ข่าว
100 year

ไม่เลิกกฎเหล็ก! ทั้งสื่อ-อัยการศึก

ทีมข่าวหน้า118 พ.ย. 2557 07:44 น.
SHARE

หารือ5ฝ่ายคสช.ครม.สนช.สปช.กมธ.

คสช.แข็งกร้าวใส่สื่อ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ประสานเสียงปรามให้เคารพกติกา อย่าสร้างความไขว้เขว “ประวิตร” ยันชัดไม่เลิกประกาศ คสช. ฉบับ 97 และ 103 ตามที่องค์กรสื่อเรียกร้อง ตอกกลับรู้ดีกำลังทำอะไรอยู่ จะเลิกจะคลายเดี๋ยวทำเองไม่ต้องมาบอก “ประยุทธ์” ติงสื่ออย่าสร้างปัญหาเพิ่ม เพราะมีเยอะอยู่แล้ว ยืนกรานไม่ผ่อนปรนคำสั่ง คสช. ยอมรับฉุนขาดจัดรายการด่านายกฯ ด่า คสช. เผยนัดคุยสื่อแล้วที่ทำเนียบฯ หัวหน้า คสช.เรียกตัวแทน 5 ฝ่าย คสช.-ครม.-สนช.-สปช.-กมธ.ยกร่างฯ ถกด่วน หารืออุปสรรคปัญหา ห่วงโรดแม็ปสะดุด เล็งตีกรอบวางแผนงานให้ “วิษณุ” แย้มถ้าเริ่มกระบวนการร่าง รธน.มีแนวโน้มผ่อนคลายกฎอัยการศึก

หลังจากมีเสียงเรียกร้องจากองค์กรสื่อสารมวลชนให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลควบคุมสื่อ สืบเนื่องจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปสั่งยุติการจัดรายการของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส พร้อมทั้งเสนอให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ล่าสุดทาง คสช.ยืนกรานจะไม่ยกเลิก หรือผ่อนปรน พร้อมปรามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และเตรียมเชิญผู้บริหารมาปรับความเข้าใจด้วย

“ประวิตร” มอบนโยบายกองทัพบก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 พ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผบ.ทหารสูงสุด และผู้แทน ผบ.เหล่าทัพ เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองทัพบก โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะ ผบ.ทบ.พร้อมคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบกให้การต้อนรับ นำ พล.อ.ประวิตรได้ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ และประกอบพิธีถวายสักการะวางพานพุ่มพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ก่อนเข้ารับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงานและมอบนโยบายให้กองทัพบก

จากนั้น พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า ได้มอบนโยบายเรื่องการดูแลสถาบันสูงสุดของประเทศ การสร้างความปรองดองให้คนในชาติ เพิ่มประสิทธิภาพกำลังพล และพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพ ตามกรอบนโยบายการจัดซื้อจัดหา รวมทั้งดูแลเรื่องยาเสพติดเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกันได้ให้กองทัพบกสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ซึ่งที่ผ่านมาก็ดำเนินการได้ดีมาตลอด

เสียงแข็งปรามสื่ออย่าทำไขว้เขว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทหารเข้าไปขอความร่วมมือกับองค์กรสื่อต่างๆเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่กระทบต่อการปฏิรูปประเทศว่า ขณะนี้รัฐบาลและ คสช.กำลังดำเนินการเพื่อให้ประเทศเกิดความปรองดอง สิ่งใดที่ทำให้เกิดความแตกแยก เราไม่อยากให้ทำ ขอให้พักและรอไว้ก่อน ขณะนี้เรามีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในการดำเนินการเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกไว้แล้วว่าให้รอ 1 ปี ตามโรดแม็ปที่ คสช.และรัฐบาลกำลังเดินตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะฉะนั้นตนก็ไม่ทราบว่าจะเร่งรีบไปไหน นายกฯได้ชี้แจงทุกวันศุกร์ว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังทำอะไร และ คสช.กำลังทำอะไร ไม่เห็นว่าจะมีอะไรตรงไหนที่ทำให้เกิดความไม่พอใจหรือเกิดความแตกแยกขึ้น ดังนั้น อะไรที่จะทำให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนต้องไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใด

ยันไม่ยกเลิกประกาศ คสช.97,103

“ต้องให้รัฐบาลและ คสช.ได้ทำงาน ขณะนี้กำลังแก้ปัญหาทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง กำลังทำให้เกิดความปรองดอง เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจ ต้องไม่ทำให้ประชาชน หรือหน่วยงานไขว้เขว ผมไม่ต้องบอกว่าสิ่งใดล่อแหลมหรือไม่ล่อแหลม ไม่ต้องอธิบาย เพราะทุกคนต้องเข้าใจ รัฐบาลและ คสช.ไม่ได้ดำเนินการนอกเหนือจากกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้ทุกคนฟังนายกฯพูด เพราะถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้” พล.อ.ประวิตรกล่าว ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีองค์กรสื่อเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 พล.อ.ประวิตรตอบว่า ขณะนี้รัฐบาลและ คสช.กำลังทำงานอยู่จะให้ไปยกเลิกอะไร สิ่งใดที่เห็นว่าสามารถผ่อนปรนได้ก็จะดำเนินการเอง คสช.มีคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ดูแลสถานการณ์ตลอด ไม่จำเป็นต้องมาบอก นายกฯรู้ดีว่าช่วงเวลาไหนควรดำเนินการอย่างไร

ไม่ผ่อนปรน แถมอัดพรรคการเมือง

เมื่อถามว่า พรรคการเมืองต้องการให้ลดระดับกฎอัยการศึกลงเพื่อทำการประชุมเสนอความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตรตอบว่า พรรคการเมืองก็เช่นกัน เราเปิดโอกาสให้มี สปช.แล้วทำไมไม่ไปสมัคร เราเปิดให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิรูป อยากจะทำอะไรก็เสนอ สปช.ได้ เขาพร้อมจะดูแลทั้งหมด ยอมให้ทุกเรื่องแล้วทำไมต้องไปทำอะไรที่ขัดต่อกฎหมาย ตนไม่เข้าใจ เมื่อเปิดรับสมัคร สปช.ก็ไม่มาสมัคร ให้เข้ามาชี้แจงก็ไม่มา เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้พรรคการเมืองจัดประชุมพรรคเพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ข้อมูลเขียนเมื่อไหร่ก็ได้แล้วก็ส่งไป ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกัน 200-300 คน ตนเชื่อว่าหัวหน้าพรรคมีศักยภาพพอ เราไม่ได้ห้ามหัวหน้าพรรค ถ้ามีความสามารถในการเขียนหนังสือได้ก็ทำได้หมด

พ้อคนไม่ฟังรายการคืนความสุข

เมื่อถามว่า มองสภาพความมั่นคงภายในประเทศขณะนี้อย่างไรหลังจาก คสช.เข้ามาบริหารประเทศเกือบ 6 เดือน พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตนเห็นว่าบ้านเมืองก็มีความสงบ ถ้าทำทุกอย่างไปตามกฎหมาย ทำตามที่ คสช.และรัฐบาลแนะนำมันก็ไม่มีอะไร ขอให้ฟังนายกฯที่ทำงานเหนื่อยและพูดทุกวันศุกร์ ตนอยากให้ทุกคนฟัง เพราะเดี๋ยวนี้คนที่ฟังก็ไม่อยากฟังอีกแล้ว สมัยก่อนก็ว่าพูดดี นายกฯอุตส่าห์ทำงานทุกอย่าง แต่เพิ่งผ่านมา 4-5 เดือน ขอเวลาอีกไม่นาน พอรัฐธรรมนูญเสร็จก็ว่ากันไปเลย ผู้สื่อข่าวถามว่า ดัชนีความสุขของคนไทยขณะนี้เป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตรย้อนถามว่า “แล้วคิดว่าดีหรือไม่ ถ้าผู้สื่อข่าวเห็นว่าดีก็ดี” เมื่อผู้สื่อข่าวตอบไปว่า ก็พอไปได้ ทำให้ พล.อ.ประวิตรมีน้ำเสียงอ่อนลง

หัวหน้า คสช.เรียกถกด่วน 5 ฝ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดที่ คสช.(สลธ)/3014 เรื่องเชิญประชุมร่วมระหว่าง คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.)ตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัวแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามคำเชิญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในวันที่ 18 พ.ย. 2557 เวลา 14.30 น. ที่อาคารรับรองเกษะโกมล

สำหรับการประชุมดังกล่าวเพื่อหารือความคืบหน้ารวมถึงปัญหาอุปสรรคของงานแต่ละสาย เพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช.ที่วางไว้ โดยเฉพาะงานในส่วนของการสร้างความปรองดองเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศของ สปช. หลังจากสมาคมนักข่าวฯเคลื่อนไหวให้ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 และหารือข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองที่ตั้งแง่ให้ คสช.ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น หลังจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญระบุจะเชิญพรรคการเมืองเข้าไปเสนอความคิดเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มีความเป็นห่วงว่า 2 ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลและ คสช. จนงานสะดุดไม่เป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช.ที่วางไว้ จึงกำชับให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในสายงานต้องเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ประยุทธ์” แจงหารืออุปสรรคปัญหา

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดพูดคุย 5 ฝ่าย ประกอบด้วย ครม.-สปช.-สนช.-คสช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 18 พ.ย.ว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเพียงแต่ทั้งหมดยังไม่เคยคุยกัน จะเชิญมาทำความเข้าใจกันว่าที่เราได้วางกรอบโรดแม็ปเอาไว้นั้นแต่ละส่วนที่ได้ดำเนินการไปตอนต้นมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรหรือไม่ เพราะวันนี้ต้องทำไปพร้อมๆกัน 3-4 อย่าง ทั้งสถานการณ์แผ่นดิน การปฏิรูป เรื่องของ คสช.-สปช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตนจะประสานทำความเข้าใจกับทุกส่วนว่าจะทำแผนงานกันอย่างไร แต่ยืนยันว่ารายละเอียดจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย เป็นเรื่องการระดมความคิดเห็น

ยืนกรานไม่ผ่อนปรนคำสั่ง คสช.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนของตัวแทนพรรคการเมืองที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในชั้นของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทราบว่า มีการสมัครเข้ามาหมดแล้ว ข่าวระบุว่ามาครบกันทุกพรรค ผู้สื่อข่าวถามว่า การรวบรวมความเห็นจะต้องผ่านการทำกิจกรรมของพรรคจะทำได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ก็เขายังไม่ให้ประชุมพรรค และผมว่าในส่วนของคำสั่งที่มีอยู่อย่ามาให้ผมหย่อนหรือผ่อนคลายในคำสั่งต่างๆเลย เพราะคำสั่งก็คือคำสั่ง กฎหมายก็คือกฎหมาย ถ้าให้หย่อนคำสั่งก็เหมือนให้หย่อนกฎหมาย เพราะที่สั่งออกไปคือกฎหมาย ฉะนั้นก็ต้องมาปรับท่าทีว่าจะทำอย่างไร ถ้าท่านอยากเข้ามามีส่วนร่วม ก็ขออนุมัติเข้ามา ขออนุมัติเพื่อประชุม เราก็จะจัดหาสถานที่ประชุมให้และขอเข้าไปนั่งฟังด้วย”

ปรามสื่อเคารพกติกาอย่าเพิ่มปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ทหารเข้าไปคุกคามพิธีกรสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งและสั่งให้มีการปรับเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการว่า “ผมไม่ได้ไปสั่งปรับนะ ไม่เกี่ยวและอย่าเอามาพันกันว่าผมต้องรู้ในฐานะหัวหน้า คสช. มันไม่เกี่ยวกัน แต่เท่าที่ทราบ คสช.เขาก็ไปพบผู้จัดรายการหรืออะไรสักอย่าง และหารือในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการข่มขู่ ทางสถานีเขาก็มีการปรับเป็นการภายในเอง ทหารยังไม่รู้จักเลยว่าพิธีกรเป็นใคร จะไปไล่คนโน้นคนนี้ออกได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องเคารพกติกากันบ้าง ถ้าคุณถามคำถามผมแล้วผมตอบก็โอเค แต่ถ้าคุณไปประชุมโดยมีคนจำนวนมาก แล้วไปตั้งคำถามให้คนเหล่านั้นมาด่าผม ด่ารัฐบาลหรือด่า คสช. มันถูกหรือไม่ และทำได้ไหมล่ะ ในเมื่อวันนี้ประเทศมีปัญหาหลายๆด้าน การที่ผมเข้ามาก็เพื่อให้ทำงานกันได้ เมื่อจะปฏิรูปกันอย่างไรก็ไปพูดคุยกันมา ผมก็จะอำนวยความสะดวกในการปฏิรูปให้ท่านไปสู่กฎหมาย ไปสู่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ดีๆ ท่านมาด่าผมในสิ่งที่มันเกิดมาก่อนหน้านี้ ผมรับไม่ได้”

ยอมรับฉุนขาดนั่งด่า คสช.—รัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า เสรีภาพของสื่อในการทำหน้าที่ยังคงเป็นปกติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ปกติทุกอย่าง แต่ผมขอและต้องเห็นใจผมบ้าง ผมเข้ามาทำงานเยอะ ตอนนี้ก็ 5 เดือน คสช.ไม่ได้ทวงบุญคุณแต่เข้ามารื้อเยอะมาก ที่ผ่านมาก็มีแผนปฏิรูปมาหลายรัฐบาล แต่ทำไม่ได้ ผมเข้ามาก็อยากให้มันทำได้ ซึ่งวันนี้ก็เริ่มทำได้แล้ว แต่แทนที่จะไปแก้ในสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ ดันมาด่าผม ด่า คสช. ด่ารัฐบาล มันไม่ใช่ ไปถามชาวบ้านว่าอย่างนี้พอใจหรือไม่พอใจ ผมอยากถามว่าที่ผมทำทุกอย่าง ทำเพื่อใคร ทำให้กับพวกผมอย่างนั้นหรือ ผมทำให้พวกท่านทั้งนั้น ทำให้ประชาชนซึ่งเขาจะได้รับประโยชน์ก็ขอให้ช่วยกันหน่อยเถอะ”

เผยนัดหารือผู้บริหารสื่อที่ทำเนียบ

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ได้มีการสั่งการให้ทหารยศพันเอก ชื่อย่อ ส. เข้าไปดำเนินการใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “เช็กแล้ว ไม่มีเรื่องนี้ ผมบอกเลยนะ ใครที่ทำผิดกติกาเขามีทหารเข้าไปคุยทั้งหมดทุกที่” เมื่อถามว่า ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการร่างรัฐธรรมนูญ คสช.จะมีการเชิญผู้บริหารสื่อมาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้นัดหมายแล้วที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ตนจำวันที่ไม่ได้ มีการลงนามเพื่อเชิญตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ส่วนตนจะไปพบกับ
ผู้บริหารสื่อด้วยตนเองหรือไม่นั้นคงต้องดูก่อน

“วิษณุ” เผย “ประยุทธ์” ห่วงโรดแม็ปสะดุด

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่หัวหน้า คสช.เรียก ประชุมร่วม คสช. ครม. สนช. สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่อาคารรับรองเกษะโกมล วันที่ 18 พ.ย.นั้น เป็นการเรียกประชุมแม่น้ำ 5 สาย ว่าด้วยโรดแม็ประยะที่ 2 ของ คสช.ในการร่างรัฐธรรมนูญ หัวหน้า คสช.อาจจะห่วงอะไรบางอย่างและต้องการแจ้งให้ทราบ เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นมา คสช.ต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันหัวหน้า คสช.ยังไม่เคยพบกับคนเหล่านี้อย่างเป็นทางการมาก่อน แต่คงไม่ลงรายละเอียดและใช้เวลาประชุมไม่มากนัก พล.อ.ประยุทธ์อาจจะใช้โอกาสนี้ ฝากอะไรบ้าง เช่น โรดแม็ปกรอบวัน เวลาพูดให้ตรงกันด้วย เพราะตอนนี้พูดไม่ค่อยตรงกัน

แย้มเริ่มร่าง รธน.อาจคลายอัยการศึก

เมื่อถามว่า กฎอัยการศึกเป็นปัญหาต่อการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เราเองก็รู้ว่ากฎอัยการศึกมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่คิดว่าไม่เป็นปัญหาต่อการร่างรัฐธรรมนูญ และไม่เชื่อว่าการประกาศกฎอัยการศึกจะยาวนานจนสิ้นสุดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ กฎอัยการศึกจะค่อยๆผ่อนคลายลง เพราะถ้าลากยาวไปจะเป็นปัญหา เมื่อเริ่มร่างรัฐธรรมนูญตัวแรก ก็อาจจะเริ่มผ่อนคลายแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตาม การประชุมร่วมวันที่ 18 พ.ย. ไม่มีการพูดถึงเรื่องกฎอัยการศึก เพราะขึ้นอยู่กับ คสช. เท่านั้น ส่วนความขัดแย้งสื่อมวลชนกับ คสช.เวลานี้ ความจริง คสช.เข้าใจการทำงานสื่อมวลชนดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นความกังวลซึ่งกันและกัน และไม่พูดจาร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันได้ ฉะนั้นคงต้องมีเวทีหาทางพูดจากัน สื่อ อาจจะพูดไม่ง่าย แต่ถ้าไปพูดก็เข้าใจ

“เทียนฉาย” ยันไม่กระเทือนปฏิรูป

ด้านนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กล่าวว่า กรณีที่หัวหน้า คสช.เรียกประชุม 5 ฝ่ายนั้น ถือเป็นการหารือร่วมกันครั้งแรก แต่ยังไม่กำหนดวาระการหารือ คงมีการพูดคุยถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ เชื่อว่าการเดินหน้าปฏิรูปจะไม่ขัดแย้งกับกฎอัยการศึก ไม่มีการตีกรอบความคิดของประชาชน อีกทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้เขียนว่าให้ฟังความเห็นเฉพาะฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง สำหรับใครที่มีความเห็นนอกเหนือไปจากรัฐธรรมนูญเขียนไว้คงไม่ใช่ปัญหา สำหรับเรื่องอัยการ ศึกได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

คสป.ออกโรงปกป้องเสรีภาพสื่อฯ

วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการประชุมคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป (คสป.) ครั้งที่ 2 มีตัวแทนจากสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน โดยนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ไทย เป็นประธานที่ประชุมเพื่อหารือถึงข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ กรอบเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน โดยเสียงส่วนใหญ่เสนอให้ยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ตามมาตรา 45, 46 และเสนอให้ยกเลิกมาตรา 48 ที่บัญญัติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ควรตัดออกจากหมวดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง ตรวจสอบได้ยาก โดยเห็นควรให้ไปใส่ในกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.แทน โดยให้ถือว่าค่าใช้จ่ายในกิจการสื่อมวลชนของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองนั้น เป็นค่าใช้ของพรรคการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.

ย้ำจุดยืน “ประยุทธ์” ต้องไม่คุกคามสื่อ

นายเทพชัยกล่าวว่า ที่ประชุมเห็นควรให้มีการส่งเสริมปกป้องเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความเห็น ควรได้รับการคุ้มครองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ถูกนายทหารกดดันผู้ดำเนินรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” นั้น เห็นว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายคุกคามสื่อมวลชน แม้จะใช้ภาษาสุภาพ แต่วิธีสื่อสารและเนื้อหาส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการปฏิรูป จึงอยากเห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สื่อสารไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาถึงจุดยืนที่ชัดเจน กรณีนี้ไม่ควรปิดกั้นสื่อมวลชน และไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์ที่มีทหารอ้างคำสั่งผู้บังคับบัญชา รวมถึงอยากเห็น สปช.ผลักดันให้การปฏิรูปเกิดการมีส่วนร่วมมากที่สุด การประชุมวันนี้เป็นการแสดงความห่วงใยยังไม่ถึงขั้นออกแถลงการณ์ แต่จะสื่อไปถึงรัฐบาลและ คสช.ให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีส่วนสร้างบรรยากาศการปฏิรูปประเทศ ส่วนข้อเรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 ของสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น ขณะนี้สังคมยังมีความหวาดระแวงอยู่ ดังนั้น คสช.จะต้องพิจารณาประกาศฉบับดังกล่าวด้วย ส่วนกรณีที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.จะเชิญสื่อมวลชนหารือ ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แต่จะต้อง พูดคุยบนพื้นฐานความเข้าใจไม่ทำให้เกิดการตีความว่า แทรกแซงสื่อมวลชน

นายกฯลงพื้นที่อีสานรับมือภัยแล้ง

สำหรับกำหนดการลงพื้นที่เพื่อประชุมรับมือภัยแล้ง และการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จ.ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 19 พ.ย.นั้น ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 19 พ.ย. เวลา 08.15 น. พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางโดยเครื่องบินจากกองการบิน ขส.ทบ. ดอนเมือง ไปลงที่ท่าอากาศยานขอนแก่น จ.ขอนแก่น จากนั้นเดินทางต่อด้วยขบวนรถยนต์ไปยังศาลากลางจังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นประธานปล่อยแถวเครื่องจักรกลสาธารณภัย เพื่อปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ประกอบด้วย รถบรรทุกน้ำ รถสูบส่งน้ำระยะไกล รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถผลิตน้ำดื่ม ก่อนจะเป็นประธานการประชุม ผวจ. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด โดยจะมีการหารือเรื่อง การดำเนินการของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และประเด็น ปัญหาในพื้นที่ ในช่วงบ่ายเวลา 13.30 น. ไปตรวจ เยี่ยมโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองใหญ่ ต.น้ำอ้อม อ.กระนวน จ.ขอนแก่น และพบปะประชาชน ก่อนที่จะเดินทางไปตรวจปริมาณน้ำของเขื่อนลำปาว อ.เมืองกาฬสินธุ์

มั่นใจไปได้ทุกที่ทั่วประเทศ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเตรียมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและการดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรม จ.ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ก็ไม่มีอะไร ขอยืนยันว่าทุกพื้นที่ในประเทศไหน ตนไปได้หมด และไม่ได้เลือกว่าจะต้องไปที่ไหน การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากขอนแก่นแล้ว ก็จะไปกาฬสินธุ์ ต้องการไปดูโครงการที่กองทัพบกได้ทำไว้ที่หนองเลิงเปลือย ต.เหล่าอ้อย อ.ร่องคำ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนี้จะลงไปในทุกๆพื้นที่ไม่ว่าจะภาคเหนือหรือภาคใต้ พร้อมจะไปทุกภาค แต่เวลาช่วงนี้ค่อน ข้างจำกัด แค่ทำงานในกรุงเทพฯก็เกือบจะแย่

รับไปคุยปรับทัศนคติชาวบ้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถือโอกาสลงพื้นที่ไปพูดคุยกับประชาชนที่ยังไม่เข้าใจ คสช.และรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบว่า ใช่ๆ ไปพูดคุยส่วน ใหญ่เขาเข้าใจ เพราะตนพูดบ่อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งนั้น เจ้าหน้าที่มีการประเมิน แล้วว่าเราจะประสบปัญหาภัยแล้งค่อนข้างมาก และมากกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลเป็นห่วงจึงจะลงพื้นที่ไปดู โดยจะพาหลายๆ กระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมคณะไปด้วย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะไปชี้แจงว่าจะมีการขุดบ่อน้ำบาดาลหรือจะทำที่กักเก็บน้ำในจุดใดบ้าง เพราะมีการวางงบ ประมาณไปแล้ว

วางคิวยาวบินเยือนต่างประเทศ

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค ทีมโฆษก คสช. เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ หัวหน้า คสช.มีกำหนดการเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ในฐานะนายกรัฐมนตรี วันที่ 26-27 พ.ย. เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ จากนั้นวันที่ 27-28 พ.ย. เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 ธ.ค. เยือนมาเลเซียอย่าง เป็นทางการ และวันที่ 11-12 ธ.ค. ร่วมประชุม ASEAN-เกาหลี ที่ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากนั้นจะเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น สำหรับการหารือกับญี่ปุ่นนั้น จะเน้นเชิญชวนนักธุรกิจมาลงทุนในไทย และโครงการทวายของเมียนมาร์ รวมทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจอยู่แล้ว ในส่วนของวันที่ 19-20 ธ.ค.ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกลุ่มประเทศพัฒนาลุ่มน้ำโขง (GMS)

มท.1 ยันไม่มีคำสั่งให้ ผวจ.คุมม็อบ

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า ไม่ว่าพื้นที่ใดนายกฯก็จะต้องไป ถ้าเราตั้งใจทำงาน และไม่ใช่คู่ขัดแย้งก็ต้องไป อย่างที่เคยบอกแล้วว่าเราเห็นต่างกันได้แต่อย่าให้ขัดแย้งกัน ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยไม่ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดให้ไปปรามมวลชน ได้แต่ขอให้ดูแลปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงกว่าทุกปี วันนี้เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจการทำงานของรัฐบาล จึงขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย การจะไปแสดงสัญลักษณ์อะไรไม่อยากให้มี ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สื่อมวลชนแสดงความเป็นห่วงถูกแทรกแซงการทำงาน พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ไม่ได้จำกัดสิทธิ แต่ขอให้สื่อเข้าใจการทำงานของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขปัญหาหลายด้าน หากสื่อจะช่วยกันทำให้เกิดบรรยากาศสงบเรียบร้อยจะเป็นคุณกับการบริหารประเทศได้มาก

สปช.ยังไม่ชัดแนวทางฟังความเห็น

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อน เข้าสู่วาระการประชุม สมาชิก สปช.ได้หารือแนวทาง การรับฟังความคิดเห็นประชาชนในรูปแบบเวทีรับฟัง หรือการทำงานของสื่อมวลชนต่อการปฏิรูปในรายการต่างๆ ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎ อัยการศึก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง โดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. สอบถามนายเทียนฉายว่า ก่อนที่ สปช.จะรับฟังความเห็นได้ประสานไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือรัฐบาล ในการพิจารณาแก้ปัญหาที่เกิดจากประกาศ คสช. หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงหรือยัง

นายเทียนฉายชี้แจงว่า สิ่งที่ สปช.กังวลนั้น อยู่ระหว่างการประสานไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป การไปจัดเวทีรับฟังความเห็นของ สปช.ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งนี้ในวันที่ 17 พ.ย. เวลา 13.00 น. ขอนัดประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำ สปช. 18 คณะ พร้อมรองประธานฯ เลขานุการ โฆษก รวมทั้งวิป สปช. มาประชุมเพื่อกำหนดวิธีและรูปแบบการรับฟังเสียงประชาชน

วิปชงตั้ง กมธ.วิสามัญ 5 คณะ

จากนั้นนายเทียนฉายสั่งเข้าสู่วาระการประชุม พิจารณารายงานการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตามข้อบังคับการประชุม สปช. ข้อ 84 โดย น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช. ในฐานะรองประธานวิป สปช. รายงานต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมาธิการที่จัดตั้งได้แก่ 1.คณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่รวบ รวมสังเคราะห์ความเห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ จาก กมธ.ประจำ สปช. 18 คณะ พร้อมประสานติดตามความก้าวหน้าการยกร่างฯ รวบรวมประเด็นข้อสังเกตเสนอ สปช. มี กมธ. 12 คน แบ่งเป็น สปช. 11 คนและ เลขาธิการ สปช. 1 คน 2.คณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย มีหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์เพื่อจัดทำวิสัยทัศน์อนาคตประเทศเสนอต่อ สปช. พัฒนายุทธศาสตร์และแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ มี กมธ. 12 คน แบ่งเป็น สปช. 7 คน และคนนอก 5 คน

ตั้งแท่นฟังความเห็น–สร้างภาพพจน์

น.ส.ทัศนากล่าวว่า 3.คณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีอำนาจหน้าที่ออกแบบระบบกลไก วิธีการรับฟัง ความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนต่อการปฏิรูปและยกร่างรัฐธรรมนูญ มี กมธ.ไม่เกิน 30 คน แบ่งเป็น ผู้แทน กมธ.วิสามัญประจำ สปช. 18 คณะ คณะละ 1 คน ภูมิภาค 4 ภาค ภาคละ 1 คน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 8 คน 4.คณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป มีอำนาจหน้าที่สื่อสารทั้งภายในและภายนอกผ่านสื่อบูรณาการเพื่อสร้างภาพพจน์บวกและความมั่นใจ พร้อมกำหนดทิศทางการเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของ สปช. มี กมธ. 12 คน แบ่งเป็น สปช. (เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน) 8 คน และคนนอก (เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน) 4 คน และ 5.คณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำจดหมายเหตุและเจตนารมณ์ในการปฏิรูปของสภา มีอำนาจหน้าที่จัดทำจดหมายเหตุความเป็นมาของการปฏิรูปและบันทึกเจตนารมณ์ในการปฏิรูปของ สปช. มี กมธ. 10 คน แบ่งเป็น สปช. 3 คน ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค 2 คน

ชื่อ “เจี๊ยบ” นักร้องโผล่นั่ง กมธ.สื่อสาร

จากนั้นสมาชิก สปช.ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตหลากหลาย โดยเฉพาะสัดส่วน กมธ.วิสามัญนายเทียนฉายจึงให้แต่ละคณะไปหารืออีกครั้ง และสั่งพักการประชุมในเวลา 11.10 น. กระทั่งเวลา 13.00 น. ที่ประชุม สปช. กลับมาประชุมอีกครั้ง เพื่อรับทราบรายชื่อ กมธ. ใน กมธ.วิสามัญ 5 คณะ ที่น่าสนใจคือคณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป ในสัดส่วนคนนอก (เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชน) 4 คน มีชื่อนายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ซึ่งเป็นนักร้องและผู้บริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) น.ส.อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง กรรมการผู้จัดการบริษัทตะวันฉาน จำกัด และนักจัดรายการโทรทัศน์ ทั้งนี้นายเทียนฉายกล่าวว่า กมธ.แต่ละคณะภารกิจหนักมาก มีกำหนดที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 10 ธ.ค. ดังนั้น กมธ. 5 คณะนัดประชุมวันที่ 18 พ.ย. จากนั้นสั่งปิดการประชุมในเวลา 13.25 น.

สปช.เปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็น

เมื่อเวลา 14.19 น. ที่รัฐสภา นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. เป็นประธานเปิดศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อใช้จะเป็นช่อง ทางรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนต่อการปฏิรูปประเทศ และการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีช่องทางการเสนอความคิดเห็นดังนี้ 1.เสนอด้วยตนเองที่รัฐสภา 2.สายด่วน 1743 3.โทรศัพท์ 0-2244-1881 ในวันและเวลาราชการ 4.ไปรษณีย์ ปณ.999 ปณฝ.รัฐสภา กรุงเทพฯ 10305 5.เว็บไซต์ www.parliament.go.th/ publicopinion 6.อีเมล์ nrc57.puplic@gmail. com 7.ไลน์ไอดี : nrc57public 8.ทางเฟซบุ๊กชื่อ “ศูนย์รับฟังความคิดเห็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ” และ 9. รายการ “ทันสถานการณ์กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ” ทาง สถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา เอฟเอ็ม 87.5 และ เอเอ็ม 1071 ออกอากาศทุกวันจันทร์ เวลา 07.30-08.00 น.

ภาค ปชช.ยื่นข้อเสนอสภาปฏิรูปฯ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย และเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ยื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ขอให้การปฏิรูปประเทศคำนึงถึงสิทธิดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ฯ ยกระดับการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ฯเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม แก้ไขปัญหาผู้ไร้สถานะในประเทศไทย เร่งคืนสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่นตาม พ.ร.บ.สัญชาติ รวมทั้งเสนอร่าง พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน

โดยนายเทียนฉายกล่าวว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ขอให้ทุกฝ่ายช่วยอนุเคราะห์เสนอข้อมูลต่อ สปช.ด้วย สำหรับข้อเสนอของแต่ละกลุ่มจะนำไปให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปชุดต่างๆที่เกี่ยวข้องพิจารณา หากอยู่นอกเหนืออำนาจ สปช.จะส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

5 พรรค 1 กลุ่ม ตอบรับคุย กมธ.ยกร่างฯ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่าในขณะนี้มี 2 พรรคการเมือง และอีก 1 กลุ่มการเมือง ตอบรับคำเชิญที่จะเข้ามาแสดงความคิดเห็นกับ กมธ.ยกร่างฯ เพิ่มเติม คือ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และกลุ่ม กปปส. สำหรับกลุ่มพันธมิตรนั้นน่าจะปฏิเสธ เนื่องจากทางกลุ่มได้สลายตัวไปแล้ว สรุปยอดรวมตอบรับตอนนี้มี 5 พรรคการเมืองและ 1 กลุ่ม คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังชล พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และ กลุ่ม กปปส. ทั้งนี้ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา คือ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง และนายธีระ วงศ์สมุทร ด้านตัวแทนของกลุ่ม กปปส. คือ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายแซมดิน เลิศบุศย์ ในส่วนของพรรคเพื่อไทย และกลุ่ม นปช.ยังไม่มีการตอบรับ ซึ่งยังอยู่ระหว่างประสานงาน

ส่ง จม.ขอความเห็น 6 องค์กร 74 พรรค

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปช.ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ประสานเพื่อรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สปช. และองค์กรอื่นๆใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ได้ส่งจดหมายไปยังองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 2550 จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอัยการ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ส่งความเห็นต่อกระบวนการทำงานขององค์กรที่ผ่านมา ข้อเสนอที่ต้องการปรับปรุงในหน่วยงานมาให้อนุ กมธ.ฯนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการสังเคราะห์และวิเคราะห์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันอนุ กมธ.ฯยังได้ส่งจดหมายไปถึง 74 พรรคการเมืองเพื่อขอความเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ทั้งนี้กำหนดให้ 6 องค์กรและ 74 พรรคการเมืองตอบกลับจดหมายภายในวันที่ 28 พ.ย.นี้

“พรเพชร” โต้วางกรอบสอย “ปู” ล่วงหน้า

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกระแสข่าว สนช.วางกรอบเวลากระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องจากคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะนัดลงมติถอดถอนในวันที่ 25 ธ.ค.ว่า ไม่ทราบว่าเป็นข้อมูลจากไหน แต่ไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่และสมาชิก สนช.แน่นอน น่าจะเป็นการคาดการณ์ของคนบางกลุ่ม เพราะขณะนี้ สนช.ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเรื่องกระบวนการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์เลย ต้องรอดูการประชุมนัดแรกในวันที่ 28 พ.ย.ก่อนว่าจะมีการขอพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้ามีไม่มากคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาถอดถอนได้เร็วที่สุด 45 วัน ขอยืนยันว่า การพิจารณาของ สนช.ไม่มีเบื้องหลัง หรือเร่งรัดอะไรตามที่ทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ สนช.พิจารณาทุกอย่างตามกระบวนการข้อบังคับ ยึดหลักการให้ความยุติธรรม ความเป็นธรรม

ยังไม่ได้สำนวนถอดถอน 38 อดีต ส.ว.

นายพรเพชรกล่าวว่า สำหรับการพิจารณาถอดถอนอดีต 38 ส.ว. กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมิชอบนั้น ขณะนี้ สนช.ยังไม่ได้รับสำนวนถอดถอนดังกล่าวจาก ป.ป.ช. ถ้าได้รับสำนวนแล้วจะพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขกฎหมายรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือไม่ ถ้าองค์ ประกอบครบถ้วนก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าเข้าข่ายที่ สนช.จะมีอำนาจรับไว้พิจารณาหรือไม่ ขณะนี้ยังตอบล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะรับสำนวนดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ ขอดูรายละเอียดก่อน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีเดียวกับการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา คงต้องใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาแบบเดียวกัน ส่วนการที่ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ สนช. เป็น 1 ใน 38 อดีต ส.ว.ที่ถูก ป.ป.ช.ยื่นถอดถอน จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ สนช.ชั่วคราวก่อนหรือไม่นั้น จากการให้สัมภาษณ์ของประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.หลายคน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เพราะตำแหน่งที่ถูกถอดถอนกับตำแหน่งปัจจุบันเป็นคนละตำแหน่ง

ป.ป.ช.ย้ำไม่ยอม อสส.ขอสอบพยานเพิ่ม

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ในคดีการละเว้นไม่ระงับความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าคณะทำงานร่วมยังไม่ได้ข้อสรุปในคดีดังกล่าว แต่ ป.ป.ช.ยืนยันว่าจะไม่มีการสอบพยานเพิ่มเติมตามที่คณะทำงานอัยการสูงสุดขอมา เพราะหากสอบพยานบุคคลมากไป อาจทำให้พยานที่ ป.ป.ช.สอบไว้อ่อนลง อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ยืนยันอยากให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดีให้ โดยการประชุมคณะทำงานร่วมครั้งต่อไปจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว นอกจากนี้ ในวันที่ 16 ธ.ค. ผู้บริหาร ป.ป.ช.กับผู้บริหาร อสส.จะมีการนัดหารือกันตามปกติ ซึ่งอาจจะนำเรื่องดังกล่าวมาพูดคุยกัน

ใช้ข้อมูลอนุฯปิดบัญชีเพิ่มน้ำหนักถอดถอน

นายปานเทพยังกล่าวถึงกรณีคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว กระทรวงการคลัง สรุปตัวเลขขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวปี 47-57 จำนวน 6.8 แสนล้านบาทว่า ป.ป.ช.จะนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาสำนวนคดีของ ป.ป.ช. 2 คดี ที่อยู่ระหว่างการไต่สวน คือ คดีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และคดีโครงการประกันราคาข้าว สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการแถลงเปิดคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อ สนช. เพื่อเพิ่มน้ำหนักข้อมูลเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนที่พรรคเพื่อไทยโจมตี ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐานนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และ ป.ป.ช.ไม่ได้หนักใจอะไร กรณีที่พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด ป.ป.ช.จึงไม่ยอมถอดถอนนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ ปรส.นั้น เป็นเพราะตามกฎหมาย ป.ป.ช. การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องยื่นให้วุฒิสภาส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.เท่านั้น

พท.จี้ “บิ๊กตู่” สอบ ป.ป.ช.ละเว้นคดี ปรส.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน (ชั่วคราว) สำนักงาน ก.พ. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ว่า ปกปิดข้อมูลคดีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ที่จะหมดอายุความวันที่ 30 พ.ย. มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายถึง 1.1 ล้านล้านบาท คดีนี้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน แต่ถูกยกคำร้อง ส่งอัยการสั่งฟ้องนายมนตรี เจน-วิทย์การ เลขาฯ ปรส.ในขณะนั้นเพียงคนเดียว จึงขอให้นายกฯใช้อำนาจตามประกาศ คสช.ที่ 63/2557 สอบถามการทำหน้าที่ ป.ป.ช.ว่าโปร่งใสหรือไม่ ที่ไม่ส่งเรื่องให้ สนช.ถอดถอนนายชวน หลีกภัย อดีต นายกรัฐมนตรี เหมือนกับที่ส่งเรื่องถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และขอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ระงับยับยั้งไม่ให้คดีหมดอายุความ เพื่อให้เกิดความกระจ่างก่อน

พม.เสนอดันร่าง ก.ม.อุ้มบุญเข้า ครม.

นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าที่ประชุมมีมติเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ตั้งแต่การตั้งครรภ์จนถึงคลอดโดยพ่อแม่ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้เอง ทั้งนี้ หญิงที่รับการตั้งครรภ์ต้องทำข้อตกลงกับสามีหรือภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย และจะใช้อสุจิและไข่ของคนที่ตั้งครรภ์แทนไม่ได้ ต้องใช้ของพ่อและแม่เด็กเท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีบทลงโทษแพทย์ที่ทำไม่ถูกต้องด้วย

ขรก.เฮ ครม.ถกเพิ่มค่าครองชีพ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ครม. วันที่ 18 พ.ย. นอกเหนือจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้ว ยังจะมีการพิจารณาปรับเพิ่มค่า ครองชีพข้าราชการชั้นผู้น้อยที่รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราว ที่มีรายได้ไม่ถึง 10,000 บาท ทำให้มีรายได้ ขั้นต่ำ 10,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป ขณะที่ข้าราชการที่มีรายได้เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ให้รับเงินค่าครองชีพเพิ่ม แต่รวมแล้วไม่เกิน 13,285 บาท โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา จะทำให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่เคยได้รับเงินค่าครองชีพชั่วคราว มีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ 500 -1,000 บาท สำหรับการปรับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวดังกล่าวจะครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นผู้น้อย 380,000 คน ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อย่างไรก็ตามการประชุม ครม.จะยังไม่มีการพิจารณาการปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนเพิ่ม 4 เปอร์เซ็นต์

ศาลสั่งจำคุก “นักรบศรีวิชัย” คนละ 1 ปี

ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนายธเนศร์ คำชุม กับพวกรวม 85 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัยเป็นจำเลยที่ 1-85 ทำลายทรัพย์สินและบุกรุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ส่งผลให้ทรัพย์สินกว่า 15 รายการเสียหายกว่า 6 แสนบาท และยังร่วมข่มขืนใจ น.ส.ตวงพร อัศววิไล และนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ผู้ประกาศข่าวและพนักงานคนอื่นๆขณะปฏิบัติหน้าที่ ขับไล่ให้ออกจากสำนักงาน ระหว่างวันที่ 22-26 ส.ค.2551 โดยจำเลยอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นในเรื่องขอให้รอการลงโทษ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดต่อเนื่องกัน กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ให้ลงโทษบทหนักสุดฐานบุกรุก แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องในฐานนี้แต่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจนำมาวินิจฉัยได้ ศาลจึงมีคำพิพากษาจำเลยที่ 1-41, 43-85 มีความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน มีอาวุธและข่มขู่จะใช้กำลังประทุษร้ายให้จำคุกคนละ 1 ปี

ขณะที่นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความจำเลย ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมดคนละ 2 แสนบาท ในระหว่างฎีกาสู้คดี

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คสช.องค์กรสื่อสารมวลชนควบคุมสื่อสั่งยุติการจัดรายการไทยพีบีเอสสื่อมวลชนประวิตร วงษ์สุวรรณ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้