั้นตรงนี้คืน ยังไม่ได้ทำอะไรเลย วันนี้เราต้องลดความขัดแย้งให้ได้ หนัก นิดเบาหน่อยต้องอดทนกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน “ผมไม่ใช่คนก้าวร้าวหรือชอบความรุนแรง เห็นตัวตนของผมวันนี้แล้ว และผมเจ็บปวดทุกครั้งเวลาที่ต้องมามีปัญหาอะไรกับพวกท่าน ซึ่งไม่เคยคิดอะไรทั้งสิ้น วันนี้ผมเอาหัวใจเต็มร้อยมา ก็คาดหวังว่าจะได้หัวใจของพวกเรากลับไปให้ผมเกินร้อย ให้ผมได้มั้ยครับ” ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้มาร่วมงาน

เรียกฮานึกว่าเล่นกระตั้วแทงเสือ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เวลาเรามีจำกัดขอให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ถ้ายังมัวขัดแย้งกันเหมือนเมื่อเหตุการณ์เมื่อสักครู่ มันก็ทำอะไรไม่ได้ ตนไม่มีเวลาจะต่อสู้กับใครได้อีกแล้ว เพราะเวลามีจำกัดใครมีปัญหาอะไรก็ให้ส่งเรื่องมาพร้อมรับแก้ทั้งหมด เท่าที่ทราบวันนี้มี 10 กว่ากลุ่ม เดี๋ยวเจ้าหน้าที่รับมาแล้วส่งต่อให้กรรมการพิจารณาว่าจะแก้อย่างไร “เมื่อกี้นึกว่าเอาการแสดงมารับผมจริงๆนะ อันนี้มาใหม่เว้ยทำไมใส่ชุดดำ นึกว่ามาเต้นกระตั้วแทงเสือนึกว่าพี่น้องมาแสดงกัน ไม่เป็นไรไม่โกรธแค้นกัน พี่น้องทั้งนั้นคนไทยทั้งสิ้น คนไทยไม่รักคนไทยด้วยกันแล้วใครจะมารักเรา ถ้าเราไม่ร่วมมือกันแล้วใครจะมาทำให้เรา ถ้ารัฐบาลไม่ช่วยและดูแลประชาชนใครจะดู”

กำชับผู้ว่าฯ อีสาน 20 จว.ต้องตื่นตัว

ต่อมาที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.ขอนแก่น พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานประชุมผู้ว่าราชการและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียง เหนือ 20 จังหวัด เพื่อติดตามการปฏิบัติงานตาม นโยบายรัฐบาล และเตรียมการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้ง โดยมีผู้ว่าราชการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทุกคนต้องทำงานตื่นตัวแม้จะรำคาญ หัวหน้าคสช.อย่างตนพูดมาก แต่ต้องพูดเพราะที่ผ่านมาไม่มีใครพูด พอพูดก็นำไปสู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่วันนี้ตนพูดตรงกลางว่าประเทศเรามีปัญหาอะไรบ้าง ต้องช่วยกันและอดทนกันหน่อย ทนหน้าพวกตนหน่อยแล้วกัน วันนี้วิสัยทัศน์เราจะมองไปถึงปี 2025 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่เมืองไทยยังย้อนกลับไปปี 2475 อยู่เลย ประชาธิปไตยหากันไม่เจอสักที

ขู่พื้นที่ไหนแล้ง–ท่วมซ้ำซากมีเรื่อง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ติดตามงานศูนย์ดำรงธรรมมาตลอดทุกจังหวัด รมว.มหาดไทยก็ได้สั่งการไปแล้ว แต่ไม่เคยสร้างการติดต่อระหว่างประชาชนกับรัฐ แม้แต่การพูดจาของรัฐบาลยังไม่มีคนฟังเลย “ใครจะฟังผมก็ฟัง ใครไม่ฟังก็นอนปิดทีวีไปถ้าไม่อยากฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์และเรื่องที่เป็นอนาคต แล้วประเทศจะไปกันอย่างไร พอหมดหน้าที่ผมก็ออกไปเท่านั้นเอง ไม่ต้องการที่มาเสนอหน้าอย่างทุกวันนี้หรอก วันนี้เรามีศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดต้องมีข้อมูลในพื้นที่ เวลามีปัญหาก็แก้กันไปในแต่ ละจุด ตั้งแต่ระดับตำบล หมู่บ้าน อำเภอ อะไรที่เกิน กำลังค่อยส่งเข้ามาส่วนกลางหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือรัฐบาล ขอสั่งการว่าเรื่องการประชาสัมพันธ์ต้องทำให้ทั่วถึง โดยเฉพาะปัญหาการทำนาปรัง การแนะนำการปลูกพืชฤดูแล้ง จากนี้ไปพื้นที่แล้งซ้ำซากจะต้องลดลงทุกปี และขอให้จำไว้ถ้าปีหน้าไม่ลดลงมีเรื่อง พื้นที่ไหนเคยน้ำท่วมแล้วยังปล่อยให้ท่วมอีกก็มีเรื่องเช่นเดียวกัน

พอกันทีพวกทำงานแบบจุดพลุ

นายกฯกล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าต้องจับให้หมด และจะไม่จับแค่พวกขนอย่างเดียว เพราะเบื่อและเปลืองที่ขัง พวก นายทุนต้องถูกดำเนินการหมด และขอให้ไปเร่งแก้ไข ปัญหาความเป็นอยู่ประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้คนพิการ คนแก่ เด็กอยู่บ้าน ไม่อยากเห็นบ้านคนจนโทรมออกโทรทัศน์แล้วกรมประชาสงเคราะห์ไปทำอะไรอยู่ ทำไมถึงปล่อยละเลย ไม่ใช่พอเป็นข่าวแล้วค่อยแต่งตัวกันออกมาอย่าทำงานแบบจุดพลุแล้วเลิก ผวจ.ต้องไปสร้างเขตเศรษฐกิจจังหวัดให้ได้ ไปหากลุ่มเป็นศูนย์รวมจำหน่ายสินค้าเป็นตลาดกลางของกลุ่มจังหวัด โดยกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปช่วยดูแลแบบตลาดไท

รุดดูสถานการณ์น้ำเขื่อนลำปาว

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะ เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ดูสถานการณ์น้ำที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีนายภุชงค์ โพธิกุฎสัย ผวจ.กาฬสินธุ์ คอยต้อนรับ โดยนายปิยปัญญา ภู่ขวัญเมือง ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนลำปาว บรรยายข้อมูลสถานการณ์น้ำในเขื่อน จากนั้นจึงขึ้นไปดูพื้นที่สันเขื่อนลำปาว ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย พบว่ามีปริมาณน้ำมากเพียงพอ และเป็นเขื่อนเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับใช้หน้าแล้งปีนี้ และยังสามารถระบายน้ำไปช่วยพื้นที่การเกษตรท้ายเขื่อนได้

หน้าชื่นลงพื้นที่อีสานมีความสุข

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ภาคอีสานครั้งแรกว่า มีความสุข เป็นสิ่งที่อยากทำ ได้มาเห็นแววตาของประชาชน ได้แสดงความจริงใจซึ่งกันและกันว่าตนมีความตั้งใจแค่ไหน และวันนี้ได้รับฟังหลายปัญหาคิดว่าแก้ไม่ยาก วันนี้อยากใช้คำว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเรา สิ่งที่ทำไป 5-6 เดือน ไม่ใช่ทำเพื่อให้มารักตน แต่ทำให้รู้ว่าบ้านเขาจะต้องทำอย่างไร และจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปอย่างไร ตนจะขับเคลื่อนให้ เมื่อถามว่ายังมีบางคนมีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เดี๋ยวเขาคงเข้าใจ ถ้ามีวิธีการอื่นแก้ได้ก็ไม่ต้องมาทำแบบนี้ ทุกคนต้องดูด้วยว่ามันเป็นไปได้แค่ไหน เมื่อถามว่ากรณีที่มีคนเห็นต่างท้อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่ท้อๆ เมื่อกี้เด็กนะ ก็ไปสร้างความเข้าใจกับเขาให้ดีนะ”

แย้มหลังปีใหม่ดูอีกทีปรับ ครม.

เมื่อถามอีกว่าอย่างนี้นายกฯ จะลงพื้นที่ภาคเหนือไหวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ทำไมล่ะ จะต้องไปรบอะไรกับเขาล่ะ ผมไม่รบกับเขาหรอก กลุ่มเห็นต่างไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการลงพื้นที่ เขาเป็นคนไทย ผมเป็นผู้บริหาร ใช้อำนาจใช้กฎหมายต้องอดทนฟัง อย่าใช้ความรุนแรงก็แล้วกัน คนที่มาแสดงอะไรให้ดูก็ไม่มีอะไรรุนแรง ไม่ใช่คนที่ขี้ตกใจอะไร ตอนนี้ปลอดภัยที่สุดคืออยู่ท่ามกลางสื่อไม่มี ใครทำร้ายหรอก ปลอดภัย” เมื่อถามถึงการปรับ ครม. เพิ่มอีก 2 ตำแหน่งคือ นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตร และนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็น รมช.คลัง ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นตามนั้น ต้องรอให้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯลงมา และนำรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนถึงจะทำงานได้ เมื่อถามว่าหลังปีใหม่จะมีโอกาสปรับ ครม.อีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ดูอีกที”

“บิ๊กโด่ง” ฉุนมีกลุ่มต่อต้านนายกฯ

ที่กองทัพภาคที่ 1 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. กล่าวถึงมีกลุ่มนักศึกษาแสดงการต่อต้านการลงพื้นที่ของนายกฯว่า การที่คนบางกลุ่มแอบแฝงเข้ามากับประชาชน แสดงใน สิ่งที่ไม่ดีต่อนายกฯ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่สมกับที่รัฐบาลตั้งใจทำงาน เมื่อถามว่าต้องเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยนายกฯ มากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ได้เน้นย้ำ พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลให้เรียบร้อย เหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ไม่เหมาะสม แต่นายกฯ ยังได้รับความนิยมจากประชาชนโดยรวม จากการสำรวจโพล สำนักต่างๆ

โปรดเกล้าฯ “อำนวย–วิสุทธิ์” รมต.

ช่วงเย็นวันเดียวกัน เว็บไซต์สำนักราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เผย แพร่ประกาศแต่งตั้ง 2 รัฐมนตรี ว่าด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 24 ส.ค.2557 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 30 ส.ค.2557 นั้น บัดนี้นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติม 2 ตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสม และบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็น รมช.คลัง นายอํานวย ปะติเส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 18 พ.ย.2557 เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ

“สมคิด” ปัดขัดแย้ง “หม่อมอุ๋ย”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มานั่งในตำแหน่งนี้ เพื่อช่วยกลั่นกรองงานบางเรื่อง ไม่เกี่ยวข้องกับการเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจให้รัฐบาล ส่วนที่มีข่าวว่า ตนมีปัญหาขัดแย้งกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รอง นายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ไม่รู้ไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรและตนร่วมงานกันมานาน มาเป็นที่ปรึกษา มาเป็น คสช. มีหน้าที่ช่วยงานนายกฯตามที่ขอให้ ช่วย เช่น การไปประเทศญี่ปุ่นและจีน ตามที่มอบ หมาย ดังนั้น จึงไม่มีความขัดแย้ง ขอให้ลืมไปได้เลย ไม่ควรพูดถึงอีก ม.ร.ว.ปรีดิยาธรจะมีปัญหากับคนอื่นไหมไม่รู้ แต่ไม่ได้มีปัญหากับตนแน่นอน

พท.ตอกหน้า รมว.คลังคุยโม้ ศก.

อีกเรื่อง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการตรวจสอบตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่าในไตรมาส 3 มีการเติบโตเพียง 0.6% ฉะนั้นปี 2557 โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัว 1% เป็นไปได้ยากมาก แต่นายสมหมาย ภาษี รมว. คลัง ยืนยันว่าทั้งปีจะโตเกิน 1.5% หมายความว่าไตรมาสที่ 4 ต้องโตเกิน 6% ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ อยากให้นายสมหมายศึกษาตัวเลขเศรษฐกิจให้ดี ก่อนออกมาพูดสร้างความสับสนให้ประชาชน ส่วนกรณีที่รัฐบาลตั้งที่ปรึกษาอีก 12 คน โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมอยู่ด้วยเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถ้าปล่อยให้นายสมหมายดำเนินการเศรษฐกิจน่าจะไปไม่รอด กรอบความคิดที่จะเพิ่มภาษีอย่างเดียว เช่น ภาษีมรดกที่เพิ่งผ่าน ครม.ภาษีทรัพย์สิน รวมถึงเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจทรุดต่ำลง อาจเป็นการทำลายการออมในอนาคต และอาจทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ

ญาติยื่นประกัน “สมยศ” ครั้งที่ 16

ที่ศาลอาญา นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข อายุ 23 ปี บุตรชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารวอยซ์ ออฟทักษิณ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จำเลยที่ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 10 ปี ในคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เดินทางมาศาลอาญา เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โดยนายปณิธานกล่าวว่า การยื่นประกันตัว บิดาเป็นครั้งที่ 16 ก่อนหน้านี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกัน ตัว เห็นว่าการยื่นประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพราะเหตุผลหลัก ที่ศาลไม่ให้ประกันตัวคือเรื่องการหลบหนี ที่ผ่านมา ได้ต่อสู้คดีมาตลอดจึงยื่นคำร้องพร้อมเงินสด 1 ล้านบาท และคำยื่นฎีกาที่จะสู้คดีให้ศาลพิจารณา โดยนายสมยศยืนยันจะต่อสู้คดีต่อไป โดยศาลอาญารับคำร้องขอไว้เพื่อจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณา 3-5 วัน เพื่อมีคำสั่งต่อไป

“หลวงพี่เทพ” นำคณะเดินรับบาตร

ช่วงเช้าวันเดียวกัน พระสุเทพ ปภากโร พร้อมพระสงฆ์ 136 รูป ที่อุปสมบทในโครงการ อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว รุ่นที่ 1 ร่วมกันเดินรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชนบนถนนคนเดิน หมู่ 1 บ้านแม่น้ำ ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ท่ามกลางฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย มีประชาชนกว่า 1,000 คน ยืนรอใส่บาตรตลอดแนว ถนนบริเวณสี่แยกบ้านแม่น้ำจนถึงวัดภูเขาทอง โดยประชาชนได้ร่วมกันตั้งจิตภาวนา ขอให้พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงหายจากพระอาการประชวร ขอให้ ทวงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประยุทธ์ จันทร์โอชาตรวจราชการภัยแล้งขอนแก่นกาฬสินธุ์นักศึกษาชู 3 นิ้ว

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้