วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดิจิตอลอีโคโนมี ฝันให้ไกลไปให้ถึง

โดย

“ดิจิตอล อีโคโนมี” ...“Digital economy” เป็นโลกการค้า...ธุรกิจ เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยในยุคนี้

คำถามมีว่า เศรษฐกิจไทยจะฝันไกลและไปได้ถึงมากน้อยสักแค่ไหน? อย่างไร?

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด www.TARAD.com ผู้คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจออนไลน์มายาวนาน มองว่า เมืองไทยจะต้องพร้อมและต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

ตอนนี้คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตราว 30 ล้านคน ขณะที่คนใช้เฟซบุ๊กก็มีประมาณ 30 ล้านคนแล้ว ถ้าจะถามว่าพร้อมไหม ตอบจากตัวเลขที่สะท้อนออกมาคนไทยอยู่กับสังคมดิจิตอลกันเยอะมาก แต่ถูกใช้ในเชิงส่วนตัว เรื่องเล่นมากกว่า ยังไม่ได้ถูกใช้ในเชิงทำธุรกิจจริงๆ

คนไทยเริ่มมีพื้น เริ่มคุ้นเคยกับสังคมออนไลน์ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเกือบครึ่งประเทศแล้ว คำถามก็คือ...โจทย์ต่อไปจะทำให้คนไทยใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้ได้อย่างไร

“ดิจิตอล อีโคโนมี” ก็คือการเอาเรื่องดิจิตอลไลฟ์เข้ามาสู่ในชีวิตประจำวัน ชีวิตส่วนตัว...การทำงาน ซึ่งการทำงานเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แล้วธุรกิจก็เชื่อมโยงกับบริษัท องค์กร รัฐบาล...ประเทศ ก็คือการเอาดิจิตอลเข้าไปร้อยเรียงในชีวิตประจำวัน จนถึงงาน...ภารกิจ

ปัญหาวันนี้คือ กระบวนการที่ว่ายังไม่ได้ถูกร้อยเรียงที่ดีเท่าที่ควร เพราะเราต้องยอมรับว่าดิจิตอลทำให้ชีวิตเราหรือการทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นการทำ “ดิจิตอล อีโคโนมี” เมืองไทยก็เลยมีการทำเพียงจุดๆ แยกส่วนกันอยู่...แต่จะทำให้เกิดการร้อยเรียงเป็นภาพ ภาพเดียวได้อย่างไร

เช่นเรามีคนทำซอฟต์แวร์อยู่แล้ว มีคนทำเรื่องโซเชียลมีเดีย เรามีทั้งหมดแต่ทำแยกกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ดิจิตอล อีโคโนมี” ต้องเอาทั้งหมดมาร้อยให้เป็นเรื่องราวเดียวกัน

เมื่อเห็นว่าร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกันแล้ว รัฐบาลก็ผลักดัน “ดิจิตอล อีโคโนมี” ให้เต็มสูบ ให้ทุกคนใช้ตามเรื่องราวที่วางเอาไว้

เมืองไทยในแง่กฎหมาย นับรวมถึงช่องว่างปัญหา...โดยเฉพาะอาชญากรรมในโลกออนไลน์ ปัญหาแฮกเกอร์ในโลกออนไลน์ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ดิจิตอล อีโคโนมี” เมืองไทยไม่เติบโตไปได้อย่างที่ฝัน จะมีทางคลี่คลายได้อย่างไรบ้าง?

คนมีเงิน ยังกลัวกับการทำธุรกรรมออนไลน์ ยังมั่นใจ...แน่ใจกับการใช้บริการผ่านเคาน์เตอร์ ระบบกระดาษ

ถามว่าพร้อมไหม? ก็ต้องบอกว่าวันนี้เมืองไทยพร้อมระดับหนึ่งแล้วสำหรับการก้าวไปสู่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” ธุรกรรมอีแบงกิ้ง

ไอแบงกิ้งผ่านระบบออนไลน์ แม้ว่าจะมีคนส่วนหนึ่งกลัว แต่ก็มีคนไม่น้อยซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มใหญ่ด้วยที่ใช้อยู่

“เมื่อเกิดความกลัว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง จะทำอย่างไรให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจมากขึ้น กระตุ้นโน้มน้าวให้เกิดการใช้บริการมากขึ้น เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่คนทำธุรกิจนี้ต้องเดินหน้าทำในเรื่องเหล่านี้ควบคู่ไปด้วยเหมือนกัน”

การก้าวไปสู่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” อีกนานแค่ไหนกันที่ระบบกระดาษจะหายไปเลย 100 เปอร์เซ็นต์ ภาวุธ บอกว่า คงไม่ได้หายไปเลยทันทีทันใด ยังคงมีอยู่ ต้องใช้เวลา ทั้งนี้ทั้งนั้นจะหายไปเลยทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย การเปิดรับและการบังคับใช้

“หากวันนี้ถ้ารัฐบาลเริ่มมีการบังคับใช้ ภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเปเปอร์เลสเอง จากเดิมเอกสารต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ใช้สมาร์ทการ์ดเสียบปุ๊บก็ใช้ได้ทันที ระบบก็จะค่อยๆปรับเปลี่ยนไปเอง”

เชื่อว่า...การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับการผลักดันของภาครัฐเป็นหลัก เมื่อภาครัฐผลักดัน แล้วมีกฎหมายทุกอย่างรองรับ ความเปลี่ยนแปลงก็จะก้าวไปได้เร็วมาก

ตอนนี้เป้าหมายสำคัญของ “ดิจิตอล อีโคโนมี” ก็คือทำอย่างไรให้ภาครัฐมีการบังคับใช้เรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง

ในฐานะบริหารตลาดดอทคอม ตลาดดิจิตอล ดั้งเดิมเราใช้ในระดับบุคคล องค์กร แต่เมื่อเศรษฐกิจระดับประเทศจะก้าวไปสู่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” เต็มตัว จะมีความยากง่ายเพียงใด?

“ไม่ยาก แค่ท้าทาย” ภาวุธ ว่า “การเอามาใช้ในระดับประเทศ ก็คือการรวมตัวของคนธรรมดา คำถามคือเราจะสามารถวางการเชื่อมโยงระหว่างคนต่อคน องค์กรต่อองค์กร รัฐต่อเอกชนให้เป็นภาพได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน มานั่งวางแผนร่วมกัน”

ประเด็นปัญหา ภาครัฐเองก็มีความซ้ำซ้อนกันในแง่หน่วยงาน องค์กรที่ทำงานด้านออนไลน์ ดิจิตอล...ซิป้ามาชนกับซอฟต์แวร์ปาร์ค กระทรวงไอซีทีทำคล้ายๆกับเนคเทค ซึ่งตอนนี้ก็พยายามที่จะรวมกันแล้ว

หันกลับมาที่ฟากฝั่งภาคเอกชนก็มีชมรม มีสมาคม ผู้ประกอบการด้านไอซีทีเต็มไปหมดเลย แต่ละคนก็มีความทับซ้อนกันบางส่วน เมื่อภาครัฐเริ่มปรับระดับหนึ่ง เอกชนก็คงจะอยู่นิ่งไม่ได้ เริ่มมีการรวมตัวกันชัดเจนขึ้น เดินหน้า “สภาไอซีที” ขึ้น เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการด้านไอซีทีเอาไว้ทั้งหมด

เมื่อสภาฯรวมตัวก็จะมีสมาคมเว็บ สมาคมอีคอมเมิร์ซ สมาคมไอเอสพี ฯลฯ อยู่ภายใต้ เวลาผลักดันอะไรก็จะมีทิศทางชัดเจน มีภาครัฐสนับสนุน...เหมือนสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม

ในวันที่เอกชนรวมตัวได้ ภาครัฐเริ่มปรับตัวได้...สองหน่วยงานมานั่งคุยกัน วางเป้าหมายร่วมกัน “ดิจิตอล อีโคโนมี” ประเทศไทยจะเดินหน้าไปได้ชัดเจน รัฐ...เอกชนก็จะเดินไปได้ในทิศทางเดียวกัน

กลยุทธ์รวมต้องมี เพียงแต่ยังรวมกันไม่เสร็จแล้วก็ยังไม่ได้ทำ เมื่อ “ดิจิตอล อีโคโนมี” ถูกพูดถึงก็จะเดินหน้าไปได้มากขึ้น สำหรับการบริหารจัดการการตลาดยุคดิจิตอล ต้องบอกว่าการตลาดออนไลน์มีวิธีการอยู่ไม่กี่อย่าง เพียงแต่ว่า...การตลาดออนไลน์เปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานของคนทำธุรกิจ

เดิมเราจะทำอะไรก็ตาม สื่อสาร คุย...มีข้อจำกัดในประเทศไทยเท่านั้น สื่อออนไลน์...จะทำให้เราเปิดกว้างมากขึ้น ค้าขายกับคน

ทั่วโลก บางทีเราพูดทีนึงกระเด็นไปถึงอเมริกา คนอินเดียเห็นเราได้เลย “ดิจิตอล อีโคโนมี”...เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการปฏิบัติในการใช้สื่อออนไลน์ที่มีมากมาย

“เราต้องเข้าใจว่าสื่อออนไลน์ไปต่างประเทศได้ ไม่ได้อยู่เฉพาะในประเทศเท่านั้น...เมื่อรู้คุณประโยชน์แล้ว ก็ใช้ให้เป็น สิ่งที่ได้รับกลับมาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรียกว่า ต้องใช้ให้เป็น...ใช้ให้คุ้ม”

ประเทศไทยสร้างเทคโนโลยีเองไม่ได้ เป็นประเทศที่บริโภคเทคโนโลยี วันวานเราบริโภคแบบฉาบฉวย ยุค “ดิจิตอล อีโคโนมี” เราต้องบริโภคอย่างมีคุณภาพ เกิดประโยชน์ น่าจะเป็นฝันดีของประเทศไทย

เศรษฐกิจประเทศจะเดินหน้าไปถึงฝั่งฝัน ไม่ได้การันตีความสำเร็จแค่เพียงลมปากคำพูดว่า...สำเร็จ ได้ผล หากแต่ “ดิจิตอล อีโคโนมี” สะท้อนความสำเร็จได้ด้วยตัวเลขจากผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่มากขึ้น ตัวเลขมูลค่าการค้าขายผ่านช่องทางนี้ที่เพิ่มมากขึ้น.

2 ต.ค. 2557 08:54 2 ต.ค. 2557 13:25 ไทยรัฐ