ข่าว
100 year

กำไลอิเล็กทรอนิกส์ ตัวช่วยลดคนล้นคุก

14 ก.ค. 2557 05:01 น.
SHARE

ยามนี้หลายประเทศทั่วโลก พยายามค้นหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องโทษสถานเบาซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือมิใช่กลุ่มซึ่งเป็นผู้ร้ายโดยสันดาน เป็นต้นว่า พวกเมาแล้วขับ หรือเด็กแว้นซิ่งรถตามถนนหลวง

หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศซึ่งพัฒนาแล้วนิยมใช้กัน ก็คือ ให้ผู้ต้องโทษ สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ Electronic Monitoring : EMไว้ที่ข้อมือ หรือข้อเท้าตลอดเวลา โดยมีเจ้าหน้าที่คุมประพฤติคอยติดตามพฤติกรรม

ผ่านทางสัญญาณ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะส่งสัญญาณคล้ายกับสัญญาณโทรศัพท์มือถือ กลับไปยังศูนย์บัญชาการของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติตลอด 24 ชั่วโมง

ฟินแลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่ทดลองใช้วิธีการนี้กับผู้ต้องโทษ โดยให้ผู้ต้องโทษสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเอ็ม ไว้ที่ข้อเท้า

ข้อดีของการลงโทษด้วยวิธีนี้ ก็คือ ผู้ต้องโทษซึ่งมีหน้าที่ต้องออกไป ทำงานรับใช้สังคมเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังคงสามารถไปทำกิจธุระ ทำงาน หรือเรียนหนังสือได้ตามปกติ หรือแม้แต่การไปเข้าอบเซาน่า ก็ยังสามารถทำได้ เรียกว่า ยังคงใช้ชีวิตทุกอย่างได้เกือบเป็นปกติ

แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้สวมใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ ก้าวเท้าออกไปนอกเหนือจากบริเวณที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติล่วงหน้า ถือว่าเป็นการทำผิดเงื่อนไข ทางกรมคุมประพฤติของฟินแลนด์จะนำตัวผู้ต้องโทษที่ฝ่าฝืนรายนั้น เข้าไปอยู่ในเรือนจำจริงทันที

เมืองไทยเราก็ทันสมัยไม่เบา เมื่อเดือนมีนาคม 2557 ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าได้มีการนำเอาเครื่องมือคุมประพฤติด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเอ็ม มาใช้กับผู้กระทำผิดในคดีเมาแล้วขับเป็นรายแรก ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ วัย 41 ปี โดยศาลแขวงพระนครเหนือได้กำหนดให้คุมประพฤติบุคคลดังกล่าวเป็นเวลา 7 วัน และสั่งห้ามออกจากบ้านในเวลา 22.00-04.00 น.

ตลอดเวลาทั้ง 7 วัน ที่โชเฟอร์แท็กซี่ผู้นั้นถูกควบคุมด้วยวิธีนี้

พบว่ามีสัญญาณแจ้งเตือนดังไปถึงเจ้าหน้าที่คุมประพฤติถึง 60 ครั้ง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้น ผู้ถูกควบคุมมิได้กระทำผิดฝ่าฝืนเงื่อนไขของศาล แต่เป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น จึงได้ทดลองกดเครื่องมือดังกล่าวเล่น

วันก่อนกรมคุมประพฤติ ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม จัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้พิพากษา ในการนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีเอ็มมาใช้คุมประพฤติผู้กระทำผิด

นัทธี จิตสว่าง อดีตอธิบดีกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยบอกว่าในต่างประเทศ เครื่องมือดังกล่าวนิยมใช้กับนักโทษตามเรือนจำเปิด (ไม่มีกำแพง) หรือนิยมใช้ติดตามพฤติกรรมของผู้กระทำผิดทางเพศ

ซึ่งมักจะกลับมาทำผิดซ้ำ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ทำผิดไปยุ่งกับเหยื่อหรือผู้เสียหาย อุปกรณ์ชนิดนี้จึงช่วยให้สังคมมีความมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะมีระบบติดตามแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา

“จุดเด่นข้อดีของเครื่องอีเอ็ม ก็คือ ผู้ถูกคุมประพฤติยังมีโอกาสได้กลับไปอยู่กับครอบครัว สามารถทำงานหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้ โดยไม่ต้องเข้าไปอยู่ในระบบเรือนจำให้มีตราบาปติดตัว ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว ยากต่อการกลับเนื้อกลับตัว”

นัทธีบอกว่า ทุกวันนี้ทั่วประเทศมีนักโทษถูกจำคุกอยู่ 3 แสนกว่าราย เฉพาะนักโทษหญิงมีอยู่ประมาณ 42,000 ราย ซึ่งถือว่าเราเป็นประเทศที่มีนักโทษหญิงมากเป็นอันดับ 4 ของโลก

เขาบอกว่า ทั้งที่นักโทษหญิงส่วนใหญ่มักทำผิดโดยพลั้งพลาด หรือกระทำเพราะความจำเป็นตามข้อกำหนดของสหประชาชาติแล้ว เห็นว่านักโทษหญิงมีบทบาทและภาวะทางเพศที่ต่างจากนักโทษชาย ดังนั้น โทษจำคุกจึงควรจะเป็นมาตรการสุดท้าย จึงควรนำอุปกรณ์อีเอ็มมาใช้กับนักโทษหญิงให้มากขึ้น

“เวลาไปสัมมนาหรือพบปะแลกเปลี่ยนดูงานกับราชทัณฑ์ในต่างประเทศ ผมมักจะถูกต่างประเทศถามเสมอว่า เมืองไทยเรายังไม่มีระบบทางเลือกแทนการจำคุก หรือกรองคนที่ไม่ได้ทำผิดรุนแรงออกจากระบบคุกอีกหรือ ขณะที่ต่างประเทศเขาใช้อุปกรณ์อีเอ็มกันมาตั้ง 360 กว่าปีแล้ว”

รังสรรค์ วิจิตรไกรสร ผู้พิพากษาประธานแผนกคดีผู้บริโภค ในศาลอุทธรณ์ภาค 2 และอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีของสำนักงานศาลยุติธรรม บอกว่า อีเอ็มเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาแล้ว จึงเหมือนเป็นเทคโนโลยีสำเร็จรูป สามารถนำมาปรับใช้งานได้เลย อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือเสริมการทำงานอย่างหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วง จึงขึ้นอยู่กับระบบบริหารจัดการ ที่จะมารองรับการทำงานของมันมากกว่า

“ยกตัวอย่าง ในสภาพเป็นจริง มันมีทั้งเตือนหลอก และเตือนจริงเช่น มีคนไปขยับมัน หรือแค่เดินออกจากบ้านไป แล้วเดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะแยกแยะได้ และมีระบบติดตามที่เข้มแข็ง ผมเห็นว่าระบบนี้เหมาะจะนำไปใช้ให้รางวัลแก่เด็กซึ่งมีพฤติกรรมคุมประพฤติดี หรือถ้ามันใช้งานได้ดี ศาลยังอาจนำไปใช้กับกรณีการปล่อยตัวชั่วคราว หรือให้จำเลยประกันตัวไปในระหว่างพิจารณาคดีด้วยก็ได้”

สุรจิตร ศรีบุญมา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา ซึ่งเป็นผู้สั่งใช้อุปกรณ์อีเอ็มคุมประพฤติโชเฟอร์แท็กซี่ในคดีเมาแล้วขับ เป็นรายแรกของประเทศ บอกว่า

มีงานวิจัยระบุว่า นักโทษที่อยู่ในคุกเกิน 3 ปี มักจะเกิดอาการดื้อยา กล่าวคือ พวกนี้เมื่อพ้นโทษออกไปแล้ว พวกเขามักจะรู้สึกชิวๆที่จะกลับเข้าไปอยู่ในคุกอีกครั้งเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นผู้ต้องโทษจำคุกช่วงสั้นๆไม่ถึง 3 ปี พ้นโทษไปแล้วมักจะไม่อยากกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีก

“ผมมองในแง่สังคมจิตวิทยา ดูสภาพแวดล้อมทั้งหมดผสมผสาน ใช้วิธีปรับพฤติกรรมของคนทำผิด โดยให้ครอบครัวของเขามีส่วนช่วยด้วย ถึงแม้ว่าการใช้อีเอ็ม หรือกำไลอิเล็กทรอนิกส์ มันไม่ได้เป็นยาวิเศษที่จะช่วยให้เขาหายขาดจากพฤติกรรมเมาแล้วขับ แต่ถ้ามีทางเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่าการยัดเยียดให้คนต้องเข้าไปอยู่ในคุก มันก็น่าจะให้โอกาสเขาได้หลอมละลายปรับแต่งพฤติกรรม โดยมิต้องจับเขายัดใส่คุก มิใช่หรือ”

ขณะที่ รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกว่า ปัจจุบันมีเครื่องอีเอ็มที่จะใช้กับผู้ถูกคุมประพฤติในโครงการนำร่องแค่ 200 ชิ้น เครื่องมือนี้เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้แก่พนักงานคุมประพฤติ รวมทั้งยังช่วยลดปริมาณนักโทษในเรือนจำ

“ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศาลได้มีการสั่งใช้อีเอ็มไปแล้วจำนวน 159 เครื่อง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลปรากฏ ไม่พบว่า มีการทำผิดเงื่อนไข หรือมีความพยายามจะกระทำผิดซ้ำ โดยทั่วไปศาลจะพิจารณาว่า หากลงโทษจำคุกผู้กระทำผิดแล้วเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ก็จะพิจารณาให้ใส่อีเอ็มแทน เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแทนการลงโทษจำคุก และเพื่อให้โอกาสในการปรับตัวคืนสู่สังคม”

อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกว่า จากนี้ไปจะมีการขยายพื้นที่ใช้อีเอ็มไปยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ จะมีการทำทีโออาร์ เพื่อประมูลเครื่องมือชุดใหม่อีก 3,000 ชุด เพื่อเตรียมขยายโครงข่ายนำไปใช้งานในอีก 19จังหวัด.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1กำไลอิเล็กทรอนิกส์ผู้ต้องโทษอีเอ็มข้อเท้าข้อมือนัทธี จิตสว่างนักโทษรังสรรค์ วิจิตรไกรสรสุรจิตร ศรีบุญมารื่นวดี สุวรรณมงคลควบคุมประพฤติ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้