ข่าว
100 year

สื่อญี่ปุ่นยันหนุ่มจ้างอุ้มบุญรวยโคตรๆ (ชมคลิป)

ทีมข่าวหน้า 19 ส.ค. 2557 06:25 น.
SHARE

‘ลูกมหาเศรษฐี’สื่อสารเร่งตามตัวมาไขปริศนา‘พ่อแกรมมี่’ออกทีวีโต้

รอง ผบ.ตร. “เอก อังสนานนท์” เร่งคลี่ปริศนาหนุ่มญี่ปุ่น วัย 24 ปี ที่จ้าง “อุ้มบุญ” เผยเดินทางเข้าออกไทย-ญี่ปุ่นเป็นว่าเล่นกว่า 40 ครั้งในรอบปี ตรวจสอบพบสูติบัตรเป็นพ่อเด็กรวมทั้งหมด 14 คน ให้ทนายความนำตัวมาสอบปากคำเคลียร์ข้อสงสัย พร้อมตรวจสอบชาวต่างชาติที่อุ้มทารกออกนอกประเทศ ขณะที่สื่อญี่ปุ่นเผย “มิทสึโทกิ ชิเกตะ” เป็นทายาทมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่นอันดับต้นๆของโลก แต่งงที่อุ้มบุญเพื่ออะไร

แพทยสภาเร่งปรับมาตรฐาน “อุ้มบุญ” เปิดช่องหญิงไม่ใช่ญาติท้องแทนได้ ส่วนคู่สมรสไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ระบุร่าง ก.ม.คุ้มครองเด็กอุ้มบุญเอาผิดโทษหญิงรับจ้างท้องและเอเย่นต์ได้ แต่เปิดทางให้รับค่าเลี้ยงดูระหว่างท้องแทนและหลังคลอดได้ “ประยุทธ์” ติงสื่อขยายเรื่องอุ้มบุญทำให้ไทยถูกมองไม่ดี พ่อน้องแกรมมี่ ชาวออสซี่ ออกทีวีชี้แจงสื่อแดนจิงโจ้ วอนอย่าด่วนตัดสินว่าผิด

มนุษย์นำความเจริญก้าวหน้าของการแพทย์มาสร้างและทำลายมนุษย์ด้วยกันอย่างโหดร้าย ไร้จริยธรรมและจิตสำนึกแห่งความเป็น “คน” โดยเฉพาะหากการทำ “อุ้มบุญ” เพื่อนำไปเป็นอะไหล่มนุษย์ ที่มีชนวนน่าพิศวงสงสัยมาจากเรื่องราวของหนุ่มชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี ที่มาจ้างหญิงไทยอุ้มบุญหลายคนด้วยกัน จนกลายเป็นการ “อุ้มบาป”

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดพนักงานสอบสวนปากคำนายรัฐประธาน ตุลาธร ที่อ้างว่าเป็นทนายผู้ประสานงานของนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ ชาวญี่ปุ่นที่นำเชื้อของตนเองมาผสมทำเป็นเด็กอุ้มบุญ เพื่อเอาเด็กไปเลี้ยงที่ญี่ปุ่นเท่าที่ตรวจสอบสูติบัตรพบว่ามีชื่อนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ เป็นพ่อของเด็ก 14 คน ซึ่งได้นำแม่อุ้มบุญมาคลอดไว้ที่ รพ.ต่างๆหลายโรงพยาบาล และได้นำเด็กทารกออกไปแล้ว 3 คน เหลืออีก 9 คน และยังมีเด็กอีก 2 คนที่อยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งได้สั่งให้ชุดสอบสวน นำแม่อุ้มบุญที่มีชื่ออยู่ในสูติบัตรมาสอบปากคำว่า มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องอย่างไรและพิสูจน์ ดีเอ็นเอของเด็กทั้งหมด ทั้งจะติดตามตัวชาวญี่ปุ่นมาสอบปาก คำเพื่อให้ได้รายละเอียดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเหตุผลที่มีการทำอุ้มบุญเด็กจำนวนมาก และการนำเด็กทารกกลับประเทศญี่ปุ่นได้อย่างไร จากการตรวจสอบพบมีการเดินทาง เข้าออกประเทศไทยกว่า 40 ครั้ง ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 6 ส.ค. ได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปที่มาเก๊า

พล.ต.อ.เอกกล่าวด้วยว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ทราบในเรื่องที่เกิดขึ้น ต้องรอผลการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อยืนยันเข้าข่ายการกระทำความผิดหรือไม่ หากผลตรวจสอบว่าน้ำเชื้อไม่ใช่ของชาวญี่ปุ่นที่อ้างเป็นพ่ออุ้มบุญในสูติบัตร มีการนำเชื้อคนอื่นมาผสม อาจจะเข้าข่ายความผิดคดีค้ามนุษย์ ซึ่งมีข้อมูลน่าสงสัยหลายเรื่อง ทั้งการที่ชาวญี่ปุ่นอายุแค่ 24 ปี ทำไมอยากมีลูกมากมายหลายคนขนาดนี้ ได้ประสานทางการญี่ปุ่นตรวจสอบประวัติที่มาของชาวญี่ปุ่นและเด็กทารกที่นำออกไปจากประเทศไทยเพื่อทำอะไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทำคลอดเด็กอุ้มบุญ เข้าข่ายความผิดหรือไม่ พล.ต.อ.เอกกล่าวว่า ตามประกาศของแพทยสภากำหนดให้การอุ้มบุญ เป็นเรื่องของญาติอุ้มบุญได้ไม่ใช้คนอื่นซึ่งไม่ใช่ญาติอุ้มบุญ จะถือว่าคลินิกหรือโรงพยาบาล มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนการทำคลอดอุ้มบุญ เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย ในชั้นนี้ขอประสานข้อมูล เพื่อนำตัวนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ ชาวญี่ปุ่น มาสอบสวนปากคำ เพื่อความชัดเจนในทุกเรื่อง และประสานตรวจสอบความเป็นอยู่ของเด็กทารกที่นำออกจากประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน บช.น. ร่วมกับชุดสืบสวน กก.ดส. จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ามีการนำเด็กอุ้มบุญเดินทางออกนอกประเทศรวม 3 รายแล้ว โดยทุกรายจะมีหนังสือเดินทางจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย ประกอบการเดินทางออกนอกประเทศ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือ เดินทาง เพื่อนำมาประกอบสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม. เพื่อนำข้อมูลผู้โดยสารชาวต่างชาติทุกสัญชาติ ที่อุ้มเด็กทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน ออกนอกประเทศในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบแล้ว

นอกจากนี้ ชุดสืบสวนตรวจสอบข้อมูลพบเบาะแสด้วยว่า กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องขบวนการอุ้มบุญนั้น มีนายสำราญ (ไม่ทราบนามสกุล) มีหน้าที่คอยซื้อผ้าอ้อม นม และจ่ายค่าพี่เลี้ยงเด็ก ก่อนที่จะพาตัวเด็กออกนอกประเทศ ขณะที่นายรัฐประธาน ตุลาธร รับปากกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะติดต่อนายชิเกตะที่ขณะนี้อยู่ต่างประเทศให้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อให้ปากคำกับตำรวจในสัปดาห์หน้า

วันเดียวกัน พ.ต.อ.นภัณวุฒิ เลี่ยมสงวน ผกก.สวัสดิภาพเด็กและสตรี (กก.ดส.) น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น คลินิก ออลไอวีเอฟ เป็นคลินิกเวชกรรมเฉพาะทางสูตินรีเวช อยู่ชั้น 12 และชั้น 15 โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านถนนวิทยุ หลังจากที่หนึ่งในแม่ของเด็กอุ้มบุญ 9 คน ให้การซัดทอดว่าคลินิกดังกล่าวรับทำเด็กอุ้มบุญ โดยเป็นการเข้าตรวจค้นครั้งที่ 2 พบว่าผู้ประกอบกิจการได้หลบหนีไปแล้วและมีการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกไปด้วย

พ.ต.อ.นภัณวุฒ กล่าวว่า คลินิกแห่งนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับเด็กทั้ง 9 คนที่เป็นบุตรของนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความชัดเจน จากการตรวจสอบทางทะเบียนพบว่า นายมิทสึโทกิ ชิเกตะ ได้แจ้งเป็นเจ้าของนำเชื้อเด็กอุ้มบุญทั้ง 13 ราย และพบว่านายชิเกตะ เดินทางเข้าออกประเทศไทยกว่า 40ครั้ง ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้มีการประกอบธุรกิจในประเทศไทยแต่อย่างใด

ทางด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง กล่าวว่า คลินิกแห่งนี้เปิดให้บริการ 2 ชั้น คือชั้น 12 เปิดเป็นคลินิกแบบ มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย การตรวจค้นครั้งแรกได้ตักเตือน ไป ส่วนชั้น 15 พบว่าเป็นการเปิดเพิ่มเติมโดยไม่มีใบอนุญาต เบื้องต้นสั่งปิดสถานพยาบาลแห่งนี้แล้ว ส่วนข้อมูลเวชระเบียนของคลินิกแห่งนี้ถูกขนย้ายไปหมดแล้ว อยู่ระหว่างการติดตาม ส่วนรายชื่อแพทย์ที่ขอจดทะเบียนประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น คงไม่ขอเปิดเผยชื่อและกำลังติดต่ออยู่ สำหรับคลินิกดังกล่าว เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 54 ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาคลินิกแห่งนี้ มีการทำเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ มากกว่า 100 คน ขอเน้นย้ำว่า การอุ้มบุญ คือการที่ฝ่ายภรรยาไม่สามารถมีบุตรได้ ไปขอร้องให้ญาติโดยสายเลือดเป็นผู้อุ้มท้องแทน โดยไม่มีการรับเงินตอบแทนใดๆ แต่การจ้างผู้หญิงที่ไม่รู้จักให้อุ้มท้องและรับเงินตอบแทน ถือเป็นการอุ้มบาป

ช่วงบ่าย ที่ สน.ลาดพร้าว พ.ต.อ.วิทวัส ชินคำ ผกก.สน.ลาดพร้าว เรียกประชุมชุดพนักงานสอบสวนสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี 9 เด็กทารกอุ้มบุญ ที่ห้องประชุมชั้น 3 สน.ลาดพร้าว โดยไม่ให้สื่อมวลชนทั้งสำนักข่าวในประเทศและนักข่าวต่างประเทศ เข้าร่วมฟังการประชุม ในที่ประชุมมีการนำแผ่นชาร์ต ผู้เกี่ยวข้องในคดีอุ้มบุญ 9 ทารก ตั้งแต่นายมิทสึโทกิ ชิเกตะ อายุ 24 ปี เจ้าของน้ำเชื้อ และหญิงอุ้มบุญทั้ง 9 ราย รายชื่อสูติบัตรที่มีชื่อนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ เป็นพ่อของเด็ก มาเป็นหลักฐานในการตรวจสอบ และ ยังได้นัดหมายนายรัฐประธาน ตุลาธร ทนายความของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น หลบสื่อมวลชนไปสอบปากคำ ที่ สน.วังทองหลาง ขณะที่บรรยากาศที่หน้า สน.ลาดพร้าว เป็นไปอย่างคึกคัก มีนักข่าวทั้งไทย-ญี่ปุ่น ให้ความสนใจติดตามทำข่าวจำนวนมาก และในการสืบสวนเจ้าหน้าที่ ตรวจพบว่านายมิทสึโทกิ ชิเกตะ เป็นพ่อของเด็กทั้ง 9 คนแล้ว ยังจะต้องติดตามตรวจสอบเด็กแฝดอีก 2 คนที่มีหน้าตาคล้ายฝรั่ง เบื้องต้นมีสัญชาติสเปน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร อีกด้าน พล.ต.ต.นัยวัฒน์ เผดิมชิต ผบก.น.4 ได้เรียกประชุมตำรวจ ชุดสอบสวนสืบสวนคลี่คลายคดีอุ้มบุญ ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น 9 คน ย่านลาดพร้าว ใช้เวลานานกว่า 5 ชม. โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.ให้สัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ตอนเย็นวันเดียวกันนี้ว่า เด็ก 9 คน ได้เก็บดีเอ็นเอไว้แล้ว เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ ขณะนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นขบวนการค้ามนุษย์หรือไม่ เพราะต้องสอบสวนคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ส่วนการตรวจสอบการเดินทางออกนอกไทยของนายมิทสึโทกิ พบว่าเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยแล้ว จำนวน 40 ครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สื่อมวลชนของญี่ปุ่นที่มาเฝ้าทำข่าวให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างมาก เนื่อง จากการตรวจสอบประวัติของนายมิทสึโทกิ ของบรรดาสื่อญี่ปุ่นพบว่า เป็นชื่อจริงนามสกุลจริง และเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น รวยติดอันดับต้นๆของโลก ทำธุรกิจประเภทสื่อสารโทรคมนาคม โดยมุ่งประเด็นที่แตกต่างจากนักข่าวไทย คือไม่มุ่งเน้นการตามหาตัวและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง แต่พยายามตอบคำถามว่า คนที่ร่ำรวยขนาดนั้นมีมูลเหตุแรงจูงใจอะไรที่ต้องทำอุ้มบุญจำนวนมาก และเก็บสเต็มเซลล์ไว้เพื่ออะไร

ทางด้านเด็กทั้ง 9 คนที่นำมาจากคอนโดฯย่านลาดพร้าวนั้น นางแรมรุ้ง สุบรรณเสนีย์ ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า ประสานทีมแพทย์พยาบาลตรวจร่างกายเด็กอย่างละเอียด ทั้งรูปพรรณสัณฐาน ลักษณะพิเศษ รวมถึงการตรวจสุขภาพเชิงลึกซึ่งอาจจะเกี่ยวโยงกับโรคภัยต่างๆ พบว่าโดยรวมทุกคนอยู่ในภาวะปกติ รายละเอียดทั้งหมดจะต้องมีการบันทึกไว้รวมถึงบันทึกภาพเด็กแต่ละคน เพื่อเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ ในการสืบค้นข้อเท็จจริงด้านต่างๆ รวมถึงเป็นข้อมูลในการดูแลพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยอย่างเหมาะสม

ส่วนตัวเลขจำนวนเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ และหญิงไทยที่กำลังตั้งครรภ์จากการอุ้มบุญรอคลอดนั้น นายธาตรี เชาวชตา ผู้อำนวยการกองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ชาวอิสราเอลซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เข้ามาจ้างอุ้มบุญมีจำนวน 100 ราย และทราบว่าจะมีหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญ กำหนดคลอดตั้งแต่เดือน พ.ย.2556 คลอดมาแล้ว 9 ราย ขออำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวรับเด็กไปแล้ว 2 ราย เหลืออีก 7 รายรอนำไป จะทยอยคลอดไปถึงเดือน พ.ย.2557 อีก 50 ราย ตัวเลขนี้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทราบ และแจ้งว่าจะอนุญาตให้เด็กที่เกิดจนถึงเดือน 5 พ.ย.2557 ได้รับสิทธิโอนสัญชาติตามบิดาเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิเท่านั้น

สำหรับการจ้างหญิงไทยอุ้มบุญจากน้ำเชื้ออสุจิชายชาวออสเตรเลีย เท่าที่ตรวจสอบได้ขณะนี้มีหญิงไทย ตั้งครรภ์รอคลอดอีก 150 คน อายุตั้งครรภ์ตั้งแต่ 1 เดือนถึง 7 เดือน ส่วนที่คลอดแล้วไม่มีตัวเลขที่แน่ขัด มีเพียงแฝด 2 จากครรภ์ของ น.ส.ภัทรมล มารดาน้องแกรมมี่ นอกจากนี้ ยังมีเด็กเกิดจากการจ้างอุ้มบุญที่คลอดแล้ว ที่บิดาเจ้าของน้ำเชื้อ มาติดต่อยื่นขอรับรองเอกสารจากกองสัญชาติและนิติกรณ์อีก 3 ราย เป็นเด็กชาวบราซิล 1 คน (26 พ.ค.2557) ชาวจีน 1 คน (9 มิ.ย.2557) และออสเตรเลีย 1 คน (25 มิ.ย.2557) แต่ยังไม่ได้รับรองเอกสารเกี่ยวกับตัวเด็กให้ จึงเชื่อว่าเด็กยังอยู่ในประเทศไทย รวมเด็กคลอดแล้วที่รอการนำไปต่างประเทศที่ทราบแน่ชัดขณะนี้ 10 คน น้ำเชื้ออสุจิชาวอิสราเอล 7 คน จีน 1 คน บราซิล 1 คน และออสเตรเลีย 1 คน และรอคลอดอีก 200 คน จากน้ำเชื้ออสุจิชาวออสเตรเลีย 150 คน และอิสราเอล 50 คน ส่วน ตัวเลขของหญิงไทยที่จ้างอุ้มบุญจากน้ำเชื้ออสุจิของชายชาวสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นยังไม่มีตัวเลขเข้ามา เนื่องจากไม่ได้มายื่นขอรับรองเอกสารที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ จึงไม่ทราบตัวเลข แม้ว่าจะมีข่าวว่ามีจำนวนมากก็ตาม

นายธงชัย ชาสวัสดิ์ อธิบดีกรมการกงสุล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ก่อนอื่นขอชี้แจงกรณีที่พ่อแม่ชาวออสเตรเลียที่จ้างอุ้มบุญ กรณีน้องแกรมมี่ให้ข่าวว่าที่ต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากมี คสช.นั้น เห็นว่าไม่เป็นความจริง เพราะช่วงเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดบริการด้านต่างๆ ไปบริการหลายจุด มีชาวต่างประเทศไปยื่นขอรับรองเอกสารกันล้นหลาม การอ้างดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้น

นายธงชัยยังได้แสดงความห่วงใยหญิงตั้งครรภ์จากการอุ้มบุญรอการคลอด ที่ทางกรมการกงสุลมีตัวเลขอยู่ 200 รายว่า หากนับเวลาที่ทราบข่าวการตั้งครรภ์รายสุดท้ายน่าจะคลอดประมาณเดือน พ.ค.2558 แล้วเด็กที่จะคลอดเหล่านี้จะทำอย่างไร อยากให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องรีบหาทางเตรียมการด้วยว่าจะทำอย่างไร ถ้ามารดามีความผิด และชายเจ้าของน้ำเชื้ออสุจิไม่สามารถนำเด็กกลับไปเลี้ยงในต่างประเทศได้ หน่วยงานใดจะรับดูแลเด็ก ต้องเริ่มคิดได้แล้ว อย่างที่ประเทศอินเดียเขากำหนดเลยว่า อนุญาตให้บิดานำเด็กที่คลอดก่อนมีคำสั่งห้ามรับจ้างอุ้มบุญกลับไปประเทศได้ และอิสราเอลก็ประกาศแล้วว่าจะอนุญาตให้นำเด็กที่คลอดถึงวันที่ 5 พ.ย.2557 นำกลับไปประเทศเขาได้ เนื่องจากกฎหมายอิสราเอลเด็กที่เกิดจากบิดาเป็นชาวอิสราเอลก็ได้รับสัญชาติด้วย ส่วนของประเทศไทยต้องมีมาตรการในเรื่องนี้ได้แล้วว่าจะรองรับปัญหาเด็กที่จะคลอดอย่างไร

ในส่วนเรื่องราวของ “น้องแกรมมี่” วันเดียวกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะ ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัล ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า นายเดวิดและนางเวนดี้ ฟาร์เนลล์ พ่อแม่ที่แท้จริงของ ด.ช.แกรมมี่ เตรียมออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ 60 นาที ของออสเตรเลีย ในวันที่ 10 ส.ค. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โดยนายทอม มาโลน ผู้ผลิตรายการระบุว่า คู่สามีภรรยาดังกล่าวต้องการให้ชาวออสเตรเลียได้ฟังความอีกข้าง ก่อนด่วนตัดสินใจใดๆไป และขอยืนยันว่ารายการมิได้จ่ายเงินให้ทั้งสองมาออกทีวี แต่จะขอให้ผู้ชมทางบ้าน ร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปสมทบทุนกับมูลนิธิแฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างระดมเงินไปช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ด.ช.แกรมมี่ ทั้งนี้ รายการ 60 นาที จะไม่ดำเนินการใดๆที่ถือเป็นการขัดขวางการสอบสวนของสำนักงานพิทักษ์เยาวชน รัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลียเป็นอันขาด

นอกจากนี้ ครอบครัวฟาร์เนลล์ยังส่งจดหมายแถลงการณ์ไปยังสื่อต่างๆของออสเตรเลียด้วย ระบุว่าอย่าเพิ่งด่วนตัดสินพวกตนจนกว่าจะได้ฟังเรื่องราว พร้อมชี้แจงถึงกรณีที่ถูกชาวบ้านด่าโจมตีว่า ไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยงดูเด็กเลย เพราะขนาดสุนัขของครอบครัวยังถูกสมาคมพิทักษ์สัตว์ หรืออาร์เอสพีซีเอ มายึดไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทั้งสองกล่าวว่า พวกตนไม่เคยทอดทิ้งสุนัข ให้อาหารมันทุกวัน แต่มิได้ระบุถึงเรื่อง ด.ช.แกรมมี่แต่อย่างใด ขณะที่ลูกชายไม่เปิดเผยนามของนายฟาร์เนลล์ กล่าวยืนยันว่าพ่อเป็นคนดี แม้ในอดีตจะเคยทำผิดพลาดมาก่อน แต่เขาก็ยอมรับและชดใช้ด้วยการเลี้ยงดูพวกเราอย่างดี รู้สึกใจสลายอย่างมากที่พ่อถูกโจมตีแผลเก่าในอดีต

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวว่า ขณะนี้กำลังมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. ...ซึ่งมีความชัดเจนเกี่ยวกับการทำอุ้มบุญมากขึ้น โดยจะอิงกับข้อบังคับของแพทยสภา เรื่อง มาตรฐานในการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ฉบับใหม่ ที่จะอนุญาตให้มีการทำอุ้มบุญในหญิงที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดได้ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายทำการอุ้มบุญได้ จากเดิมเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายคือจดทะเบียน แต่จะไม่นับรวมคู่สมรสเพศเดียวกันหรือไม่มีคู่สมรส และต้องไม่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางการค้า แพทย์ที่ทำอุ้มบุญให้แก่คู่สมรสที่ชอบโดยกฎหมาย หรือให้หญิงที่ตั้งครรภ์แทนโดยไม่ใช่ญาติ จะต้องมีการเสนอเรื่องมายังแพทยสภา เพื่อพิจารณาก่อนว่า มีเหตุผลในการทำอุ้มบุญที่เหมาะสมหรือไม่ หากเห็นว่ามีเหตุผลที่เหมาะสมก็อนุญาตให้ทำอุ้มบุญได้

“ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ จะช่วยให้เอาผิดการทำอุ้มบุญที่ผิดกฎหมายได้ทั้งขบวนการ รวมไปถึงหญิงที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนและนายหน้าหรือเอเยนซี โดยหญิงที่ตั้งครรภ์แทนต้องมิใช่บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสที่ชอบโดยกฎหมาย และหญิงที่ตั้งครรภ์แทนจะต้องเคยมีบุตรมาก่อนแล้ว อายุอยู่ในช่วง 20-34 ปี และได้รับการยินยอมจากสามี โดยห้ามไม่ให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ส่วนเอเยนซี โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ ยังกำหนดให้คู่สมรสที่ชอบโดยกฎหมายจ่ายเงินให้แก่หญิงรับตั้งครรภ์แทนได้ แต่จำนวนเงินกำลังพิจารณาว่าเท่าใดจึงจะไม่ใช่การค้า โดยจะออกเป็นประกาศตามมาภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว” นายกแพทยสภากล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า กรณีการอุ้มบุญมีมานานแล้ว ตนเข้าใจว่าสื่อยกขึ้นมาบางครั้งขยายกันเองมาก เมื่อมีก็นำไปสู่การดำเนินคดีจับกุม สร้างความเข้าใจ พูดกันทุกวันจนประเทศไทยเป็นประเทศที่ผิดไปทุกเรื่อง ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์สุรเดช หงส์อิง ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี เปิดเผยว่า สเต็มเซลล์ เซลล์ต้นกำเนิด หรือเซลล์ตัวอ่อน ปัจจุบันมีความสนใจกันในวงกว้าง เนื่องจากเป็นเหมือนความฝันที่จะทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่นานขึ้น สเต็มเซลล์ จากมนุษย์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ เซลล์ต้นกำเนิด จากตัวอ่อนของมนุษย์ และเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวเต็มวัย เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนของมนุษย์มีคุณสมบัติที่ดีมากในทางการแพทย์ โดยการนำตัวอ่อนอายุ 2 สัปดาห์ มาเลี้ยงในหลอดทดลองจะเกิด เป็นอวัยวะอะไรก็ได้ ปัจจุบันยังไม่มีการนำมาทดลองใช้ในมนุษย์ เพราะยังไม่สามารถกำหนดทิศทางให้เป็นอวัยวะที่ต้องการได้ และเป็นเรื่องที่ขัดต่อจริยธรรม

ส่วนเซลล์ต้นกำเนิดมนุษย์เต็มวัย ในร่างกายของมนุษย์จะมีเซลล์ต้นกำเนิดของอวัยวะต่างๆ อยู่แล้ว เช่น เซลล์ต้นกำเนิดสมอง ตับ ไต แต่เซลล์ต้นกำเนิดประเภทนี้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดประจำอวัยวะนั้นๆ หากนำมาจากอวัยวะไหน ก็จะเจริญเติบโตเป็น อวัยวะนั้น ทำให้การบริจาคอวัยวะจึงมีความยุ่งยาก เพราะไม่สามารถนำคนคนหนึ่งไปเจาะกะโหลก เจาะตับหรือไต ทั้งที่ยังมีชีวิตได้ และถือเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมอย่างรุนแรง ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดที่จะนำออกจากร่างกายของมนุษย์ทั้งที่ยังมีชีวิตได้คือ เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเท่านั้น ซึ่งวิธีการนำออก จากร่างกาย ก็จะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ที่บริจาคและไม่มีอันตราย เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดมีอยู่ทั่วไปในไขกระดูก สามารถนำไปรักษาโรคเลือด หรือโรคทางโลหิตวิทยา เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคพันธุกรรมทาลัสซีเมียและไขกระดูกฝ่อ แต่หากแพทย์จะนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตไปทดลองรักษาโรคอื่น จะเป็นเพียงการรักษาในลักษณะของการวิจัยและ ต้องไม่คิดค่ารักษาจากผู้ป่วย ปัจจุบันมีบางบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถนำเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตใช้ในการรักษาโรคอื่นๆได้ เช่น ชะลอความแก่ สมองเสื่อม ไตวาย และตับวาย ทั้งที่ยังเป็นการวิจัยและทดลอง

ศ.นพ.สุรเดชกล่าวด้วยว่า การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในประเทศไทย หน่วยงานที่รับ ผิดชอบคือสภากาชาดไทย และการนำเอาเซลล์เม็ด โลหิตรักษา ต้องผ่านการตรวจเนื้อเยื่อที่ต้องตรงกัน ซึ่งในหมู่ญาติพี่น้องมีโอกาสเป็นไปได้เพียงร้อยละ 25 ส่วนบุคคลอื่นมีโอกาสเพียง 1 ใน 5 หมื่นเท่านั้น การฉีดสเต็มเซลล์เข้าร่างกาย หากร่างกายไม่รับจะกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม มีการต่อต้านกันเองและหาก ยังฉีดซ้ำๆ สารแปลกปลอมจะทำให้เกิดโรคพุ่มพวงหรือการต่อต้านภูมิคุ้มกันตนเองได้ อยากฝากข้อกังวลไปยังสังคม เกี่ยวกับการนำเด็กออกนอกประเทศ เพื่อหวังขายสเต็มเซลล์ เชื่อว่ามีโอกาสน้อยมาก แต่ที่กังวลมากกว่านั้น คือเป็นการค้าอวัยวะมนุษย์หรือไม่ การเปลี่ยนอวัยวะสามารถทำได้เพียงกรุ๊ปเลือดตรงกัน ไม่ต้องตรวจเนื้อเยื่ออย่างละเอียด

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐ” ว่า การอุ้มบุญยังไม่เข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ หากมีการให้ผู้อื่นตั้งครรภ์แทน เด็กที่คลอดก็ต้องเป็นบุตรของหญิงคนนั้น เมื่อในขณะนี้เป็นเรื่องของกฎหมายแพ่ง ยังไม่ได้เป็นประเด็นในเรื่องการค้ามนุษย์ จึงมิได้เป็นภารกิจในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยตรง ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับการป้องกันมิให้การอุ้มบุญกลายเป็นปัญหาการค้ามนุษย์นั้น ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างศึกษา และหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อผลักดันให้มีกฎหมายเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบังคับใช้ระเบียบกฎหมาย เท่าที่มีอยู่อย่างจริงจัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบประวัติของนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ ที่มีชื่อระบุอยู่ในหนังสือเดินทาง พบว่าเป็นลูกชายของนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีในญี่ปุ่น บิดาคือนายยาสุมิทสึ ชิเกตะ เจ้าของบริษัท “ฮิ คาริ ทสึชิน” บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงโตเกียว ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บ ให้เป็น 1 ใน 50 มหาเศรษฐีของประเทศญี่ปุ่น ด้วยทรัพย์สิน 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 81,000 ล้านบาท จากการเปิดเผยทรัพย์สินล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า เขาได้รับการจัดอันดับมหาเศรษฐีของฟอร์บครั้งแรกในปี 2542 ด้วยทรัพย์สินถึง 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท แต่ในยุคธุรกิจถดถอย ทรัพย์สินของเขาลดลงไปอย่างมาก นายยาสุมิทสึ เติบโตมาในครอบครัวทนายความ ได้รับการยอมรับว่า เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยในช่วงวัย 30 ต้นๆ ปัจจุบันเขาอยู่ในวัย 49 ปี โดยตระกูลชิเกตะ ยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเครือข่ายโทรคมนาคม “ซอฟท์แบงก์” “เคดีดีไอ” และ “เอ็นทีที โดโคโม” ซึ่งเป็นบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือหลักในประเทศญี่ปุ่น ส่วนนายมิทสึโทกิ ชิเกตะ มีชื่ออยู่ในบริษัทโกลบัล แมเนจเม้นท์ พาร์ทเนอร์ส ที่มี สำนักงานอยู่ในเกาะฮ่องกง ก่อนหน้านี้ สื่อบางสำนักเคยตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจของตระกูลนี้พอสมควร แต่ไม่เคยมีหลักฐานออกมายืนยันในเรื่องนี้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุ้มบุญหนุ่มญี่ปุ่นทายาทมหาเศรษฐีน้องแกรมมี่พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯรับจ้างตั้งครรภ์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้