ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กุมอนาคตโลก!! 8 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุด ปี 2014

    ทีมข่าวหน้าสตรี9 พ.ย. 2557 05:01 น.
    SHARE

    วลาดิเมียร์ ปูติน

    โลกจะยุ่งเหยิง หรือสงบสุข ก็ขึ้นอยู่กับมือของผู้นำชาติมหา อำนาจเพียงไม่กี่ชาติ ที่ต่างถือรีโมตคอยกำหนดชะตาโลก นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ประจำปี 2014 โดย 8 คนดังที่กุมอำนาจไว้ในมือและมีบทบาทสำคัญ ในการชี้เป็นชี้ตายอนาคตของโลกเล็กๆใบนี้ ก็ล้วนแต่เป็นบุคคลชั้นนำที่อยู่ในความสนใจของชาวโลก

    มาวินเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่สองต้องยกให้ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน จากรัสเซีย วัย 62 ปี ครองแชมป์เพราะความกร้าวแกร่งมาดมั่น และกล้าท้าชนแหลก โดยผลงานบ้าระห่ำล่าสุดที่การันตีความเป็นผู้นำคือ การเดินหน้าผนวกภูมิภาคไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ทันทีที่ไครเมียลงประชามติแยกตัวจากยูเครน โดยไม่สนการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก และเสียงประท้วงของชาวยูเครน อีกหนึ่งผลงานสร้างอิทธิพลคับโลกยังรวมถึงการจับมือทำสัญญาท่อส่งก๊าซธรรมชาติกับ “จีน” มหาอำนาจคู่ซี้เป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างสถิติใหม่โครงการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก เล่นเอามหาอำนาจตะวันตกค้อนขวับๆเลยทีเดียว

    บารัค โอบามา

    ทั้งๆที่เป็นผู้นำชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา วัย 53 ปี ก็ถูกแซะอันดับหล่นมาอยู่ที่สองจนได้ โดยถูกหักคะแนนเพราะขาดภาวะผู้นำในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา และการจู่โจมครั้งใหม่ของกระบวนการก่อการร้ายในอิรัก ซึ่งมีกองกำลังรัฐอิสลามแห่งอิรักและอัชชาม (ISIS) เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ล่าสุด ผู้นำมะกันประกาศกร้าวพร้อมโจมตีทางอากาศถล่มฐานที่มั่นกองกำลัง ISIS ทุกหนทุกแห่งอย่างไร้ความปรานี เพื่อกำจัดมะเร็งร้ายของโลก และปกป้องพลเมืองมะกัน ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าจะเอาจริงขนาดไหน

    สี จิ้นผิง

    สำหรับผู้นำโลกเนื้อหอมที่สุดคงไม่มีใครเกิน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน วัย 61 ปี บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดเป็นอันดับสามของโลก เขามีฝีไม้ลายมือโดดเด่นจนได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำจีนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดนับตั้งแต่ยุคของประธานเหมาเจ๋อตุง และแม้แต่นิตยสารไทม์ยังยกย่อง “สี จิ้นผิง” เป็น 1 ใน 100 บุคคลพาวเวอร์ฟูลที่สุดต่อเนื่อง 3 ปี สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว เขาคือผู้นำยุคใหม่ที่เป็นความหวังของชาติ เพราะเป็นนักปฏิบัติพันธุ์อึดที่ยึดมั่นในอุดมการณ์, ติดดิน, ทุ่มเททำงานหนัก, ละเอียดรอบคอบ และมีวิสัยทัศน์ยาวไกล ที่สำคัญมือสะอาดไร้มลทิน และกล้าพูดกล้าทำ ในยุคของ “สี จิ้นผิง” เป็นยุคที่มีการปราบปรามคอร์รัปชันจริงจังที่สุด และเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากที่สุด โดยเน้นส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปขององค์กรรัฐ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บความแข็งแกร่ง และปรับตัวให้เท่าทันกระแสทุนนิยม

    สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

    ได้รับการยกย่องจากฟอร์บส์ให้เป็นบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดอันดับ 4 ของโลก ก็ต้อง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส โป๊ปผู้สมถะและติดดินที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้สมานรอยร้าวทางศาสนา และกอบกู้ศรัทธาให้กลับคืนมาสู่ชาวคริสต์ทั่วโลก การมาถึงของ “สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส” ไม่เพียงจะเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิรูปคริสตศาสนจักรสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แต่พระองค์ยังทรงเข้ากุมหัวใจคนหนุ่มคนสาว, คนเฒ่าคนแก่, คนรวย, คนจน, ผู้เชื่อมั่นในศาสนา หรือแม้แต่ผู้เอาใจออกห่างพระเจ้า จนถือได้ว่า ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจแห่งปวงชนชาวโลก “โป๊ปฟรานซิส” ทรงเป็นประมุขพระองค์แรกของคริสตศาสนจักร ที่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับประเด็นปัญหาขัดแย้งต่างๆของสังคมโลก ไม่เว้นกระทั่งเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ พระองค์ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการเงินโลกให้เป็นไปตามหลักจริยธรรม ทรงเตือนสติว่า เงินควรมีไว้เพื่อใช้สร้างประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เพื่อควบคุมทุกสิ่งบนโลก ทรงประณามระบบทุนนิยมว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดระบอบเผด็จการ

    อังเกลา แมร์เคิล

    ถ้าพูดถึงผู้นำสตรีเหล็กที่เป็นความภูมิใจของผู้หญิงทั้งโลก ขอยกให้ “อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีหญิงสุดแกร่งของเยอรมนี วัย 60 ปี บุคคลทรงอิทธิพลอันดับ 5 ของโลก ได้รับการบันทึกเป็นผู้นำที่บริหารประเทศยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2005 และเพิ่งต่ออายุเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สาม เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ปัจจุบันถือเป็นสตรีทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยุคใหม่ “แมร์เคิล” เป็นพลเมืองเยอรมนีตะวันออกคนแรกที่เป็นผู้นำหลังการรวมประเทศ โตมาท่ามกลางสังคมคอมมิวนิสต์ เรียนจบด็อกเตอร์ฟิสิกส์ ทำงานวิจัยทฤษฎีควอนตัม พูดได้หลายภาษาทั้งเยอรมัน, อังกฤษ และรัสเซีย สาวเฉิ่มคนนี้พิสูจน์ฝีมือจากการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้เยอรมนีผงาดเป็นประเทศที่มีตัวเลขส่งออกสูงสุดในโลก และมีอัตราว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี เธอยังงัดข้อกับผู้นำโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เพื่อแสดงจุดยืนแข็งแกร่งของเยอรมนี

    เจเน็ต เยลเลน

    ถ้าพูดถึงหญิงเก่งที่กุมชะตาโลกด้านเศรษฐกิจ และครองตำแหน่งบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดเป็นอันดับ 6 จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก “เจเน็ต เยลเลน” ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 100 ปี ปัจจุบันอายุ 68 ปี เธอเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวยิว ที่เลื่องลือเรื่องความแม่นยำในการพยากรณ์เศรษฐกิจ, ความเคร่งครัดในจริยธรรม, วินัยเข้ม และการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อสู้กับปัญหาว่างงาน ล่าสุด ประธานเฟดคนใหม่ช็อกโลกด้วยการประกาศยุติ QE3 มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2008 หลังจากเฟดอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการซื้อสินทรัพย์ เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป้าหมายต่อไปของนายหญิงเฟดก็คือ การออกนโยบายเชิงรุกใหม่ๆเพื่อลดอัตราว่างงานที่ทะยานขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    บิล เกตส์

    ถือเป็นหนึ่งเดียวในทำเนียบ 10 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ที่มาจากภาคธุรกิจ สำหรับ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ “บิล เกตส์” มหาเศรษฐีใจบุญอันดับหนึ่งของโลก วัย 59 ปี ซึ่งประกาศจุดยืนชัดเจนมาหลายปีว่า จะยอมรวยน้อยลง แต่ทำประโยชน์เพื่อสังคมโลกมากขึ้น เขาสร้างเทรนด์ใหม่ให้มหาเศรษฐีโลก ด้วยการประกาศค่อยๆวางมือจากงานบริหารธุรกิจรายวันในบริษัทไมโครซอฟท์ และถ่ายโอนอำนาจให้ผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่แทนตั้งแต่ปี 2008 เพื่อหันมาทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานใน “มูลนิธิบิล และเมลินดา เกตส์” โดยเน้นรณรงค์ช่วยเหลือโครงการด้านสุขภาพอนามัย, การพัฒนาประเทศ และการต่อสู้กับปัญหาความยากจน ในประเทศด้อยพัฒนาทั่วโลก รวมถึงการทุ่มงบให้กับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในอเมริกา เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มหาเศรษฐีใจบุญบริจาคเงิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก และยังตั้งงบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับต่อสู้กับโรคมาลาเรีย และโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่

    มาริโอ ดรากี

    ปิดท้ายบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดอันดับ 8 ด้วย “มาริโอ ดรากี” ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) วัย 67 ปี ซึ่งกุมอนาคตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินการคลังของ 18 ชาติสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป มาตั้งแต่ปี 2011 สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี เขาสร้างผลงานน่าจับตามอง จนได้รับฉายา “ซุปเปอร์มาริโอ” ส่วนจะเก่งจริงสมดังคำร่ำลือหรือไม่ คงต้องพิสูจน์ฝีมือกันว่าจะสามารถเข็นยุโรปให้พลิกฟื้นจากความถดถอยทางเศรษฐกิจได้สำเร็จไหม.

    ทีมข่าวหน้าสตรี

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    นิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับบุคคลทรงอิทธิพลที่สุดในโลกปี 2014วลาดิเมียร์ ปูตินรัสเซียบารัค โอบามาสี จิ้นผิงสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสอังเกลา แมร์เคิลเจเน็ต เยลเลนบิล เกตส์มาริโอ ดรากี

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้