วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดประวัติ 'โรงเรียนจิตรลดา' รับวิทยาลัยแห่งใหม่ 'วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา'

เปิดประวัติ 'โรงเรียนจิตรลดา' รับวิทยาลัยแห่งใหม่ 'วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา'

  • Share:

"โรงเรียนจิตรลดา" จัดตั้งขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และได้พระราชทานพระบรมราโชบายให้โรงเรียนได้ดำเนินงานมาโดยตลอด ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์บริหาร โรงเรียนจึงได้รับสนองพระราโชบายในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง...

" ...สอบไล่แล้ว ก็ออกไปเรียนต่อในชั้นอุดมศึกษา หรือจะไปเรียนที่ไหน หรือจะไม่เรียนก็ตาม ขอให้พิจารณาว่า ได้ผ่านโรงเรียนนี้เป็นเกียรติและเป็นประโยชน์ ขอให้สำนึกในคำนี้ว่าสำคัญแค่ไหน คืออย่าไปถือว่าเป็นเกียรติ หรือเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นคำที่กลางๆ เกียรติที่พูดถึงนี้ มีความรับผิดชอบติดตัวอยู่ตลอด เพราะเกียรติเมื่อมีแล้ว จะต้องรักษา รักษาด้วยการปฏิบัติตนให้ดีทุกทาง หมายถึงว่า ถ้าไปเรียนชั้นอุดมศึกษาในสถาบันใด จะเป็นในประเทศ หรือนอกประเทศก็ตาม ตัวต้องสำนึกอยู่เสมอว่า ได้ผ่านโรงเรียนมัธยมที่โรงเรียนจิตรลดา แล้วก็เกียรตินี้จะต้องทำให้เกิดความรับผิดชอบ เพื่อนใหม่ที่จะได้พบในสถาบันที่จะศึกษาต่อไปนั้น เขาจะทราบว่ามาจากไหน ถ้าทำตนให้เป็นที่น่านับถือ มีความคิดที่ดี รอบคอบมีความเป็นผู้ดี หมายความว่า รู้จักคิด รู้จักพิจารณา ถ้าสักแต่จะปล่อยให้จิตใจของตนไปตามความคะนองของวัย หรือไปตามความสนุกสนาน โดยที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบแล้ว นั่นแหละจะทำให้เกียรติของโรงเรียนจิตรลดาเสียไป และเกียรติของตัวก็หายไปเหมือนกัน..."

"...ที่ได้บอกว่า ได้มีโอกาสมาเรียนวิชาความรู้ในโรงเรียนนี้ ก็ขอให้เอาวิชาความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ เพื่อเป็นก้าวหนึ่งต่อไปในการศึกษาที่จะสูงขึ้นไป ที่ได้รับการอบรมให้เป็นผู้ที่มีมารยาทดี มีไหวพริบดี มีความฉลาดนั้น ก็เอาไปใช้ในทางการเรียน แต่ว่าต้องไปใช้ในทางการวางตัวด้วย มิใช่ว่าก้มหน้าก้มตาที่จะเรียนให้ได้แล้วก็ไม่นึกถึงการวางตัว ความจริงการวางตัวกับการเรียนนั้นคู่กัน ถ้าวางตัวให้ดี ทำให้เรียนได้ดี ถ้าวางตัวไม่ดี เป็นอันธพาล ก็จะทำให้การเรียนนั้นมีอุปสรรคอย่างยิ่ง แม้ตอนต้นจะสามารถเรียนได้บ้าง แต่ทีหลังความเป็นอันธพาล ความเป็นผู้ไร้ความคิด จะนำไปสู่หายนะ จะทำให้ผู้อื่นสามารถชักนำเราในทางที่ผิดได้ จึงต้องใช้ทั้งความรู้ที่ได้จากโรงเรียนนี้ ทั้งที่ได้อบรมแล้ว อย่าไปว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญทุกอย่าง การวางตัวเป็นพลเมืองดี คือเป็นเยาวชนที่ดีก่อน แล้วเป็นพลเมืองดีต่อไป นั่นแหละที่เป็นหน้าที่อันสำคัญ และโดยเฉพาะต่อไป เมื่อไปอยู่สำนักศึกษาชั้นอุดมศึกษาแล้ว ตัวจะมีความรับผิดชอบยิ่งขึ้น เพราะว่าถือกันทั่วโลกว่า ผู้ที่เป็นนักศึกษา ผู้ที่เป็นนักค้นคว้า ผู้ที่เป็นนักเรียนนั้น เป็นผู้ที่เป็นปัญญาชน หมายความว่า ผู้ที่ใช้สมอง คำว่านักศึกษาเป็นปัญญาชนนี้ ขอให้พิสูจน์ให้เป็นจริง ส่วนข้อเท็จจริงทุกอย่าง ขอให้จำเอาไว้ และปฏิบัติ จึงจะไปสู่ความเจริญ ความสำเร็จ ความพอใจได้ทุกประการ และจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตในทางที่ถูกที่ต้อง เป็นผู้ที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เมื่อเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคม ก็เป็นประโยชน์แก่ตัวเองอย่างยิ่ง เพราะว่าสามารถที่จะหาความสุขใจที่แท้จริง คือความก้าวหน้า ความมั่นคงของประเทศ และความสุขของส่วนรวม..."

พระบรมราโชวาทใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ โรงเรียนจิตรลดา ณ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2512

"โรงเรียนจิตรลดา" จัดตั้งขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และได้พระราชทานพระบรมราโชบายให้โรงเรียนได้ดำเนินงานมาโดยตลอด ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์บริหาร โรงเรียนจึงได้รับสนองพระราโชบายในการจัดการศึกษา ให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยมี ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา เป็นผู้รับสนองพระราโชบายมาบริหารและดำเนินการ

โดยท่านผู้หญิงอังกาบ เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า โรงเรียนจิตรลดา เป็นโรงเรียนที่เปิดรับเด็กทั่วไป ไม่ได้สอนเพียงแต่พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น โดยเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล มีอนุบาล 1, 2 และ 3 ระดับประถมศึกษา ก็มีประถม 1-6 ซึ่งในอดีตมีเพียงชั้นละ 1 ห้องเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แต่ละชั้นเรียนจะมีนักเรียนมากถึงชั้นละ 3 ห้อง ซึ่งรวมแล้วสายสามัญมีนักเรียนเกือบ 1,700 คน ส่วนในสายวิชาชีพ ตอนนี้มีนักเรียนสายวิชาชีพประมาณ 400 กว่าคน หากรวมทั้งสายสามัญและวิชาชีพ ก็มีนักเรียนกว่า 2,000 คน

จากนั้น ท่านผู้หญิงอังกาบ ได้เล่าย้อนไปเมื่ออดีตถึงประวัติของโรงเรียนจิตรลดา ว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการศึกษาในระดับอนุบาลขึ้น ณ พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องด้วยขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ เจริญพระชนมายุพร้อมที่จะทรงพระอักษรได้ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงเรียน โดยมีพระอาจารย์คนแรกที่ถวายฯ การสอนเพียงคนเดียว คือ ดร.ทัศนีย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา (ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุณยคุปต์) และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระสหายร่วมศึกษาอีก 7 คน นับเป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียนจิตรลดา

"ต่อมาเมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ทรงเจริญพระชนมายุ พอที่จะทรงพระอักษรได้ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มชั้นอนุบาลขึ้นอีกชั้นหนึ่ง และเพิ่มนักเรียนขึ้นอีก 4 คน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2499 ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้รับพระอาจารย์เพิ่มอีกคนหนึ่ง คือ ดิฉัน (ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ) ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2500 ซึ่งในขณะนั้นมีนักเรียนอนุบาล 2 ระดับ ระดับละ 8 คน จนเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารเรียนถาวร ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และพระราชทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนจิตรลดา" ต่อจากนั้นก็เพิ่มระดับชั้นขึ้นไปเรื่อยๆ ทีละชั้น จนนักเรียนจิตรลดารุ่นที่ 3 คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ เริ่มทรงพระอักษร ณ วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2501 และนักเรียนรุ่นที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ และตอนนี้พระเจ้าหลานเธอทั้งหลาย ก็ทรงเรียนที่นี่" ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา กล่าว

ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ


นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชบาย เพื่อให้คณะครูโรงเรียนจิตรลดา ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามพระราชประสงค์ พอสรุปกระแสพระราชดำรัสได้ว่า มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงพระอักษรร่วมกับนักเรียนอื่น ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เพื่อจะได้เข้าพระทัยในสิ่งแวดล้อมและปัญหาของคนอื่น ตลอดจนทรงรู้จักวางพระองค์ได้ถูกต้อง และทรงเมตตากรุณากับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทรงให้มีระเบียบวินัย และทรงประหยัดอดออม ทั้งด้านอุปกรณ์และการทรงเครื่อง (การแต่งกาย)

ท่านผู้หญิงอังกาบ กล่าวเพิ่มเติมว่า "พูดถึงค่าเทอม จริงๆ โรงเรียนนี้ไม่มีค่าเล่าเรียน เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน และโรงเรียนก็ไม่ได้รับอุดหนุนจากกระทรวง แต่โรงเรียนก็มีค่าใช้จ่ายด้วย โดยแบ่งเป็นค่าอาหาร สมัยก่อนท่านเลี้ยงหมด แต่พอนักเรียน 2,000 กว่าคน ก็รู้สึกว่าจะมากเกินไปและจะเกินพระราชทรัพย์ เราก็เลยจัดให้โรงเรียนมีครัวเอง โดยให้ครูจัดอาหารให้เด็กแบบเหมาะสม ไม่ให้ครูขี้เหนียวอาหาร นอกจากนี้ก็เป็นค่าอุปกรณ์การเรียนด้วยส่วนหนึ่ง โรงเรียนเราไม่ได้อยู่อย่างฟุ่มเฟือย เราก็ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เช่น ของใช้บางอย่าง ใช้มาเกือบ 60 กว่าปี เราก็ยังใช้อยู่ คือเราจะไม่สุรุ่ยสุร่าย อะไรใช้ได้ เราก็ยังใช้" 

จากนั้น ท่านผู้หญิงอังกาบ ได้อธิบายเรื่องหลักสูตรการเรียนของโรงเรียนจิตรลดา ว่า หลักสูตรการเรียนการสอน ก็ใช้ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ทางเราก็นำมาดัดแปลงหรือเพิ่มเติมเข้าไป เช่น วิชาพุทธศาสนา เราจะใช้ภาคปฏิบัติ ด้วยการนิมนต์พระมาสอน และอย่างในระดับประถมศึกษา จะให้นักเรียนเดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาที่วัด หรือเรียกว่า การไปจารึกวัด จารึกธรรม เมื่อไปแล้ว พระท่านก็จะสอนนักเรียนในแบบการจัดฐานต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในหลายอย่าง หลายวิชา เราก็ดัดแปลงหลักสูตรเอา เนื่องจากเรามองว่า ในระดับประถมศึกษา เราไม่อยากให้เด็กมาท่องจำจากหนังสือ เด็กควรที่จะปฏิบัติมากกว่า ดังนั้นในช่วงเช้าของระดับประถม ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1, 2 และ 3 ก็จะเรียนวิชาการ อย่างวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฯลฯ ส่วนตอนบ่ายก็จะเป็นภาคปฏิบัติ เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ซึ่งในแต่ละระดับจะแตกต่างกันออกไป อย่างในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็จะเรียนวิชาการมากขึ้น การเรียนการสอนก็เป็นไปตามระดับชั้นของนักเรียนชั้นนั้นๆ

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านตั้งโรงเรียนนี้ ท่านก็ทรงรับสั่งไว้เสมอว่า คนเรานี้ไม่เหมือนกัน มีทั้งคนเก่งและไม่เก่ง แต่เราต้องทำให้ทุกคน ยืนบนขาของเขาได้ คนไหนที่ไม่มีความพร้อมทางด้านไหน ให้เอาอย่างอื่นเสริมเข้าไป ท่านสั่งไว้อย่างนั้น ถ้าเด็กเขาพร้อมจะเรียนกับเรา อย่างสายวิชาชีพ ก็มีเด็กบางคนที่เรียนอ่อนมา แต่เด็กก็บอกว่า ช่วยผมเถอะอาจารย์ ผมจะกลับตัว เด็กคนนั้นก็สามารถเรียนได้อย่างดี เช่น คนหนึ่งมาด้วยเกรดไม่ถึง 1.5 มาขอดิฉันก็รับไว้ แต่พอเรียนจบ กลับได้เกรดถึง 3.62 ในระดับ ปวช. และพอมาระดับ ปวส. ก็จบไปด้วยเกรด 3.85 ซึ่งตรงนี้ เราดีใจมาก ดีใจที่ทำให้เขามีความสำเร็จในชีวิต สมเด็จพระเทพฯ ท่านก็อยากให้ทุกคนมีโอกาส ไม่อยากเห็นคนไม่มีโอกาส" ท่านผู้หญิงอังกาบ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2547 โรงเรียนจิตรลดา ได้เปิดสายวิชาชีพเพิ่มขึ้น และมีนักเรียนมากถึง 400 กว่าคน จนปีนี้ พ.ศ. 2557 ด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ องค์บริหารโรงเรียนจิตรลดา มีพระราชประสงค์ขยายโอกาสทางการศึกษา จากระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และต่อยอดขึ้นมาเป็นภาคอุดมศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยจัดตั้งเป็นวิทยาลัยใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา" เปิดการเรียนการสอนใน 2 คณะ ได้แก่ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ซึ่งมี 2 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง และคณะบริหารธุรกิจ ในสาขาวิชาการตลาด สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ และสาขาวิชาธุรกิจอาหาร ซึ่งขณะนี้เปิดรับนักศึกษารอบสองแล้ว ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

ส่วนสาเหตุที่เลือกเปิดสอนใน 2 คณะนี้ ท่านผู้หญิงอังกาบ กล่าวว่า เนื่องจากเราจะดูความต้องการของตลาดแรงงาน ว่าตลาดแรงงานต้องการอะไร แรงงานประเภทไหน สำคัญคือ เราเองมีความพร้อมด้านใด บางอย่างถ้าเราไม่มีความพร้อม เราก็จะยังไม่เปิด เพราะเรื่องวิชาชีพนั้น ต้องมีเครื่องมือเพียงพอ มีครูให้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม พอเปิดวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา เราก็ได้ครูมาช่วยสอนเยอะมาก จากทั้งพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และที่เกษียณอายุแล้ว เขามาช่วยเรา แถมยังมีผู้มาสมัครช่วยสอนอีกจำนวนมาก

ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา ได้เน้นย้ำว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา มีความมุ่งหวังที่จะผลิตบัณฑิต ที่มีความสร้างสรรค์ทักษะทางปัญญา เพื่อนำไปพัฒนางานอาชีพ โดยใช้เทคโนโลยีก้าวไกลและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ คือเมื่อบัณฑิตของเราจบไป จะต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ไม่ใช่แต่อยู่ในหนังสือ ต้องคิดก่อน แล้วจึงจะบรรยายและพูดออกมาได้อย่างถูกต้อง

"ดิฉันจะสอนนักเรียนทุกรุ่น ขอให้นักเรียนยึดในหลักคุณธรรม คุณธรรมต้องมีความรู้ คนเรามีความรู้ แล้วจะมามีคุณธรรมทีหลังไม่ได้ รู้มาก ก็ออกนอกลู่นอกทางได้ ดังนั้นเราจะต้องมีคุณธรรมประจำใจ เราต้องมีจุดยืนของเรา อย่าให้ใครมาทำให้เราเสียจากความซื่อสัตย์ สุจริตไปได้ จำไว้ว่า คุณธรรม จำเป็นต้องมีติดตัว และต้องรู้จักช่วยเหลือคนอื่น เราช่วยใครได้ เราช่วย อย่านึกถึงประโยชน์ของเรา" ท่านผู้หญิงอังกาบ กล่าว

เฉกเช่นปรัชญาของ "โรงเรียนจิตรลดา" …รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีวินัย ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม!

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้